การรับมือกับตาแก่หัวโบราณ

“ท่านไม่ต้องมากพิธีกับข้าเช่นนั้นหรอก” เอ่ยทักทายอีกฝ่ายไปแล้วจ้าวชิงเหมยก็โบกมือห้ามไม่ให้อีกฝ่ายปฏิบัติต่อนางเหมือนเป็นคุณหนูตระกูลขุนนางเช่นเดิม จ้าวชิงเหมยกล่าวต่อ

“อาจจะช้ากว่ากำหนดที่ท่านแจ้งมาในจดหมายไปสองวันแต่ในที่สุดท่านก็เดินทางมาถึงแล้ว”

อันจิงลอบสังเกตชายชราเจ้าระเบียบที่อยู่ตรงหน้าเขาอย่างพิจารณา เขาคิดว่าคนผู้นี้มีบุคลิกที่แตกต่างจากทันหยุนที่ทั้งเจ้าเล่ห์และหยิ่งผยอง เมื่อเทียบกันแล้ว เขายังชอบบุคลิกของทันหยุนมากกว่า ชายชราผู้นี้มองปราดแรกเหมือนจะเคร่งครัดเกินไป

“พอดีข้าแวะหาสหายก่อน เลยมาถึงช้า” กล่าวจบหลี่ฟู่โจวก็ประสานมือคารวะมาทางอันจิง “ข้าน้อยขอคารวะนายท่าน”

อันจิงยิ้มและประสานมือทักทายกลับ “ข้าอันจิง ยินดีที่ได้รู้จัก”

หลี่ฟู่โจวพยักหน้าแต่แอบขมวดคิ้วเมื่อลอบประเมินอีกฝ่ายในใจ ‘ตามที่คาดไว้ เขาไม่มีกำลังภายในแม้แต่น้อย ทำไมท่านประมุขถึงชื่นชอบคนเช่นนี้ได้? อ่า..เป็นโชคร้ายของพรรคมารแล้ว เมื่อครู่นี้แม้แต่อันธพาลตัวเล็กๆก็ทำให้หมอหนุ่มคนนี้ตกที่นั่งลำบากได้ หากเขาต้องเผชิญหน้ากับความน่ากลัวในยุทธภพเจียงหูเข้าจริงๆ เขาคงหวาดกลัวจนหมดสติ’

ทั้งสองสบตากันโดยไม่รู้ว่าต่างฝ่ายต่างลอบประเมินกันในใจ

จ้าวชิงเหมยยิ้มเมื่อเอ่ยชวน “อาหารพร้อมแล้ว เราไปทานข้าวก่อนแล้วค่อยคุยกันดีกว่าเจ้าคะ”

“ใช่ ลุงสามเดินทางมาเหนื่อยๆ ทานข้าวเสร็จจะได้พักผ่อนขอรับ” อันจิงพยักหน้าเห็นด้วย

“ข้าเคยชินกับการเดินทางไกลบ่อยๆ เดินทางมาแค่นี้ไม่มีปัญหาอะไรหรอกขอรับ” ขณะที่หลี่ฟู่โจวเอ่ยสิ่งนี้ก็หันไปมองจ้าวชิงเหมย “แต่ได้ทานอร่อยๆก็ดีเหมือนกันขอรับ”

.

.

.

บนโต๊ะอาหาร

ท่าทางของทันหยุนเหมือนกับปลาขาดน้ำ ไม่มีความร่าเริงเหมือนปกติ ตรงข้ามกับเจ้าสุนัขสีดำที่นอนอยู่บนพื้นด้านล่างที่กำลังกินข้าวผสมน้ำแกงในชามอย่างเอร็ดอร่อย มันกระดิกหางไปมาอย่างมีความสุข

หลี่ฟู่โจวนั่งหลังตรง สีหน้าของเขาจริงจังมากและไม่พูดคุยอะไรสักคำ

บรรยากาศในวันนี้แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากมื้ออาหารที่มักคึกคักและรื่นเริงอยู่เป็นประจำ

“เมื่อครู่เจ้าไปไหนมา” อันจิงรู้สึกอึดอัดจึงเอ่ยถามขึ้น

“ข้าเลี้ยวผิดทางเจ้าคะ เลยมาถึงช้า” ทันหยุนเหลือบมองหลี่ฟู่โจวด้วยกิริยาระมัดระวังเมื่อเอ่ยกระซิบเสียงเบา

“เจ้าเลี้ยวผิดทางได้อย่างไร นี่เป็นวันแรกที่เจ้ามาถึงเมืองหยูงั้นหรือ?” อังจิงยกคิ้วและยิ้มกวนๆให้ทันหยุน

เมื่อก่อนถ้าอันจิงพูดเช่นนี้ ทันหยุนคงวางตะเกียบและโต้เกถียงกับเขาพอหอมปากหอมคอแต่วันนี้นางกลับเงียบไม่โต้ตอบสิ่งใด

“โฮ่งโฮ่งโฮ่ง!” ดูเหมือนอาหารในชามจะหมด เสี่ยวเฮยจ๋ายตัวน้อยจึงวิ่งไปคลอเคลียเท้าของทันหยุนและเห่าใส่นางราวกับขออาหารเพิ่ม

“เงียบ!”

หลี่ฟู่โจวขมวดคิ้วและขึ้นเสียงใส่เสี่ยวเฮยจ๋าย “ห้ามทำเสียงดังระหว่างมื้ออาหารหรือระหว่างนอนพักผ่อน นี่เป็นกฎเพราะเจ้าต้องใช้พื่นที่ร่วมกันกับข้า เจ้าจึงต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด!”

“โฮ่ง...เอ๋งงง!”

ลูกสุนัขถอยหลังกลับทันควัน ตัวของมันหมอบราบไปกับพื้นด้วยท่าทางน่าสงสารและไม่ส่งเสียงเห่าขึ้นมาอีก

หลี่ฟู่โจวถึงขั้นสอนมารยาทให้กับลูกสุนัข?

ดุด่าลูกสุนัขเพื่อสั่งสอนให้รู้จักมารยาทเนี่ยนะ?

อันจิงกระพริบตาปริบๆและคิดในใจ ‘นี่เขากำลังด่าพวกเราทางอ้อมหรือเปล่า?’

หลังจากนั้นมื้ออาหารก็ผ่านไปด้วยบรรยากาศอันเงียบสงบ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ จ้าวชิงเหมยก็พาหลี่ฟู่โจวไปที่ห้องพักบริเวณสวนหลังบ้าน

อันจิงมองไปที่ทันหยุนซึ่งกำลังอ่านตำราการแพทย์อย่างขยันขันแข็ง เขาแสร้งเงยหน้ามองท้องฟ้าและพูดด้วยความสงสัย “วันนี้พระอาทิตย์จะขึ้นทางตะวันตกหรือเปล่านะ?”

โดยปกติแล้วหลังจากรับประทานอาหารและล้างจานเสร็จ ทันหยุนจะพาเจ้าลูกสุนัขตัวน้อยไปเดินเล่นด้านนอกแต่วันนี้นางกลับนั่งอาจตำราแพทย์อย่างตั้งใจ? สิ่งนี้จะไม่ให้ผู้อื่นรู้สึกแปลกใจได้อย่างไร?

“นายท่านข้าก็ปฏิบัติเช่นนี้มาตลอด” สีหน้าของทันหยุนครึ้มลงเมื่อพูดต่อ “นายท่านอย่าใส่ร้ายข้า”

อันจิงขยับไปยืนข้างทันหยุน “ดูเหมือนเจ้าจะกลัวลุงสามของเจ้าไม่น้อย เขาเป็นคนน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ?”

อันจิงยอมรับว่าไม่ชอบขี้หน้าลุงสามผู้นี้เท่าไหร่? ตาเฒ่าคนนี้ดูเหมือนคนแก่หัวโบราณ ยึดเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่และยังแอบด่าเขาทางอ้อมอีกด้วย

“ใครบอกว่าข้ากลัว?” ทันหยุนขมดวคิ้วมุ่นเมื่อเอ่ยต่อเสียงเบาราวกับเสียงกระซิบ “ข้าไม่เคยกลัวใครเลย”

เมื่อเห็นทันหยุนพูดเบาราวกับกลัวใครได้ยินแบบนั้น อันจิงก็อดที่จะยิ้มเยาะไม่ได้

“อ้อ? จริงเหรอ? เจ้าไม่กลัวใครจริงๆเหรอ?” อันจิงจงใจเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น

“นายท่านพยายามจะสื่อถึงอะไรเจ้าคะ?” ทันหยุนจ้องอันจิงด้วยความไม่สบอารมณ์ก่อนจะเอ่ยเสียงดังขึ้นอย่างรู้ทันบางอย่าง “นายท่าน เมื่อวันก่อนท่านแอบไปดื่มกับมือปราบหานมาไม่ใช่หรือ...”

อันจิงมักจะหาวันว่างๆไปดื่มสังสรรค์กับหานเหวินซินซึ่งจ้าวชิงเหมยไม่อนุญาตเพราะกลัวพวกเขาไปต่อกันที่เรือสังคีตหรือหอนางโลม

“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” อันจิงมองทันหยุนด้วยความประหลาดใจ

ทันหยุนก็ตอบกลับอย่างมั่นใจ “ก็เวลาที่ท่านออกไปเจอมือปราบหาน ท่านมักจะทำตัวแปลกกว่าปกติ โดยการพกขวดยาบำรุงกำลังติดตัวออกไปด้วย และข้ายังรู้อีกว่าเมื่อไหร่ที่พวกท่านทั้งสองอยู่กันตามลำพัง มือปราบหานมักจะอวดเรื่องความเป็นยอดชายของเขาหลังจากดื่มยาบำรุงเข้าไป..”

“แค่กแค่ก..” อันจิงกระแอมไอออกมาเบาๆ “เรื่องพวกนี้อย่าพูดเสียงดังไปหากเรื่องมันแพร่ออกไป มือปราบหานจะหาฮูหยินได้ยาก”

ทันหยุนผู้นี้ฉลาดและเจ้าเล่ห์เกินไป คราวหลังเขาต้องระวังนางให้มากขึ้น ทุกครั้งที่เขานึกถึงตอนทันหยุนใส่ยาถ่ายลงไปในยาบำรุงของหานเหวินซิน เขาก็อดขนลุกไม่ได้ เขากลัวเป็นคนต่อไปที่จะถูกทันหยุนเล่นงานหากนางไม่พอใจเข้า

“ว่าแต่ลุงสามของเจ้าเคยทำอะไรมาก่อน พอจะเล่าให้ข้าฟังคร่าวๆได้หรือไม่?” อันจิงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว

“เขาเป็นบัณฑิตที่ใช้ชีวิตอยู่กับตำรามาตลอด แต่อยู่ๆเขาก็คิดว่าการอ่านตำราและแลกเปลี่ยนความรู้กับบัณฑิตคนอื่นๆเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ เขาเลยห่างๆจากการอ่านตำราไปตั้งแต่นั้น”

ทันหยุนพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก นางพูดต่อในใจว่าหลี่ฟู่โจวเป็นเพียงบัณฑิตที่ยึดความถูกต้องในตำรา จนเมื่อพบว่าการใช้เหตุผลไม่มีประโยชน์อีกต่อไปก็เปลี่ยนมาใช้กำลังโดยการฆ่าแทน

“ไม่เกินคาด บัณฑิตส่วนใหญ่ก็มักยึดเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ทั้งนั้น แล้วลุงของเจ้าเป็นอย่างไรเหมือนบัณฑิตส่วนใหญ่หรือเปล่า?”

“ข้าไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นอย่างไรแต่ลุงสามของข้าเป็นคนที่มีกฎเหล็กอยู่หลายข้อและทุกคนต้องปฏิบัติตาม”

“ตาแก่หัวโบราณ”

“นายท่าน ไม่ควรพูดเช่นนี้เจ้าคะ”

“ทำไมข้าจะพูดไม่ได้ ที่นี่คือบ้านของข้า ข้าอยากจะพูดอะไรก็เป็นสิทธิ์ของข้า เจ้าไม่ต้องกลัวหากเกิดอะไรขึ้นข้ารับผิดชอบเอง”

“จริงหรือเจ้าคะ?” ทันหยุนกล่าวพลางมองไปยังสวนหลังร้าน จากนั้นก็กลับมามองอันจิง นางกวาดมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า หลี่ฟู่โจวเป็นใคร? เขาเป็นถึงหนึ่งในผู้นำเครือข่ายมนุษย์ของพรรคมารและยังเป็นมือขวาคนสนิทของประมุขพรรคคนเก่า แม้แต่ประมุขพรรคคนปัจจุบันยังต้องให้ความเคารพเขาถึงสิบส่วน แล้วหมอหนุ่มผู้นี้คิดว่าตัวเองจะสามารถสู้กับเขาได้รึ? แค่ระวังอย่าให้สลบไปก่อนก็นับว่าดีมากแล้ว

“เจ้าไม่เชื่อข้ารึ?” อันจิงตบหน้าอกของตนเบาๆและเอ่ยว่า “ข้าเป็นคนที่เชื่อถือได้ คำพูดของข้าจริงจังและหนักแน่นยิ่งกว่าไข่มุกพวกนั้นเสียอีก” เขาชี้ไปยังผ้าม่านที่ตกแต่งไปด้วยไข่มุกเม็ดใหญ่

ทันหยุนกลอกตา “แต่ไข่มุกพวกนั้นเป็นของปลอมนะเจ้าค่ะ”

อันจิง “………..”

เมื่อเห็นสีหน้าพูดไม่ออกของอันจิง ทันหยุนก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ แม้ว่านายท่านจะไม่มีวรยูทธ์หรือทักษะการต่อสู้ใดๆ แต่เขาสามารถทำให้คนรอบข้างมีความสุขได้

“นายท่านรูปร่างบอบบางเช่นนี้จะปกป้องข้าได้หรือเจ้าคะ ลืมๆเรื่องนี้ไปเถิดเจ้าคะ” ทันหยุนประเมินรูปร่างของอันจิงที่สูงโปร่งกำยำ แม้จะมีกล้ามเนื้ออยู่บ้างแต่มันก็ดูน้อยนิดจนดูคล้ายกับคนไม่มีเรี่ยวแรง

“เจ้าประเมินข้าต่ำไปแล้ว” อันจิงยิ้มเยาะ “แม้แต่นายหญิงของเจ้าก็ยังไม่ประเมินข้าต่ำเพียงนี้”

“โธ่นายท่าน..ไม่ใช่การประเมินต่ำไปหรือสูงไปหรอกเจ้าคะ เพียงแต่ข้ารู้สึกว่า เอ่อ..ข้าก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดี” ทันหยุนเกาศีรษะตัวเองอย่างคนไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี

นางเป็นถึงสมาชิกพรรคมาร มีวรยุทธ์สูงเป็นลำดับต้นๆของพรรคแต่จะให้หมอชาวบ้านตัวเล็กๆมาปกป้องนางนี่นะ? นางอยากพูดออกไปดังๆแต่ไม่สามารถทำได้จึงเอ่ยได้แค่ว่า “ลุงสามเป็นบันฑิตนะเจ้าคะ นายท่านเอาชนะเขาไม่ได้หรอก”

บนโลกนี้สิ่งที่คนส่วนใหญ่เอือมระอาก็คือเหล่าบัณฑิต พวกเขามักหยิบยกความถูกต้องและศีลธรรมมากล่าวอ้างแต่ก็เอาประเด็นเหล่านี้มาโจมตีเราได้เช่นกัน

อันจิงชะงักไปครู่หนึ่งและพยักหน้าอย่างนึกอะไรขึ้นได้ “นั่นสิ โจวเซียหมินก็เป็นบัณฑิตเหมือนกัน บางทีพวกเขาสองคนอาจจะคุยกันรู้เรื่อง”

หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เดินออกไปนอกร้าน

“นายท่านจะไปไหนหรือเจ้าคะ?” ทันหยุนอดทักไม่ได้เมื่อเห็นแผ่นหลังของอันจิงที่เดินไวๆออกไปนอกร้าน

“ข้ารึ?ก็ออกไปหาสิ่งที่จะรับมือกับตาแก่หัวโบราณอย่างไรล่ะ”

ตอนก่อน

จบบทที่ การรับมือกับตาแก่หัวโบราณ

ตอนถัดไป