โอสถวิเศษจากราชวงศ์โจว
บนเรือล่องลำน้อย ริมแม่น้ำหยู
เจียงซานเจียยังคงแทะกระดูกไก่อย่างเมามันพร้อมพึมพำกับตัวเองไม่หยุด “ไก่ย่างนี้อร่อยจริงๆ ถ้าข้าได้เหล้าอีกสักไห ชีวิตข้าก็นับว่าเป็นอมตะแล้ว”
“ช่างเพ้อฝันไปเรื่อยเสียจริง” มู่เสี่ยวหยุนบ่นเบาๆ “เมื่อไหร่ที่ภารกิจสำเร็จ ข้าจะเลี้ยงไก่ย่างท่านสักสิบตัว”
เจียงซานเจียเพลิดเพลินกับอาหารอันโอชะ ดูเหมือนจะไม่สนใจพูดคุยกับมู่เสี่ยวหยุน
“พี่ซานเจีย ท่านลืมพี่หวั่นเอ๋อร์ได้หรือยัง” มู่เสี่ยวหยุนเอ่ยถาม
หวั่นเอ๋อร์...เมื่อได้ยินสองคำนี้มือของเจียงซานเจียก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะลงมือทานต่ออย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น
มู่เสี่ยวหยุนเล่นจี้หยกในมือและพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงที่ไม่เบานัก “หวั่นเอ๋อร์คงบอกว่านางโชคดีที่สุด นางเป็นถึงกุ้ยเฟยของฮ่องเต้ มีชีวิตที่สุขสบายร่ำรวยในวังหลวงอันโอ่อ่า รับใช้ชายผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน ทั้งยังมีอดีตคนรักที่ทุ่มเททุกอย่างให้กับนางเช่นท่าน แต่ในทางกลับกันท่านอาจบอกว่านางโชคร้ายที่ต้องติดอยู่ในวังหลวง รับใช้ชายคนที่นางไม่ได้รักทุกวัน..”
“แล้วเจ้าล่ะ?” เจียงซานเจียเอ่ยเสียหยัน
บางครั้งเจียงซานเจียคิดว่าเขาน่าสงสารแต่บางครั้ง เขาก็รู้สึกว่าความทุกข์ทรมานของเขาไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยเพราะมีคนบนโลกนี้ที่มีชะตากรรมที่เลวร้ายกกว่าเขา
ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขาก็เป็นหนึ่งในนั้น
“ข้ารึ?”
มู่เสี่ยวหยุนหัวเราะเบาๆ มีแววเยาะเย้ยอยู่ในเสียงหัวเราะของนาง “ข้าตายไปนานแล้ว”
เจียงซานเจียโยนกระดูกไก่ลงแม่น้ำ “แต่เจ้าก็ยังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ”
“สำหรับข้าแล้ว ไม่ว่าจะอยู่หรือตายก็ไม่ต่างกัน”
มุมปากของมู่เสี่ยวหยุนหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ายวน ดวงตาที่น่าหลงใหลของนางดูคล้ายกับมีอารมณ์และความปรารถนาลึกซึ้งแต่เมื่อพิจารณาอย่างใกล้ชิดจะพบว่ามันว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย
“ซานเจีย นี่เจ้าไร้จิตสำนึกเพื่อส่วนรวมเกินไปแล้ว พวกเราต้องช่วยกันรักษาแม่น้ำสิ”
ทันใดนั้นเสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้น
“พี่โจวนี่ท่านยังอยู่ที่นี่รึ” เจียงซานเจียชะโงกหน้ามองบนหลังคาเรือ
ผู้มาใหม่คืออันจิง
มู่เสี่ยวหยุนก็ดูสับสนไม่แพ้กัน
อันจิงตอบอย่างใจเย็น “ แม่นางหลิว ข้าทำตามสัญญาแล้ว สภาพศพของไท่หยุนซานไม่ค่อยน่าดูนัก ข้าเลยไม่หยิบศีรษะของเขามาด้วย นี่ป้ายหยกของเขา ดูสิว่ามันเป็นของพรรคเฉาหรือเปล่า” จากนั้นเขาก็โยนป้ายหยกให้อีกฝ่ายทันที
“นี่มัน!?” ดวงตาของมู่เสี่ยวหยุนเบิกกว้างเมื่อมองเห็นสัญลักษณ์ที่สลักอยู่บนป้ายหยก มันคือตราประจำตัวของผู้อาวุโสประจำพรรคเฉาและสลักคำว่า‘ไท่’เอาไว้
ชายตรงหน้าฆ่าไท่หยุนซานแล้วจริงๆ
ไท่หยุนซานคือใคร? เขาเป็นถึงปรมาจารย์ทั้งเจ็ดของพรรคเฉา บุคคลที่หลิวชิงซานเชื่อใจในฝีมือมากที่สุดและยังเป็นปรมาจารย์ในรายชื่อพยัคฆ์หมอบซ่อนมังกรของยุทธภพเจียงหู บุคคลที่มีความโดดเด่นไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด บุคคลที่สามารถเขย่าเมืองหยูให้สั่นสะเทือนได้เพียงแค่ก้าวมาเยือน บุคคลที่สามารถควบคุมความสุข ความเศร้าและแม้แต่ชีวิตเป็นตายของผู้อื่นได้
แต่บุคคลผู้นี้ไม่สามารถควบคุมชีวิตและความตายของตัวเองได้จากฝีมือของนักดาบนิรนามเช่นนั้นรึ? มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
มือของเจียงซานเจียที่เพิ่งทิ้งกระดูกไก่ลงน้ำสั่นเล็กน้อย เขาเพิ่งกินไก่ย่างหมด ชายผู้นี้ก็กลับมาจากการฆ่าใครสักคนแล้ว ความเร็วเช่นนี้น่าทึ่งเกินไป นักดาบที่อยู่ตรงหน้าเขาผู้นี้คือใครกันแน่? ตัวตนที่แท้จริงของเขาเป็นใคร? เขาเป็นศิษย์ของสำนักใด?
คำถามเหล่านี้ทำให้ใจของเขาสั่นระรัว ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น มู่เสี่ยงหยุนก็รู้สึกไม่ต่างกัน
เจียงซานเจียรู้สึกสับสนและอยากรู้ว่าพี่โจวผู้นี้เป็นใครและทำไมเขาถึงไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนในยุทธภพ ไม่ได้การล่ะ…เมื่อใดที่อาการเขาดีขึ้น สิ่งแรกที่เขาจะทำคือการใช้กลไกสวรรค์จากหุบเขาปีศาจทำนายตัวตนที่แท้จริงของชายผู้นี้ เขาต้องค้นหาตัวตนของพี่โจวให้ได้ เจียงซานเจียหมายมั่นกับตัวเอง
“ข้าว่ามณฑลเจียงหนานคงเกิดการเปลี่ยนแปลงในไม่ช้า” อันจิงพึมพำ “อิทธิพลของพรรคเฉามีไม่น้อย พวกเจ้าก็ต้องระมัดระวังให้มาก”
เมื่อไท่หยุนซานตาย แน่นอนว่าพรรคเฉาจะต้องดำเนินการบางอย่างในไม่ช้า มันอาจเป็นคลื่นยักษ์ที่ถล่มไปทั่วยุทธภพ
“พี่โจวดึงความสนใจของหลิวชิงซานได้ดีจริงๆ การตายของไท่หยุนซานอาจขัดขวางแผนการของเขาและทำให้แผนของเขาชะงักลงได้”
ประมุขพรรคเฉามีแผนของเขาและมู่เสี่ยวหยุนสตรีลึกลับผู้นี้ก็มีแผนของนางเช่นกัน
“ไม่หรอก หลิวชิงซานผู้นี้เป็นคนมีเหตุผลจนน่าขนลุก เขาสามารถแยกแยะได้ว่าเรื่องใดควรทำก่อนทำหลัง การตายของไท่หยุนซานไม่สามารถทำให้เขาชะลอแผนที่วางไว้ได้ง่ายๆ”ดวงตาของมู่เสี่ยวหยุนหรี่ลงเมื่อเอ่ยเช่นนั้น ไม่มีใครรู้จักตัวตนอันน่าสะพรึงของประมุขพรรคคนปัจจุบันได้ดีเท่านางแล้ว
อันจิงนึกบางอย่างขึ้นได้จึงถามขึ้น “เอาล่ะ อย่างไรตอนนี้เราก็เป็นพันธมิตรกันแล้ว ข้าขอถามเจ้าได้หรือไม่ซานเจีย ว่าทำไมเจ้าถึงถูกคนพรรคเฉาจับขังไว้ในคุกใต้ดิน”
ตอนที่เจียงซานเจียถูกขังไว้ในคุกใต้ดิน เขาพอจะเดาได้ว่าเฉาอันหมินและหลิวฮ่าวผิงต้องการรีดเค้นบางอย่างจากเจียงซานเจีย
[คำเตือน : เจียงซานเจียมีโอกาสให้โฮสต์ได้รับโชคชะตาสีเหลือง (ที่อยู่ของโอสถสีทอง)]
ทันใดนั้นระบบก็เปล่งแสงสีทองขึ้น อันจิงหลับตาเพื่อดูรายละเอียดคำเตือนดังกล่าวทันที
“ต่อให้พี่โจวไม่ถาม ข้าก็ยินดีจะบอกท่านอยู่แล้ว” เจียงซานเจียครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“กลไกสวรรค์ของหุบเขาปีศาจกล่าวกันว่าสามารถทำนายความลับสวรรค์และรู้ทุกอย่าง คำกล่าวนี้ดูจะเกินจริงไป กลไกสวรรค์สามารถช่วยอนุมานได้เพียงบางส่วนไม่ว่าจะตามหาคน สิ่งของ สถานที่หรือความลับสวรรค์นั้น ไม่สามารถระบุให้แน่ชัดได้ มันช่วยระบุได้เพียงบางส่วนเท่านั้น”
เจียงซานเจียกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะพูดต่อ “หลิวชิงซานขังข้าไว้ในคุกใต้ดินเพื่อให้ข้าค้นหาโอสถสีทองให้เขา”
“โอสถสีทอง?” นี่เป็นครั้งแรกที่อันจิงได้ยินชื่อนี้ ร่องรอยความสงสัยปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา
“ไม่ค่อยมีใครรู้จักโอสถสีทองนัก เป็นเรื่องธรรมดาที่พี่โจวจะไม่คุ้นเคยกับมันเพราะท่านไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับยุทธภพ”
มู่เสี่ยวหยุนเป็นฝ่ายอธิบายต่อ “ว่ากันว่าในสมัยก่อน ในช่วงราชวงศ์โจวมีนักหลอมโอสถอัจฉริยะผู้หนึ่ง เขาสามารถรังสรรค์สมุนไพรและธาตุต่างๆให้กลายเป็นโอสถชั้นดี เขายังเป็นคนดวงดีที่สามารถค้นหาสมบัติโบราณซึ่งเป็นของหายากได้หลายสิบชิ้นและยังใช้เวลาเพียง 49 วันในการหลอมยาอายุวัฒนะขึ้นมาหนึ่งชุด มันมีเม็ดยาเก้าเม็ดภายในชุดนั้น แต่ละเม็ดมีฤทธิ์รุนแรงเป็นพิเศษ ดังนั้นผู้ที่จะทานยานี้จะต้องเป็นผู้ที่มีกำลังภายในล้ำเลิศเท่านั้นถึงจะต้านทานการทำงานของยานี้ได้ ผู้ฝึกพลังยุทธ์ทั่วไปเมื่อกลืนไปหนึ่งเม็ดจะได้รับพลังภายในเทียบเท่ากับการฝึกฝน 100 ปี สามารถเลื่อนขั้นได้หลายระดับทันทีโดยไม่ต้องฝึกฝนให้เหนื่อย แต่ถ้าเป็นผู้ฝึกพลังยุทธ์ในสามระดับบนจะสามารถปลุกบุปผาทั้งสามดอกได้และสามารถหลอมหลวมบุปผาทั้งสามให้เข้ากับร่างกายและกลายเป็นปรมาจารย์ได้ทันที”
“และเม็ดยาเหล่านี้เรียกว่าโอสถสีทอง เมื่อก่อนนักหลอมโอสถอัจฉริยะได้ทานไป 3 เม็ด ปรมาจารย์ที่ช่วยเขากลั่นโอสถทานไปอีก 3 เม็ดและอีก 3 เม็ดถูกส่งเข้าวังหลวง มี 2 เม็ดที่อยู่ในมือฮ่องเต้และองค์รัชทายาท ส่วนอีกเม็ดที่เหลือหายสาบสูญหลังจากการล่มสลายของราชวงศ์โจว ไม่มีใครรู้ว่ามันอยู่ที่ใดจนถึงปัจจุบันนี้”
อันจิงรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ”
โอสถสีทองเพียงเม็ดเดียวสามารถเพิ่มพลังภายในได้ถึงร้อยปีหรือแม้แต่คนที่อยู่ในสามระดับบนก็สามารถหลอมรวมบุปผาทั้งสามเข้าด้วยกันได้ในทันที
อันจิงไม่รู้ว่าการหลอมรวมบุปผาทั้งสามเข้าด้วยกันยากเย็นเพียงใด แต่เขารู้ว่าการหลอมเพียงดอกเดียวก็กินพลังงานของเขาไปพอสมควร มันทำให้เขาเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยทั้งยังใช้ระยะเวลาพอสมควร
ในอดีตตอนที่เขาเริ่มฝึกพลังยุทธ์แรกๆ ความก้าวหน้าของเขาจากระดับเก้าไปถึงระดับสองใช้เวลาเพียงไม่นานเท่านั้น แต่เขาติดอยู่ที่ระดับสองไประดับหนึ่งเป็นเวลาถึงสองปี แต่เมื่อเขามาถึงระดับหนึ่งแล้วเขาต้องปลุกบุปผาทั้งสามในร่างกายทำให้ความก้าวหน้าของเขาเป็นไปอย่างเชื่องช้า
หนึ่งปีผ่านไม่โดยไม่มีความก้าวหน้าใดๆและเขาสามารถปลุกบุปผามนุษย์ได้หลังจากที่เขาทำลายความโสดของเขาลงเท่า การหลอมบุปผามนุษย์ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายว่ายากแล้ว บุปผาปฐพีและบุปผาสวรรค์นั้นคงยากยิ่งกว่า
ตามตำราศิลปะการต่อสู้โบราณกล่าวว่า ขั้นตอนที่ยากที่สุดของผู้ฝึกยุทธ์คือการหลอมรวมบุปผาทั้งสามเข้าด้วยกันซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากติดอยู่ในขั้นนี้ไม่ขยับไปไหนและมีจำนวนมากมายที่ไม่ประสบความสำเร็จตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
การหลอมรวมบุปผาทั้งสามเข้าด้วยกันได้สำเร็จหมายถึงการได้เป็นปรมาจารย์
ความสามารถที่แท้จริงของปรมาจารย์ การบรรลุถึงตำแหน่งนี้ต้องมีอะไรที่พิเศษแน่ๆ
อันจิงรู้สึกตื่นเจ้นและมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อโอสถสีทองนี้
เจียงหซานเจียกล่าวอย่างจริงจัง “โอสถสีทองนี้เป็นสมบัติที่น่าอัศจรรย์จริงๆ หลิวชิงซานจึงปรารถนาให้ข้าค้นหาว่ามันอยู่ที่ใด”
หลิวชิงซานตั้งใจจะใช้เจียงซานเจียค้นหาโอสถสีทองนี้ให้เจอ
อันจิงเลิกคิ้วเมื่อเอ่ยถาม “แสดงว่าหลิวชิงซานผู้นี้ต้องการปลุกบุปผาสวรรค์?”
“ข้าไม่แน่ใจเกี่ยวกับบุปผาสวรรค์แต่เขาได้รวบรวมบุปผามนุษย์และบุปผาปฐพีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”มู่เสี่ยวหยุนเอ่ยด้วยความมั่นใจ “เท่าที่ข้าทราบ เหมือนเขากำลังวางแผนอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ เขาจึงต้องการเพิ่มพลังของตัวเองอย่างเร่งด่วน”
วางแผน?
หลิวชิงซานในฐานะประมุขพรรคเฉาคงกำลังวางแผนที่สั่นคลอนยุทธภพเจียงหู
“ความทะเยอทะยานของหลิวชิงซานผู้นี้ไม่ใช่ธรรมดาๆเลย” เจียงซานเจียส่ายหน้าน้อยๆอย่างเกินคาดกับความโลภมากของคนผู้นี้
อันจิงยังคงเงียบ แม้ว่าหลิงชิงซานจะยังไม่สามารถปลุกบุผาสวรรค์ได้แต่การที่เขามีบุปผาทั้งสองก็นับว่าอยู่สูงกว่าตัวอันจิงหนึ่งขั้นซึ่งเป็นอันตรายต่อตัวอันจิงเช่นกัน
“ซานเจียรู้ที่อยู่ของโอสถสีทองหรือเปล่า”
เจียงซานเจียงส่ายหัวและมองอันจิงด้วยสายตาหวาดระแวง “ข้าจะรู้ได้อย่างไรพี่โจว มันต้องใช้กลไกสวรรค์ของหุบเขาปีศาจในการทำนายซึ่งกัดกินพลังชีวิตของข้ามากเกินไป ตลอดหลายปีที่ผ่านมาร่างกายของข้าเต็มไปด้วยรอยแผลและสูญเสียพลังชีวิตในการทำนายเรื่องต่างๆไปไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นแม้จะสามารถอนุมานได้ก็ใช่ว่ามันจะอยู่ตำแหน่งนั้นจริงๆ คงเป็นเรื่องยากที่จะหามันเจอได้ง่ายๆ”
อย่าบอกนะว่าคนผู้นี้ต้องการให้เขาหาว่าโอสถสีทองนั่นอยู่ที่ใด? เมื่อนึกถึงเรื่องนี้เขาก็รีบถอยห่างอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
อันจิงถอนหายใจ “น่าเสียดายจริงๆ ข้าละอยากรู้จริงๆว่านักหลอมโอสถผู้นั้นหลอมยาตัวนี้ได้อย่างไร”
“มีบันทึกเพียงไม่กี่ฉบับเท่านั้นเกี่ยวกับนักหลอมโอสถอัจฉริยะผู้นี้ เขาลึกลับพอๆกับพี่โจว”
เจียงซานเจียถอนหายใจเมื่อตอบสนองต่อสิ่งที่อันจิงกล่าว “ว่ากันว่าระหว่างที่เขาหลอมโอสถอยู่นั้นเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น ลาวาใต้พื้นพิภพเกิดการปั่นป่วน บนท้องฟ้าเกิดสายฟ้าแลบ วุบวาบราวกับงูเลื้อย ฟ้าร้องคำรามไม่หยุดหย่อน ราวกับมันเกิดอาเพศขึ้น”
มู่เสี่ยวหยุนพยักหน้าเห็นด้วย “นักหลอมโอสถผู้นี้มีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์โจวแต่พวกเขากลับไม่รู้ข้อมูลของชายผู้นี้มากนัก ดูเหมือนตัวตนของเขาจะเป็นความลับสุดยอด”
เจียงซานเจียเป็นลูกหลานของหุบเขาปีศาจซึ่งมีประเพณีโบราณที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในยุทธภพ อีกฝั่งคือมู่เสี่ยวหยุนซึ่งเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่เช่นตระกูลมู่และเป็นภรรยาร่วมผูกผมกับหลิวชิงซาน ทั้งคู่ย่อมรู้ความลับมากมายในยุทธภพแต่ก็ยังไม่มีใครรู้ตัวตนของนักหลอมโอสถอัจฉริยะผู้นี้ ดูเหมือนเขาจะไม่ธรรมดาจริงๆ
เจียงซานเจียถอนหายใจอีกครั้ง “พี่โจว ท่านลืมเรื่องนักหลอมโอสถผู้นี้ไปเถิด มันผ่านมานับพันปีแล้วจนราชวงศ์โจวล่มสลายไปจนเกิดความวุ่นวายในแผ่นดินของเก้าแคว้นอีก เรื่องของคนผู้นี้ย่อมสาปสูญไปหรือต่อให้เขากลับชาติมาเกิดเป็นร้อยครั้ง เราก็ไม่มีทางหาตัวเขาเจอหรือต่อให้เจอ เขาก็ไม่มีความทรงจำในตอนนั้นหรอก”
อันจิงพยักหน้าเข้าใจก่อนจะหันไปมองมู่เสี่ยวหยุน “ช่างเรื่องนี้เถิดว่าแต่ข้าทำตามสัญญาได้สำเร็จแล้ว แม่นางมู่ท่านจะตอบแทนข้าด้วยสิ่งใดหรือ..”
“พี่โจวไม่ต้องห่วง รางวัลที่ข้าจะให้ย่อมทำให้ท่านพอใจอย่างแน่นอน”
มู่เสี่ยวหยุนมองอันจิงด้วยสายตาเจ้าชู้ก่อนจะหยิบม้วนกระดาษหนังอันเล็กออกจากสะโพกอวบอิ่มของนาง
“สิ่งนี่ไงล่ะที่ข้าจะมอบให้ท่าน”
เจียงซานเจียชะโงกไปมองอย่างคนอยากรู้อยากเห็น จากนั้นก็อุทานว่า “นี่เจ้ายอมที่จะมอบสิ่งนี้ให้กับเขาจริงๆนะรึ?”