ความรื่นเริงในยุทธภพเจียงหู
อาคารจงยี่ เมืองหยู
ไม่ว่าจะเป็นคนในยุทธภพเจียงหูหรือคนธรรมดาทั่วไป พวกเขาล้วนรู้จักสถานที่แห่งนี้ มันคือที่ตั้งของสำนักงานใหญ่พรรคเฉาสาขาเมืองหยูซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำหยู
ทางเข้าประตูมีรถม้าวิ่งเข้า-ออกตลอดเวลา มีเพียงบางครั้งเท่านั้นที่เหล่าชายฉกรรจ์ในชุดผ้าป่านจะใช้เส้นทางเรือในการสัญจร
ยามเฝ้าประตูสองคนกำลังยืนอารักขาความปลอดภัยหน้าประตูด้วยความสัปหงก พวกเขาหาวครั้งแล้วครั้งเล่าและพยายามพูดคุยเพื่อไล่ความง่วงงุนออกไป
“เฮ้อ..เหนื่อยมาตลอดทั้งวันแล้วแต่ก็ยังได้มาเฝ้ายามตอนกลางคืนอีก”
“นั่นสิ..ว่าแต่? เจ้าได้ยินข่าวหรือเปล่าว่าพลังยุทธ์ของอาจารย์หลิวเลื่อนเป็นระดับห้าแล้ว”
“จะไม่ได้ยินได้อย่างไร? ผู้อาวุโสไท่ได้เรียกเขาไปคุยเป็นการส่วนตัวแล้ว เห็นว่าอาจารย์หลิวจะจัดงานเลี้ยงฉลองการเลื่อนระดับในวันที่สามเดือนหน้า”
“เฮ้อ แล้วพวกเราเล่าเมื่อไหร่จะเลื่อนระดับเสียที”
ยามรักษาการทั้งสองยังพูดคุยฆ่าเวลา ต่างหยิบเรื่องไร้สาระออกมาพูดคุยไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นที่มาของยุทธภพเจียงหู ใครคือสุดยอดปรมาจารย์ในปัจจุบัน ตลอดจนเรื่องดินฟ้าอากาศ ข่าวคราวสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงนี้
“นี่ก็หลายสิบปีแล้วที่ข้าไม่ได้กลับบ้านเกิด” อยู่ๆยามนายหนึ่งก็เงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนแล้วทอดถอนใจ
เขาจำได้ว่าคืนนั้นเป็นคืนที่มีอากาศหนาวเหน็บ มีโจรสองคนบุกเข้ามาในบ้านเพื่อข่มขืนภรรยาของเขาเขาโกรธพวกมันมากจึงพลั้งมือฆ่าพวกมันไป เขาต้องหลบหนีการจับกุมจึงเปลี่ยนชื่อแซ่และเข้าร่วมพรรคเฉาในมณฑลเจียงหนาน
“ส่วนข้าไม่มีบ้านเดิมให้กลับ พ่อแม่ของข้าก็ตายไปนานหลายปีแล้ว” สีหน้าของยามอีกคนดูสงบและเฉยเมยราวกับพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง
“ทุกวันนี้ข้าก็ได้แต่คิดว่าเมียของข้าเป็นอย่างไรบ้าง นางจะหนีไปอยู่ที่อื่นหรือยัง”
“ไม่เห็นต้องคิดให้มากความ นานหลายปีเพียงนั้นป่านนี้นางคงแต่งงานใหม่ไปแล้ว”
“เจ้าบ้าเอ้ย! เจ้าให้กำลังใจข้าหน่อยไม่ได้หรือไร”
“เมื่อวานข้าไม่เห็นเจ้าพูดแบบนี้ คิดถึงเมียงั้นรึ? ข้าเห็นเจ้าสนุกกับเมียของจางหม่าจื่อถึงเพียงนั้นยังจะมาบ่นว่าคิดถึงเมียเก่าอยู่”
“มันคนละเรื่องกัน ไอ้ลูกหมาจางหม่าจื่อคิดว่าถือดาบมาขู่ข้าแล้วจะหนีไปง่ายๆงั้นรึ ข้าไม่มีทางปล่อยมันไปง่ายๆหรอก ทั้งตัวมันและเมียของมันต้องโดนข้าจัดการอย่างหนัก”
“พรุ่งนี้ข้าขอไปกับเจ้าด้วย”
“ตกลง เมียของจางหม่าจือก็เข้าท่าดี ลีลาอย่างเด็ด”
ยิ่งพวกเขาพูดก็ยิ่งกระชุ่มกระชวยมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งมีร่างหนึ่งเดินเข้ามายังประตูหลักที่พวกเขาเฝ้ายามอยู่
คนผู้นี้สวมชุดสีดำรัดกุม ใบหน้าก็มีผ้าคลุมปิดบังเอาไว้ ถือเพียงดาบเหล็กธรรมดาๆ เขาเดินมาหน้าประตูหลักด้วยความเร็วที่ไม่เร่งรีบจนเกินไป
แน่นอนว่าคนผู้นี้คืออันจิง
“หยุด เจ้าเป็นใคร?”
เมื่อทั้งสองเห็นรูปลักษณ์ที่ปิดบังทั้งตัวของผู้บุกรุกก็ยิ่งรู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง
อันจิงไม่คิดจะตอบอะไร เขาสาวเท้าเดินต่อไปยังจุดที่เป็นอาคารสำนักงาน
พรึ่บ!
แสงดาบสะท้อนไปกับความมืด
ยามคนแรกที่เอ่ยทักอันจิงรู้สึกถึงร่างกายที่เกร็งค้าง หัวใจของเขาคล้ายเต้นช้าลงเรื่อยๆ เขาหายใจไม่ออกและมือที่จะยื่นมือมาขัดขวางผู้บุกรุกก็หมดแรงในที่สุด
ตุบ!
เขาล้มไปกองกับพื้นทันทีพร้อมกับลมหายใจที่ปลิดปลิว ใช่เขาตายแล้ว ตายโดยไม่ทันได้สู้ด้วยซ้ำ
“มีผู้บุกรุก! เร็วเข้ามีผู้บุกรุก!” ยามเฝ้าประตูที่เหลืออีกหนึ่งนายสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เริ่มติดขัด เขารีบตะโกนไปยังห้องโถงจงยี่ที่เป็นสถานที่รวบรวมบุคคลสำคัญของพรรคเอาไว้อย่างรวดเร็ว
เสียงตะโกนนี้เปรียบเสมือนลูกธนูที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า มันเผาผลาญค่ำคืนอันแสนภิรมย์ของอาคารจงยี่จนมอดไหม้
“ใครกล้าบุกสำนักงานใหญ่ของเรา!”
“บังอาจนัก!”
สมาชิกพรรคเฉาจำนวนนับไม่ถ้วนแห่กันออกมาจากทุกทิศทาง
อันจิงไม่มีสิ่งใดต้องพูด เขายังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน
“เจ้ารนหาที่ตายรึ?!” เป็นเสียงตะโกนด้วยความอาฆาตของผู้เชี่ยวชาญระดับหก เข้าก้าวไปหาอันจิงอย่างองอาจและใช้กระบวนท่า‘กรงเล็บมังกร’เล็งไปที่อกของอันจิง
ชายผู้นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับหกที่อายุยังน้อย เขาเป็นดาวรุ่งของพรรคเฉาในปัจจุบันอีกด้วย ขณะที่ร่างของเขาใกล้จะถึงร่างของอันจิงเต็มที แสงดาบก็ฟาดมายังร่างของเขา
โคร้ม!
ดวงตาของเขาสูญเสียการมองเห็น จากนั้นร่างของเขาก็ล้มกระแทกพื้น แน่นิ่งไปทันที
ผู้เชี่ยวชาญของพรรคเฉาที่เหลือซึ่งยืนคุมเชิงอยู่รายล้อมต่างตกตะลึง เขาก้าวไปได้เพียงก้าวเดียวและยังไม่ทันได้เข้าถึงตัวผู้บุกรุก เขาก็ตายเสียแล้ว
นี่มันคือความแข็งแกร่งในระดับใด นี่มันเป็นความน่ากลัวขนาดไหนกัน?
“ทุกคน โจมตีพร้อมกัน!”
ในขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญของพรรคเฉาที่พำนักอยู่ในอาคารจงยี่ต่างออกมาสังเกตสถานการณ์ทั้งหมด คนกลุ่มนี้ล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับสี่ นำทัพโดยซูโหว หัวหน้าพรรคสาขาคนปัจจุบันของเมืองหยู
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของซูโหว สมาชิกคนอื่นๆของพรรคเฉาก็เริ่มรวมกลุ่มแสดงความกล้าหาญออกมา
อันจิงยังคงไม่พูดอะไร เขาเพียงแต่ก้าวช้าๆไปทีละก้าวๆ แต่ผู้คนที่อยู่ห่างเขาไปไม่กี่จั้งก็ทยอยล้มลมไปทีละคนๆ
ไม่มีการชักดาบออกจากฝัก ไม่มีการใช้ทักษะการดึงดาบ ไม่มีการใช้กำลังในการต่อสู้ มีเพียงการก้าวเดินสบายๆแต่ผู้คนนับไม่ถ้วนล้วนถูกแสงดาบสังหาร!
ทุกย่างก้าวที่เขาเดิน หมายถึงชีวิตที่ต้องทยอยดับสูญ
เขาเดินอย่างไม่เร่งรีบ ไม่พูดอะไรสักคำเหมือนกับกำลังเดินชมตลาดหรืองานเทศกาลสักแห่ง ทุกอย่างยังดูปกติ ยังดูสงบนิ่งเช่นเดิม
น่ากลัว!
เมื่อมองไปยังนักดาบผู้นี้ที่สงบนิ่งราวกับธารน้ำแข็ง คำพูดเดียวที่อยู่ในใจของทุกคนก็คือน่ากลัว
“เจ้า..เจ้าเป็นใคร” ผู้เชี่ยวชาญระดับสี่ของพรรคเฉาเอ่ยถามด้วยอาการสั่นเทา
ปรมาจารย์ที่ไม่มีใครเทียบได้ผู้นี้เป็นใครกัน?
“หรือว่า..เจ้าคือนักดาบลึกลับที่ช่วยเจียงซานเจียแหกคุก?” ซูโหวอุทานออกมาเมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวของเขา
พูดน้อยแต่ลงมือหนัก ถือดาบเหล็กที่ดูธรรมดาๆและแผ่กลิ่นอายสังหารอันคมกริบราวกับใบมีด ทำให้ผู้คนไม่กล้ามองตรงไปที่เขา
สังหารด้วยวิธีการที่ยากจะมองทัน!
อันจิงยังคงเงียบและเดินไปข้างหน้าต่อ ทุกย่างก้าวของเขา มีคนนับไม่ถ้วนที่ตกตาย
ก้าวนี้สร้างภูเขาแห่งศพและทะเลแห่งเลือด เขากำลังใช้ทักษะดาบทะยานร้อยขั้น!
ไม่นานพื้นดินก็เจิ่งนองไปด้วยเลือด ทางเดินกลายเป็นถนนเปื้อนเลือดที่เกลื่อนกลาดไปด้วยศพทีละร่างๆ เมื่ออันจิงใกล้ถึงห้องโถงจงยี่ ในรอบรัศมีไม่กี่จั้งรอบๆตัวของอันจิง นอกจากตัวของเขาแล้วก็แทบไม่มีผู้รอดชีวิตเหลืออยู่
ซูโหวตกตะลึงกับภาพนี้ ร่างกายของเขาสั่นเทิ้ม
“เจ้า...เจ้า..”
อันจิงยังเดินต่อโดยไม่พูดอะไรสักคำ แต่ละย่างก้าวของเขามั่นคงยิ่งนัก
ตุบ!
ในขณะที่ซูโหวพยายามวิ่งหนี เขาก็สัมผัสได้ถึงความเย็นที่รัดรอบคอ จากนั้นก็ล้มไปกองกับพื้นอย่างแรง
.
.
.
ภายในห้องจัดเลี้ยง อาคารจงยี่
ไท่หยุนซานนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะที่มีแท่นยกสูงกว่าคนอื่นๆหนึ่งระดับ ด้านล่างของเขาเป็นชายหนุ่มรูปงามซึ่งสวมชุดผ้าไหมสีขาวนวลราวแสงจันทร์ ชุดถูกตัดเย็บอย่างพอดีตัว รูปร่างสูงโปร่งแต่กำยำทำให้เขามีท่าทางสง่างามราวกับต้นไม้ตั้งตระหง่าน แผ่รังสีความงามที่บรรยายออกมาไม่ได้
หากไท่หยุนซานและหงหยวนอู่คือมังกรพลัดถิ่น ชายหนุ่มผู้นี่ก็คงเป็นพยัคฆ์เจ้าถิ่น เขาคือคุณชายตระกูลมู่ที่เต็มไปด้วยอำนาจทั้งในยุทธภพและราชสำนัก
‘มู่เจีย’ คือคุณชายตระกูลมู่ที่มีชื่อเป็นลำดับ 7 ของยอดอัจฉริยะในยุทธภพเจียงหูซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม ‘คุณชายพัดหยก’ เขาเป็นบุรุษในฝันของสตรีชนชั้นสูงจำนวนมาก โดยพลังยุทธ์ของเขาอยู่ในระดับสี่เมื่อไม่กี่ปีก่อนและโด่งดังไปทั่วยุทธภพเจียงหู
ในบรรดาตระกูลใหญ่ทั้งสี่ในมณฑลเจียงหนาน มู่เจียเป็นเด็กหนุ่มมากพรสวรรค์ที่โดดเด่นที่สุดในรุ่นของเขา คนผู้นี้ถูกวางตัวให้เป็นบุคคลสำคัญของมณฑลเจียงหนานในอนาคต เขาสามารถเป็นผู้นำตระกูลและมีบทบาทสำคัญในระดับสูงได้แม้กระทั่งในแคว้นหยานเอง
ไท่หยุนซานยกจอกเหล้าขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การค้าของตระกูลมู่เติบโตอย่างรวดเร็ว ข้าได้ยินมาว่าหอการค้าของท่านขยายกิจการไปถึงมณฑลหนานหมิงแล้ว ข้าขอแสดงความยินดีกับท่านจิรงๆ”
“ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือจากพรรคเฉาขอรับ หากไม่ได้พวกท่านกิจการของตระกูลมู่ก็คงไม่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึงเพียงนี้”มู่เจียตอบอย่างนอบน้อม
ไท่หยุนซานที่อยู่ตรงหน้าเขาผู้นี้เป็นคนน่ากลัว เป็นชายที่ไร้ความปราณีซึ่งเคยฆ่าหัวหน้าตระกูลซูมาก่อน แม้ว่าเขาจะอยู่ในทำเนียบรายชื่ออัจฉริยะและเป็นผู้นำตระกูลมู่ในอนาคต แต่มู่เจียก็ไม่กล้าที่จะวางท่าต่อหน้าไท่หยุนซาน
“ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือของพรรคเราหรอกแต่มันเป็นการร่วมมือที่จริงใจต่อกันต่างหาก”
ไท่หยุนซานส่ยหัวไม่เห็นด้วยกับมู่เจีย นั่นทำให้อีกฝ่ายรีบคล้อยตามทันที “นั่นสิขอรับ มันเกิดจากความร่วมมือที่แสนจริงใจของพวกเราทั้งสองฝ่ายต่างหาก คำกล่าวของผู้อาวุโสถือว่าเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งนัก ผู้น้อยขอดื่มให้อีกจอก”
มู่เจียเอ่ยเสียงดัง ทั้งสองยกจอกเหล้าขึ้นและดื่มมันทั้งหมดในคราวเดียว
ยุทธภพเจียงหูคืออะไร? มันคือสนามรบแห่งชื่อเสียงและโชคลาภ มันเป็นสถานที่ที่หลายๆคนใฝ่ฝันที่จะมีชื่อเสียงและสร้างผลกำไรได้อย่างรวดเร็ว นี่คือความฝันของหลายๆคนที่อยากจะก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในยุทธภพเจียงหู บางคนก็อาจจะใช้ชีวิตอิสระอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย บางคนก็อยากจะใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานรื่นเริงหรือบางคนก็จมอยู่กับความฟุ่มเฟือย สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งล่อตาล่อใจ แน่นอนว่ามู่เจียเองก็อยากเป็นส่วนที่ยิ่งใหญ่ในยุทธภพเจียงหูไม่น้อยกว่าใคร