จิตวิญญาณที่เหมือนกันของเหล่าบัณฑิต
“ท่านประมุข หมอหนุ่มผู้นี้หรือขอรับที่ท่านตั้งใจแต่งงานด้วยตั้งแต่แรก?” หลี่ฟู่โจวเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ใช่” จ้าวชิงเหมยตอบสั้นๆโดยไม่พูดอะไรต่อ
“เฮ้อ..ถ้าตอนนี้ท่านยังไม่แต่งกับเขา ข้าคงไม่สนับสนุนอย่างแน่นอน ตอนนี้ข้าพูดอะไรไปก็คงไร้ความหมายในเมื่อท่านตัดสินใจร่วมพิธีกับเขาไปแล้ว” หลี่ฟู่โจวถอนหายใจ เขาหยุดพูดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ
“อย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่ข้าต้องเตือนท่าน”
“พูดมาเถิด” จ้าวชิงเหมยตอบกลับอย่างไม่ลังเล นางเตรียมใจที่จะรับคำตักเตือนของหลี่ฟู่โจวไว้ก่อนหน้าแล้ว
หลี่ฟู่โจวเริ่มอธิบายเสียงเบา “ท่านประมุข หมอหนุ่มผู้นี้เป็นเพียงหมอชาวบ้านธรรมดาๆ ในขณะที่ท่านเป็นถึงประมุขพรรคมาร เป็นผู้นำของทั้งเครือข่ายสวรรค์ เครือข่ายโลกและเครือข่ายมนุษย์ การแต่งงานของท่านย่อมเป็นเรื่องใหญ่ เหล่าผู้อาวุโสในพรรคก็ล้วนแต่อยากให้ท่านได้แต่งงานกับคนที่เหมาะสม อย่างน้อยก็ควรผ่านการปรึกษากับพวกเขาบ้าง ท่านอย่าลืมว่าหัวหน้าเครือข่ายโลกไม่ชอบใจการกระทำของท่านนัก การเกิดปัญหาภายในพรรคจากความไม่เข้าใจหรือข้ามหน้าข้ามตากันเช่นนี้อาจสร้างปัญหาให้กับเราได้ หากภายในพรรคเกิดความแตกแยกขึ้นมาจริงๆ เช่นนั้นแล้วคงเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ของพรรคมาร”
“ตอนนี้พวกเรามีภารกิจใหญ่และกำลังแทรกซึมกำลังคนเข้ามาในแคว้นหยานอย่างต่อเนื่อง เหล่าศัตรูภายนอกก็ล้วนแต่จับตามองพวกเราอย่างใกล้ชิด หากเรื่องที่ท่านแต่งงานกับคนไร้วรยุทธ์เช่นหมออันหลุดไปถึงหูศัตรู ไม่แน่ว่าเขาจะกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญของท่านและกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ของพรรคมารเราได้”
“สิ่งที่ท่านพูด ข้าย่อมเข้าใจดี” จ้าวชิงเหมยเอามือไพล่หลังเมื่อกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงไม่หนักไม่เบา
“แต่อาจารย์หลี่..ท่านอย่าลืมว่าข้าคือประมุขใหญ่ของพรรคและเครือข่ายโลกก็เป็นเพียงเครือข่ายหนึ่งของเราเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมาสั่งการหรือชี้หน้าบอกว่าการกระทำของข้าเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิดได้? หากเขายังคงยืนกรานในความคิดของตัวเอง การจะยุบเครือข่ายโลกไปก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับข้าแม้แต่น้อย”
แม้น้ำเสียงของจ้าวชิงเหมยจะเรียบเฉยแต่สัมผัสได้ถึงอำนาจบางอย่างที่ไม่สามารถต่อต้านได้
หลี่ฟู่โจวไม่ได้ตอบกลับเพราะรู้นิสัยของจ้าวชิงเหมยดี
“คนของข้า ข้าย่อมปกป้องเขาได้ ท่านเข้าใจหรือไม่หลี่ฟู่โจว?” จ้าวชิงเหมยหันไปมองหลี่ฟู่โจว ดวงตาของนางเป็นประกายวาว
“อีกอย่าง..ชีวิตคนเราใช่จะย่ำอยู่กับที่เสมอไป วันนี้อาจเดินทางได้เพียงสิบลี้แต่พรุ่งนี้อาจเดินทางได้ไกลกว่าเดิม วันนี้อาจตกต่ำแต่ก็ใช่ว่าพรุ่งนี้จะทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดไม่ได้ ท่านพี่อันจิงก็ไม่ต่างกัน วันนี้เขาอาจเป็นเพียงหมอธรรมดาแต่ในอนาคตเขาอาจจะเป็นหมอเทวดาก็ได้ หวังว่าท่านจะเข้าใจในสิ่งที่ข้าจะสื่อ”
หลี่ฟู่โจวมองเข้าไปในดวงตาของนางและโค้งคำนับอย่างเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อแต่เขาก็อดเอ่ยขึ้นมาไม่ได้ “แต่อย่างไรหมอหนุ่มผู้นั้นก็ไม่มีทักษะการป้องกันตัว หากมีใครต้องการทำร้ายเขา...”
“ข้าถึงรอการมาถึงของท่านอย่างไรเล่า” ริมฝีปากของจ้าวชิงเหมยยกสูง
“ท่านประมุขหมายความว่า...” หลี่ฟู่โจวเลิกคิ้ว เขาคือใครงั้นรึ? เขาคือหัวหน้าระดับสูงของเครือข่ายมนุษย์ เป็นปรมาจารย์คนสำคัญของพรรคมาร สมาชิกในพรรคล้วนแต่เกรงกลัวในตัวเขา อำนาจของเขาในพรรคไม่ต่างจากกงกงสูงสุดของราชสำนักที่คอยจัดการเรื่องต่างของฮ่องเต้ แล้วจะให้คนอย่างเขามาคอยปกป้องหมอตัวเล็กๆผู้นี้นะรึ? ช่างเป็นการดูถูกศักดิ์ศรีของเขายิ่งนัก
“ถูกต้อง เป็นอย่างที่ท่านคิด”
จ้าวชิงเหมยพยักหน้าว่าความเข้าใจของหลี่ฟู่โจวถูกต้องแล้ว “ท่านอาจารย์สาม ข้าต้องพึ่งท่านแล้ว”
“อ่า..ตกลง” หลี่ฟู่โจวได้ยินขอร้องเชิงออกคำสั่งของจ้าวชิงเหมยก็ต้องตกลงอย่างเสียไม่ได้ เขาปัดเรื่องนี้ออกจากหัวก่อนจะนึกเรื่องอื่นขึ้นมาได้ “ตอนที่ข้าเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองหยู ข้าได้ยินข่าวของนักดาบผู้ไร้เทียมทานไปทั่วเมือง ลือกันว่าเขาเป็นปรมาจารย์จากพรรคมารของเรา?”
เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นกับพรรคเฉาซึ่งเป็นพรรคชั้นนำของแคว้นหยาน เมื่อไท่หยุนซานซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดปรมาจารย์ของพรรคถูกสังหารและสำนักงานใหญ่สาขาเมืองหยูถูกล้างไปด้วยเลือด เขาได้ยินข่าวลือนี้มาตลอดทางและด้วยฐานะผู้นำระดับสูงของเครือข่ายมนุษย์ทำให้เขาได้รับข่าวสารรวดเร็วเป็นลำดับต้นๆ
ปรมาจารย์ที่มีฝีมือร้ายกาจเช่นนี้หากเป็นคนพรรคมารจริงๆเขาจะไม่รู้เชียวหรือ?
จ้าวชิงเหมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ “คนผู้นี้ไม่ใช่คนพรรคมาร อาจเป็นพรรคเฉาที่สร้างข่าวลือนี้ขึ้นมาเพื่อหาแนวร่วมในการกำจัดคนผู้นี้หรืออาจรวมทั้งพรรคมารของเราด้วย”
“พรรคเฉาไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากที่ใดถึงได้กล้าเช่นนี้ หากนักดาบผู้นี้เป็นคนของพรรคมารเราจริงๆ ไม่เท่ากับพรรคเฉาประกาศศึกกับเราหรอกหรอ ดูเหมือนชื่อเสียงและอิทธิพลของเราในแคว้นหยานจะลดลงไม่น้อย”
หลี่ฟู่โจวหัวเราะเสียงหยัน “ยังมีอีกข่าว ข้าได้ยินมาว่าพระภิกษุวัดเล่ยหยินจากแดนสุขาวดีกำลังจะเดินทางมาที่นี่เช่นกัน เห็นว่าจะมารวมตัวที่วัดฝ่าซี อ่า..มณฑลเจียงหนานแห่งนี้ช่างคึกคักเสียจริง”
“พระภิกษุ? ในที่สุดพวกเขาก็เคลื่อนไหวแล้วรึ?” จ้าวชิงเหมยเอ่ยเสียงจริงจัง
“ใช่” หลี่ฟู่โจวถอนหายใจเมื่อกล่าวต่อ “ดูท่าดินแดนสุขาวดีจะหวนคืนสู่แคว้นหยานอีกครั้ง เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ ความท้าทายแรกของพวกเขาคือการขึ้นเป็นศาสนาประจำแคว้นแทนสำนักเจิ้นยี่ เรื่องของชาวพุทธไม่มีสิ่งที่เราต้องกังวล ยิ่งพวกเขาก่อความวุ่นวายมากเพียงใดก็ยิ่งเป็นผลดีกับพรรคมารของเรา ตอนนี้สิ่งที่ข้าอยากรู้คือเรื่องของนักดาบลึกลับผู้นี้ต่างหาก”
ดินแดนตะวันตกหรืออีกชื่อคือแดนสุขาวดี เป็นที่รู้จักกันวงกว้างว่าเป็นจุดกำเนิดของพุทธศาสนามาหลายพันปี มีพระอาจารย์ชื่อดังและวัดชื่อดังจำนวนมาก
สำนักพุทธเจิ้นยี่ได้กลายเป็นศาสนาประจำแคว้นหยานตั้งแต่ที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ เป็นสำนักพุทธที่ได้รับเกียรติและคนนับถือมากที่สุดในแคว้น
แม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่ใช่ศัตรูอย่างเป็นทางการแต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็นับว่าตึงเครียดและมีความขัดแย้งฝังรากมาเนิ่นนาน
จ้าวชิงเหมยที่ทรุดตัวลงนั่งเคาะโต๊ะเป็นจังหวะอย่างคนใช้ความคิด “ข้าสงสัยว่าคนผู้นี้คือปรมาจารย์จากหุบเขาปีศาจ”
“ปรมาจารย์จากหุบเขาปีศาจ?” ดวงตาของหลี่ฟู่โจวหรี่ลง “ตาเฒ่านั่นนะรึ? ไม่ใช่ว่าเขามุ่งสู่ทางธรรม เลิกข้องเกี่ยวกับยุทธภพแล้วรึไร?”
จ้าวชิงเหมยส่ายหน้าไม่แน่ใจ “คนผู้นี้ใช้เพลงดาบทะยานร้อยขั้นในการสังหารหมู่สมาชิกพรรคเฉาและยังช่วยเจียงซานเจียแหกคุกใต้ดิน เขาทำให้แผนการของข้าล้มเหลวไม่เป็นท่า”
“ตาเฒ่าปีศาจผู้นี้ไม่ได้ปรากฏตัวในยุทธภพมาหลายสิบปีแล้ว สงสัยคงได้เวลาที่สหายเก่าจะได้กลับไปเยี่ยมเยือนกันเสียที” ดวงตาของหลี่ฟู่โจวเป็นประกายของความคาดหวัง
.
.
.
การสัญจรคับคั่งบนสะพานอันวิจิตรตัดรับกับทิวทัศน์อันสวยงามของแม่น้ำหยู ร้านค้ายังเรียงรายอยู่สองข้างทาง ทอดยาวจนไม่เห็นจุดไกลสายตา
หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ จ้าวชิงเหมยและทันหยุนก็ออกไปตลาดผ้าเพื่อซื้อผ้ามาตัดชุดใหม่ ส่วนอันจิงก็เริ่มตรวจรักษาคนไข้ต่อในขณะที่หลี่ฟู่โจวรับผิดชอบในการเตรียมสมุนไพรตามใบสั่งยาของอันจิง
หลี่ฟู่โจวจัดเตรียมยาอย่างรอบคอบและชั่วตวงสมุนไพรทุกชนิดอย่างแม่นยำ
“ลายมือหวัดเล็กน้อย ต้องกะน้ำหนักมือให้พอเหมาะ เรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ไม่สามารถมองข้ามได้ง่ายๆ”
หลี่ฟู่โจวมองดูลายมือที่อันจิงเขียนในใบสั่งยาแล้วส่ายหัวน้อยๆ
“เข้าเข้าใจแล้ว” อันจิงตอบรับง่ายๆ ตาเฒ่าผู้นี้ช่างเคร่งครัดเกินไปแล้ว
แม้จะกล่าวแบบนั้นแต่ลายมือของเขาก็ราวกับไก่เขี่ยเช่นเดิม หลี่ฟู่โจวเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งเพิ่มระดับความไม่พอใจต่อหมอน้อยผู้นี้เพิ่มขึ้น เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังเมินคำสอนของเขา
ส่วนอันจิงนั้นกำลังบ่นให้อีกฝ่ายว่าเป็นตาแก่เจ้าระเบียบ ไม่มีความยืดหยุ่น หัวโบราณและพูดมาก
หลังจากนั้นพวกเขาจึงไม่สนทนากันอีก มีเพียงเสียงการให้คำแนะนำแก่คนไข้และเสียงจัดยาเท่านั้นที่ดังอยู่ในโรงหมอจีซื่อ
ไม่กี่ชั่วยามต่อมา
“โอ้ย..หลังข้า” อันจิงบิดตัวไล่ความเมื่อยล้า “ลุงสาม แดดยังแรงอยู่ รบกวนท่านนำสมุนไพรในห้องด้านหลังมาตากให้ข้าที ท่านจะนำไปตากไว้ตำแหน่งใดก็ตามสบายเลย”
“เข้าใจแล้ว” เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่ฟู่โจวก็วางตำราที่ตนอ่านลงบนโต๊ะและเดินไปที่ลานหลังร้าน
อันจิงพยักหน้าอย่างพึงพำใจก่อนจะลูบลูกหมาสีดำเล่น “เจ้าตัวน้อย บ่ายนี้เจ้าทำตัวได้ดีมาก”
หลี่ฟู่โจวที่ยังเดินไม่ถึงลานหลังร้านเริ่มมีใบหน้ามืดครึ้ม ‘ไอ้หมอนี่!’ เขามั่นใจว่าคำชมที่อีกฝ่ายเอ่ยกับลูกสุนัขมีบางอย่างแอบแฝงอยู่
“อ้าวหมออัน? ท่านอยู่ร้านคนเดียวรึ?” ตอนนั้นเองที่โจวเซียหมินเดินเข้ามา เข้ากวาดสายตามองไปทั่วร้านราวกับมองหาใครอยู่
“ท่านกำลังมองหาใคร?” อันจิงเลิกคิ้วถาม
“เปล่า ข้าแค่มองเฉยๆ” โจวเซียหมินหัวเราะแห้งๆ “ช่วงนี้ข้ายุ่งกับการอ่านตำราทั้งวันทั้งคืน เลยออกมายืดเส้นยืดสายเสียหน่อย ฮัดเช้ย!”
ขณะที่เขาพูดก็จามออกมาเสียงดี ทั้งน้ำมูกน้ำตาไหลเป็นทาง
“ท่านไม่สบายรึ?” อันจิงมองอีกฝ่ายเพื่อประเมินอาการ “ตอนนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ต้องรักษาสุขภาพตัวเองดีๆ ทำร่างกายตัวเองให้อบอุ่นทุกวัน”
เพียงประเมินด้วยสายตาคร่าวๆ อันจิงก็บอกได้ว่าโจวเซียหมินเป็นหวัด
“ลมบนเรือแรงมาก แล้วเมื่อคืนข้าก็รู้สึกไม่สบายนิดหน่อย ตอนนี้ไม่เป็นอะไรมาก” โจวเซียหมินยกแขนเสื้อเช็ดน้ำมูกของตัวเอง
“ลมบนเรือ?” อันจิงแสดงท่าทีสงสัยเล็กน้อย
โจวเซียหมินดูเหมือนจะเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอหลุดพูดบางอย่างไปจึงรีบอธิบายหน้าตั้ง “ช่วงนี้ข้าตั้งใจอ่านตำราเพื่อเตรียมสอบจึงไมได้ไปหาแม่นางหลี่เยว่เลย ข้าเป็นห่วงว่านางอาจจะกังวลที่ข้าหายหน้าไปหลายวันเลยไปที่เรือสังคีตเมื่อคืนนี้ พอดีคุณชายหมิงเฟยได้เหมาเรือสังคีตตรงส่วนจัดแสดงและห้องส่วนตัวเอาไว้ ข้าก็เลยได้แต่นั่งรออยู่ด้านนอกตรงดาดฟ้าเรือ”
“ท่านรอนานแค่ไหน”
“ไม่นานๆ ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามด้วยซ้ำ”
“นั่นไม่นานของท่านเหรอ?” อันจิงนึกภาพที่คุณชายหมิงเฟยและแม่นางหลี่เยว่โรมรันกันในห้องส่วนตัว ในขณะที่โจวเซียหมินต้องยืนชะเง้อรอทั้งสองอยู่ตรงดาดฟ้าเรือ อ่า...มันช่างน่าหดหู่และชวนเศร้าใจจริงๆ
โจวเซียหมินถอนหายใจ “เจ้าไม่เข้าใจหรอก คุณชายหมิงเฟยเป็นลูกค้าประจำของเรือสังคีตและเขาก็ร่ำรวยมาก แม่นางหลี่เยว่ไม่ต้องการให้ลูกค้ารายใหญ่เช่นนี้ขุ่นเคืองเลยต้องฝืนใจไปคอยบริการเขาทั้งคืน นางไม่มีทางเลือก ข้าแค่เสียใจที่ไม่มีเงินไปไถ่ตัวนาง”
“ไหนว่าแม่นางหลี่เยว่เป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีและบริสทุธ์ดั่งดอกบัว แล้วนางจะเต็มใจไปรับใช้คุณชายเจ้าสำราญแบบนั้นทั้งคืนนะรึ?”
“เมื่อคืนนางคงทนทุกข์ทรมานมากแน่ๆ”
อันจิงชะงักไปชั่วครู่ด้วยความประหลาดใจ “พี่โจว เมื่อคืนคนที่ทรมานที่สุดคือท่านต่างหาก อากาศหนาวขนาดนั้นแต่ท่าน...”
ตอนนี้โจวเซียหมินแสดงให้อันจิงเชื่อจริงๆว่าเขาตาบอดโดยสมบูรณ์ เขาช่างไม่ย่อท้อราวกับลูกสุนัขเชื่องๆตัวหนึ่ง
“ถึงแม้ร่างกายจะเหน็บหนาวแต่หัวใจอบอุ่นเป็นพอ ช่างมันเถิด ข้าไม่อยากคุยกับท่านแล้ว คนอย่างท่านจะไปเข้าใจอะไร”
เมื่อรู้สึกว่าการพูดคุยกับอันจิงนั้นไร้ประโยชน์ โจวเซียหมินจึงจะเดินออกจากร้านแต่เขากลับสังเกตเห็นตำราเล่มหนึ่งบนโต๊ะ “หมออันท่านอ่าน‘ตำราพิชัยสงคราม’ ด้วยเหรอ?”
“ไม่ ข้าเอามาประดับร้านเฉยๆ” อันจิงเหลือบมองตำราที่วางอยู่บนโต๊ะคงเป็นตำราที่หลี่ฟู่โจววางเอาไว้
“ท่านนี่มันไม่ให้เกียรติคุณค่าของตำราเล่มนี้เลย!” โจวเซียหมินจ้องเขม็งอย่างโกรธเคือง
“นั่นมันตำราของข้า ท่านกล้าดียังไง!”
ในขณะนั้นเอง หลี่ฟู่โจวก็เดินออกมาจากหลังร้าน เขาคว้า‘ตำราพิชัยสงคราม’มาถือเอาไว้และมองไปที่อันจิงด้วยสายตาเย็นชา
“โอ้? ขอโทษขอรับ นี่คือตำราพิชัยสงครามของผู้อาวุโสหรือขอรับ” โจวเซียหมินเห็นบุคลิกของหลี่ฟู่โจวก็โค้งคำนับให้ทันที “ถึงว่า..หมออันที่ไม่ชอบอ่านตำราจะมีตำราเล่มนี้อยู่ที่บ้านด้วย?”
หลี่ฟู่โจวหันไปมองโจวเซียหมิน “ตำราเล่มนี้มีกลยุทธ์ที่ล้ำลึกนัก ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ง่ายๆ คนอย่างหมออันไม่น่าจะอ่านมันเข้าใจ ส่วนท่าน..ดูเหมือนจะมีความรู้ในตำราเล่มนี้ไม่น้อย”
“ข้ามักจะศึกษากลยุทธ์ในตำราเล่มนี้ประจำขอรับ ผู้อาวุโสดูเหมือนท่านจะหวงตำราเล่มนี้ไม่น้อย ความรู้ของท่านคงมีไม่น้อยทีเดียว”
“โอ้? ท่านก็ดูเป็นคนมีความรู้เช่นกัน ข้าก็ชอบเนื้อหาในตำราเล่มนี้ ทุกครั้งที่ข้าอ่านมัน ในหัวของข้าจะปลอดโปร่งและเกิดความคิดใหม่ๆเพิ่มอยู่ตลอด”
“โดยเฉพาะหน้านี้.....”
ยิ่งพวกเขาพูดคุยกัน ความกระตือรือร้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โจวเซียหมินชื่นชมหลี่ฟู่โจวมากขึ้น รู้สึกเหมือนเจอเพื่อนเก่า ในทางกลับกันหลี่ฟู่โจวก็ประทับใจในตัวโจวเซียหมินมากขึ้นเช่นกัน อันจิงเฝ้ามองพวกเขาเงียบๆตระหนักได้ว่าการคาดเดาเมื่อก่อนหน้านี้เป็นเรื่องจริง
บัณฑิตย่อมคุยภาษาเดียวกับบัณฑิตเข้าใจ พวกเขาต่างผลัดกันเอ่ยชมกันและกันราวกับกำลังประจบประแจงกันอยู่ มันช่างน่าขนลุกจริงๆ
เพียงเวลาไม่นาน พวกเขาก็ขยับมาเป็นสหายต่างวัย ราวกับจิตวิญญาณที่เหมือนกันของเหล่าบันฑิต
โจวเซียหมินเอ่ยชวนอย่างกระตือรือร้น “ผู้อาวุโสหลี่ เราเข้ากันได้ดีทีเดียว คืนนี้เราไปเที่ยวเรือสังคีตดีหรือไม่?”
โจวเซียหมินคงเสียสติไปแล้วที่เอ่ยชวนตาแก่หัวโบราณไปเยือนย่านโคมแดง อันจิงได้แต่นึกหยันในใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมากลับทำให้อันจิงประหลาดใจ
“เรือสังคีตรึ! ใช่ย่านโคมแดงหรือไม่?” หลี่ฟู่โจวปรบมือและหัวเราะออกมาดังลั่น “ดีๆ ข้าไม่ได้ไปย่านโคมแดงมานานแล้ว เมืองหยูแห่งนี้คงดีกว่าเมืองที่ข้าเคยไปเยือนกระมัง”
“ท่านลุงหลี่ ครั้งสุดท้ายที่ท่านไปคือเมื่อไหร่?”
“สองวันก่อน”
“สองวันรึ? นานมากทีเดียว ข้าไม่มีเงินติดตัวมากนัก ตั้งใจจะมาขอยือมฮูหยินอันแล้วค่อยคืนนางทีหลัง”
“ไม่เป็นไร ข้าเลี้ยงเอง ข้าพอมีเงินติดตัวอยู่บ้าง”
เมื่อพูดจบ ทั้งสองก็พูดคุยหัวเราะเสียงดังและเดินออกจากโรงหมอจีซื่อ ทิ้งให้อันจิงอยู่ในสภาพตกตะลึงไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง