หลี่ฟูโจว เจ้าระเบียบ

ข่าวการฆ่าล้างสำนักงานใหญ่พรรคเฉาสาขาเมืองหยูแพร่กระจายไปทั่งเมืองอย่างรวดเร็ว มันทำให้เกิดความแตกตื่นและหวาดกลัวเป็นวงกว้าง

มือปราบหลายนายสวมหมวกไม้ไผ่และชุดเครื่องแบบสวมทับด้วยเสื้อฟางกันฝนเดินตรวจตราไปทั่วทุกตรอกซอกซอยท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเพื่อค้นหานักดาบลึกลัก นักดาบผู้นี้เป็นอาชญากรที่ถูกหมายหัวไม่เพียงแต่พรรคเฉาเท่านั้นแต่ยังรวมถึงศาลเมืองหยูด้วย

“ข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าไท่หยุนซานจะตายเช่นนี้”

“หรือว่าดาบโค้งคู่ของเขาไม่ได้รวดเร็วอย่างที่คนในยุทธภพเล่าลือกัน”

“คนเพียงคนเดียวแต่สามารถลงมือสังหารคนจำนวนมากได้ขนาดนี้ แค่คิดข้าก็ขนลุกแล้ว นักดาบผู้นี้ช่างน่ากลัวจริงๆ”

“ครั้งนี้ไท่หยุนซานหาเรื่องผิดคนแล้วจริงๆ”

“หรือว่าเขาคือปรมาจารย์จากสำนักดาบหยูเหิง?”

“ข้าคิดว่าเขาเป็นคนของหุบเขาปีศาจมากกว่า”

“คนผู้นี้น่ากลัวเกินไปแล้ว”

ทั้งร้านน้ำชาและโรงเตี๊ยมทุกแห่ง ผู้คนต่างพูดคุยกันเรื่องนี้อย่างเซ็งแซ่ ส่วนใหญ่ต่างรู้สึกทึ่งกับเหตุการณ์สังหารหมู่สมาชิกพรรคเฉาสาขาเมืองหยูและอึ้งกับทักษะเพลงดาบที่ไม่มีใครเทียบเคียงของนักดาบผู้นี้ ทุกคนต่างอยากรู้ตัวตนที่แท้จริงของนักดาบผู้นี้

“พวกเจ้าไม่รู้อะไร ข้าได้ยินมาว่านักดาบผู้นี้เป็นปรมาจารย์จากพรรคมาร”

“อะไรนะ?”

กลุ่มคนที่อยู่รายรอบต่างตกใจเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้

พรรคมาร! เป็นชื่อที่ทำให้ผู้คนต่างหวาดกลัว

“เจ้าพูดจริงรึ?”

“ใช่ ข้าได้ยินมาไม่ผิดแน่นอน ลุงรองของข้าเป็นหมอชันสูตรของศาลเมืองหยู เขาแอบเล่าให้ข้าฟังว่านักดาบผู้นี้เป็นปรมาจารย์จากพรรคมารที่กำลังจะหวนคืนยุทธภพอีกครั้ง นามของเขาคือนักดาบมาร”

“เช่นนั้นเขาก็คงเป็นปรมาจารย์จากพรรคมารจริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าเขาเอาความกล้าที่ไหนบุกเข้าไปในคุกใต้ดินเช่นนั้น”

“ข้ายังได้ยินข่าวลือมาอีกว่าพรรคเฉาได้ส่งเทียบเชิญให้ทุกพรรคไปชุมนุมที่‘วัดฝ่าซี’ในเทศกาลยวี๋หลานเผินเจี๋ย*เพื่อหารือเกี่ยวกับการตามล่าเขา”

“การกลับมาของพรรคมารย่อมต้องเกิดการนองเลือดอีกครั้งอย่างแน่นอน”

ข่าวลือในหมู่ผู้คนยิ่งน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปเพียงหนึ่งคืนอันจิงก็ได้รับฉายาใหม่ว่านักดาบมาร ทั้งยังได้รับตำแหน่งใหม่ว่าเป็นปรมาจารย์จากพรรคมาร

ในเวลาเดียวกันรายชื่อพยัคฆ์หมอบซ่อนมังกรของยุทธภพเจียงหู นักดาบชุดดำก็ได้เข้าสู่อันดับที่ 37 จากการสังหารไท่หยุนซานเจ้าของลำดับที่ 37 เดิม ตอนนี้มีรายชื่อของปรมาจารย์จากพรรคมารอีกหนึ่งคนที่เข้าสู่ทำเนียบรายชื่อพยัคฆ์หมอบซ่อนมังกรแล้ว

ทุกคนต่างสนใจกับข่าวนี้ ราวกับประกายเพลิงที่ถูกจุดติดทั่วทั้งยุทธภพและราชสำนัก มันค่อยๆลุกลามกลายเป็นกองเพลิงขนาดใหญ่ที่จะคุกรุ่นไปทั่วแคว้นและโลกแห่งยุทธภพ

.

.

.

โรงหมอจีซื่อ

“หมออัน อาการของข้า...” ชายวัยกลางคนใบหน้าซีดเผือดจ้องมองอันจิงด้วยสีหน้าคาดหวัง

“อย่างที่มีคำกล่าวว่า‘กินอาหารเป็นยาดีกว่ากินยาเป็นอาหาร’ แม้ว่ายาเหล่านี้จะออกฤทธิ์ทำให้อาการของท่านดีขึ้นแต่ท่านก็ควรใส่ใจในการกินอาหารแต่ละวันเพื่อสุขภาพในระยะยาว”

กล่าวจบ อันจิงก็เดินไปที่ตู้ยาเพื่อเตรียมจัดสมุนไพรรักษาอาการป่วยให้อีกฝ่าย

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายวัยกลางคนก็แสดงความขอบคุณต่ออันจิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ขอบคุณ ขอบคุณท่านมากหมออัน”

เนื่องจากช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย บางวันก็ร้อน บางวันก็ฝนตกสลับไปมาทั้งๆที่ย่างเข้าสู่สารทฤดู* ทำให้ผู้คนมีอาการล้มป่วยเพิ่มขึ้นในทุกวัน อันจิงตรวจคนไข้มาหนึ่งชั่วยามโดยไม่ได้หยุดพัก ผู้ช่วยของเขาอย่างทันหยุนก็เดินทางไปที่ท่าเรือเพื่อรับลุงสามของนาง ส่วนจ้าวชิงเหมยอยู่ด้านหลังร้านเพื่อบดยาและเตรียมอาหาร ดังนั้นจึงมีเพียงอันจิงคนเดียวที่อยู่หน้าร้านโดยทำหน้าที่ทั้งตรวจคนไข้ เตรียมยาและจ่ายยาด้วยตัวเอง

“เชิญคนไข้คนต่อไป!”

อันจิงตะโกนเรียกคนไข้รายต่อไปพลางยกชาขึ้นจิบแก้กระหาย

หญิงคนไข้ที่ถูกเรียกเป็นรายต่อไปยิ้มร่า นางมีความสุขที่ได้ยินสิ่งนี้เพราะรอมานานกว่าครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็ถึงตานางแล้ว

“ถอย ถอย ถอยไป!”

ขณะที่หญิงสาวผู้นี้กำลังจะก้าวไปข้างหน้าก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งตัดหน้านางไป

“นี่เจ้ากล้าดียังไง..” นางกำลังจะแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจแต่ก็ต้องกลืนคำพูดของตัวเองลงมือเมื่อเห็นรูปร่างกำยังของชายที่ตัดหน้านาง

นางจำชื่อของเขาได้ เขาชื่อ‘ซ่งหลิน’ เป็นอันธพาลในละแวกนี้ เก่งกาจในการขโมย ทะเลาะวิวาท และก่อความชั่วในทุกประเภท เป็นคนที่เดินเข้าออกคุกราวกับบ้านหลังที่สอง

ซ่งหลินทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ตรวจทันที “หมออัน ข้าอยากมาปรึกษาอาการป่วยของสหายข้าน่ะ สหายของข้าคนนี้มักบ่นว่าฝ่ามือของเขาชื้นเหงื่อยู่ตลอดเวลา เขารู้สึกอ่อนเพลียและง่วงนอน โดยเฉพาะเวลาที่ต้องทำ..กิจกรรมบางอย่าง...”

อันจิงเข้าใจได้ทันทีว่าสหายผู้นี้ไม่มีตัวตนอยู่จริง

“หงายฝ่ามือให้ข้าดู” อันจิงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ซ่งหลินค่อยๆยื่นฝ่ามือที่เปียกโชกไปด้วยเหงื่อให้อันจิงดูก่อนที่ผู้เป็นหมอจะเริ่มจับชีพจร

อย่างที่คาดไว้..ไตพร่อง

“หมออัน เป็นอย่างไรบ้าง” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยความกังวล

“ไม่ได้มีอะไรน่ากังวล สหายของเจ้าแค่ร่างกายอ่อนเพลีย ทานยาบำรุงแค่ไม่กี่เทียบ อาการก็จะดีขึ้นเอง”

อันจิงเดินไปที่ตู้ยา หยิบสมุนไพรที่ต้องการมาจัดเป็นชุดๆ จากนั้นก็ห่อด้วยกระดาษหนังวัว

“นี่เป็นยาสำหรับครึ่งเดือน รวมกับค่าตรวจแล้วเป็นเงิน 500 อีแปะ”

“500 อีแปะ!” สีหน้าของซ่งหลินมืดครึ้มเมื่อได้ยินเช่นนั้น “หมออัน คนไข้คนเมื่อครู่ยังจ่ายแค่ 30 อีแปะเท่านั้น ทำไมของข้าถึงเป็น 500 อีแปะเล่า!”

อันจิงตอบกลับทันควัน “นี่เป็นราคาปกติที่ข้าตั้งไว้ เจ้าจะเอายาห่อนี้หรือไม่”

“ฮึ!” ซ่งหลินยิ้มเยาะและคว้าห่อยาออกจากมืออันจิง “ท่านคิดว่าข้าจะกลัวท่านรึ?”

“อะไรกัน นี่เจ้าจะเอายากลับไปโดยไม่จ่ายเงินให้ข้า?” อันจิงปรายตามองซ่งหลินแล้วพูดด้วยน้ำเสียงหยิ่งๆ “นี่เจ้าหนู อย่าหาว่าข้าขู่เจ้าเลย หลายคนที่ทำตัวแบบนี้ต่อหน้าข้า ไปคุยกับรากไม้มาหลายรายแล้ว”

ได้ยินเช่นนี้ซ่งหลินก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “โอ้ น่ากลัว น่ากลัวจังเลย ข้าควรจะทำอย่างไรดี”

หมอเล็กๆผู้หนึ่งพยายามทำตัวข่มขู่เขา เจ้านี่คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?

“เกิดอะไรขึ้น?” ดูเหมือนเสียงจะดังไปถึงหลังร้าน จ้าวชิงเหมยวางมือจากอาหารที่กำลังเตรียมและเดินออกไปหน้าร้าน

ทันทีที่จ้าวชิงเหมยปรากฏตัว ดวงตาของซ่งหลินก็พลันสว่างขึ้น เขาอมยิ้มและเอ่ยว่า “ข้าได้ยินมานานแล้วว่าฮูหยินของหมออันงามราวกับเทพธิดา มาเจอตัวจริงเช่นนี้ช่างสมกับคำร่ำลือ”

จ้าวชิงเหมยขมวดคิ้ว “จ่ายค่ายาหรือไม่ก็วางห่อยาลงซะ อย่ามารบกวนคนไข้คนอื่นเช่นนี้”

“ข้าจะเอายากลับไปกินแต่ไม่อยากจ่ายยา มีปัญหาอะไรหรือไม่?” ซ่งหลินเขย่าห่อยาในมือด้วยท่าทางกวนอารมณ์ เขามั่นใจว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ทำอะไรเขาไม่ได้แน่ๆ

ผลั๊วะ!

“โอ้ย!”

ทันใดนั้นก็มีเสียงตบหนักๆตกลงบนศีรษะของซ่งหลิน

ซ่งหลินที่รู้สึกราวกับโดนลูกเหล็กฟาดถึงกับผงะ มันเจ็บมากจนเขาร้องคร่ำครวญออกมา ร่างกายก็ซวนเซจนแทบจะเสียหลัก

“ใคร?!” ซ่งหลินลูบศีรษะและหันไปมองชายชราผู้หนึ่ง

ชายชรามีใบหน้าเหี่ยวย่นและรอยแผลเป็นตรงแก้มข้างซ้ายบางๆ ดวงตาของเขาวาววับคล้ายมีอำนาจบางอย่าง แม้จะสวมเสื้อผ้าซีดเก่าแต่ยังก็เห็นความทระนงตนในบุคลิกของเขา

“อายุเพียงเท่านี้ก็ควรจะมุ่งมั่นตั้งใจเรียนและทำตัวเป็นคนดีของสังคม แต่เจ้ากลับทำตัวเกเร ระรานคนอื่นไปทั่ว! ช่างน่าสมเพชยิ่งจริงๆ!”

“ท่าน..ท่านเป็นใคร?” ซ่งหลินยังคงโวยวายด้วยความเจ็บปวด

ชายชราเพียงเบี่ยงกายมาพยักหน้าให้เขาเล็กน้อยด้วยความขึงขัง “นามของข้าคือหลี่ฟู่โจว”

ซ่งหลินกลืนน้ำลายดูเหมือนจะหวาดกลัวต่อท่าทีจริงจังของชายชราตรงหน้า “แล้วท่าน..มาตีข้าทำไม?”

หลี่ฟู่โจวขมวดคิ้วให้กับท่าทางที่ไม่รู้จักความผิดของตน “ข้าตีเจ้าก็เพราะเจ้าไม่ปฏิบัติตามกฎของโรงหมอแห่งนี้ ทั้งยังทำตัวนักเลงโตข่มขู่ผู้อื่น ไร้มารยาทอันพึงปฏิบัติ ช่างเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและไม่มีความละอายใจเลยสักนิด! เจ้าลืมคำสอนของเหล่าอาจารย์แล้วหรือไรว่าอย่ามองสิ่งที่ไม่สมควร อย่าฟังสิ่งที่ไม่เหมาะสม อย่าพูดสิ่งที่ไม่เข้าท่าและอย่าทำในสิ่งเลวทราม!”

จากนั้นหลี่ฟู่โจวก็หันไปสั่งสอนคนอื่นๆที่อยู่ภายในโรงหมอ “ข้าหวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะไม่นำพฤติกรรมเช่นนี้ไปเป็นแบบอย่าง อย่ากลายเป็นคนไร้มารยาท ขาดจิตสำนึกอันพึงมี เก็บเอาไว้เตือนตัวเองให้ขึ้นใจเล่า”

มาดของหลี่ฟู่โจวไม่ต่างจากบัณฑิตเฒ่าหัวโบราณที่ทั้งเคร่งขรึมและเจ้าระเบียบ เป็นคนประเภทเคร่งครัดและจริงจังเกินไป

ทุกคนต่างหันไปสบตากันและพยักหน้ารับโดยไม่รู้ตัว

ใบหน้าของซ่งหลินเดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวแดงจากการสั่งสอนของบัณฑิตชรา

“เอานี่ไป เงิน 500 อีแปะของเจ้า!” ในที่สุดซ่งหลินก็ตัดสินใจจ่ายเงินค่ายาให้กับโรงหมอจีซื่อและยอมจากไปแต่โดยดี แม้ใจจะอยากอาละวาดเพียงใดแต่เขาก็ได้รับคำขมขู่จากมือปราบหานว่าห้ามก่อเรื่องในโรงหมอจีซื่อเป็นอันขาด

“ท่านลุงสามมาถึงแล้วหรือเจ้าคะ?”

ตอนนั้นเองที่จ้าวชิงเหมยยิ้มและเอ่ยทักทายออกมา

หลี่ฟู่โจวรีบปรับสีหน้าของเขาให้เป็นปกติ เขาจัดเสื้อผ้าที่สวมใส่ให้เรียบร้อย ประสานมือคารวะหญิงสาวตรงหน้าอย่างนอบน้อม

“ข้าน้อยขอคารวะคุณหนู!”

“ยินดีต้อนรับเจ้าคะท่านลุงหลี่”

.

.

.

**เทศกาลเทศกาลยวี๋หลานเผินเจี๋ย (หรือเทศกาลสารทจีน) ถือว่าเป็นวันที่ประตูนรกเปิดให้เหล่าวิญญาณได้รับบุญรับกุศล ซึ่งวันนี้มีกิจกรรมสำคัญคือการไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

**สารทฤดูหรือฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูในเขตอบอุ่นและเขตหนาว โดยทั่วไป ฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกเหนือจะมีระยะเวลาตั้งแต่ 22 กันยายน ถึง 21 ธันวาคม ของทุกปี

ตอนก่อน

จบบทที่ หลี่ฟูโจว เจ้าระเบียบ

ตอนถัดไป