เสียงเคาะประตูในยามวิกาลเพื่อเรียกตัวไปรักษา

ค่ำคืนมาเยือนอย่างรวดเร็ว ทั่วทั้งเมืองหยูเงียบสงัด แสงจันทร์ลอดผ่านกรอบหน้าต่างเข้ามา

จ้าวชิงเหมยที่ยังหงุดหงิดจากเหตุการณ์เมื่อบ่ายยังคงเอ่ยย้ำกับอันจิงเสียงจริงจัง “ท่านพี่ห้ามเชื่อคำกล่าวของไต้ซือรูปนั้นนะเจ้าคะ”

พุทธศาสนาอาจไม่ได้ดีอย่างที่หลายคนคิดแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่กลุ่มคนหลายๆกลุ่มพยายามกำจัดพระพุทธศาสนาให้หายไปเช่นกัน พระภิกษุรูปนั้นคงไม่ได้ชี้โพรงให้กระรอกหรอกกระมัง ใครจะไปรู้ว่าพระภิกษุรูปนี้จะพยายามโน้มน้าวให้สามีของนางบวชได้หรือไม่ สุดท้ายแล้วอันจิงก็เป็นแค่หมอธรรมดาผู้หนึ่งแล้วถ้าเขาถูกคำพูดหลอกลวงโน้มน้าวใจขึ้นมาล่ะ?

“น้องหญิงคิดอะไรเช่นนั้น” อันจิงเสียงเข้มขึ้น “ข้าจะออกบวชได้อย่างไร ทิ้งให้เจ้าเป็นม่ายงั้นหรือ?”

“ข้าคิดแล้วเชียวว่าท่านพี่ไม่มีทางทิ้งข้า” จ้าวชิงเหมยยิ้มขณะที่โน้มคอของอันจิงลงมา

ใบหน้าอันบอบบาง ประกอบกับดวงตาที่แจ่มใสราวกับหยดน้ำใสบริสุทธิ์ โดยเฉพาะริมฝีปากสีทับทิมนั้นทำให้ใครๆต่างอยากลิ้มรส

ก๊อกก๊อก! ก๊อกก๊อก!

“ท่านหมออัน ท่านหมออันอยู่หรือไม่”

ตอนนั้นเองที่มีเสียงเคาะประตูหนักๆดังจากทางหน้าร้าน บรรยากาศอันเงียบสงัดทำให้เสียงนั้นดังก้องไปทั่วบริเวณ

จ้าวชิงเหมยเหลือบไปมองทางต้นเสียงและเอ่ยขึ้น “มีคนมาเคาะประตูกลางดึกแบบนี้ ต้องเป็นเรื่องด่วนแน่ๆเจ้าค่ะ ท่านพี่ออกไปดูก่อนเถิด”

อันจิงขมวดคิ้วมุ่น หงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะแต่ก็ออกไปดูที่หน้าร้าน เขาเปิดประตูออกเพื่อดูว่าใครมาหาเขายามวิกาลเช่นนี้

“หมออันๆ เร็วเข้า คุณหนูข้าป่วยเป็นอะไรไม่ทราบ อาการของนางแย่แล้ว”

ผู้มาเยี่ยมเยียนในเวลานี้คือพ่อบ้านตระกูลเฉาซึ่งเคยมาที่โรงหมอจีซื่อเพื่อรับยาบำรุงให้กับเจ้านายอยู่หลายครั้ง

ตระกูลเฉาไม่ใช่ตระกูลธรรมดาแต่เป็นหนึ่งในสี่ของตระกูลใหญ่ในมณฑลเจียงหนาน เฉาอันหมินก็เป็นคนในตระกูลนี้ด้วย

“ข้าเข้าใจแล้ว เดี๋ยวข้าขอไปหยิบล่วมยาก่อน”

อันจิงพยักหน้าและเดินกลับเข้าไปตัวบ้านเพื่อแจ้งให้จ้าวชิงเหมยทราบ

“น้องหญิงข้ามีคนไข้ฉุกเฉินต้องออกไปตรวจดูอาการด่วน เจ้าพักผ่อนก่อนเถิด”

“เดี๋ยวเจ้าค่ะ ให้ท่านลุงสามตามไปด้วย”

“ไม่เป็นไรน้องหญิง ข้าไปคนเดียวจะคล่องตัวกว่า” อันจิงเหลือบมองห้องพักของหลี่ฟู่โจว ตาเฒ่านั่นคงยังไม่นอนเพราะกำลังศึกษาหนังสือปกขาวอยู่กระมัง

“ไม่ได้เจ้าค่ะ ต้องให้เขาไปด้วย” จ้าวชิงเหมยยังคงยืนกราน

แอ๊ดดด!

หลี่ฟู่โจวเดินออกมาจากห้องและมองอันจิงด้วยสายตาเฉยเมย “ข้าจะไปกับท่านด้วย”

“ท่านลุงสาม รบกวนท่านแล้ว”

“ไม่นับเป็นการรบกวน”

เมื่อเห็นเช่นนี้ อันจิงก็ไม่ได้พูดสิ่งใดต่อ เขารีบเก็บของใส่ล่วมยาและเดินตามพ่อบ้านตระกูลเฉาไป

จ้าวชิงเหมยหยิบเสื้อคลุมมาสวมมองตามหลังพวกเขาที่กำลังเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ทันหยุนเดินเข้ามาหาและเอ่ยถาม “ท่านประมุขกลัวว่านายท่านจะได้รับอันตรายหรือเจ้าคะ?”

“เจ้ารู้หรือเปล่าว่าไต้ซือฮุ่ยจื้อที่ปรากฏตัวเมื่อตอนบ่ายเป็นใคร” ดวงตาของจ้าวชิงเหมยเป็นประกายคมวับ

ทันหยุนหยุดคิดครู่หนึ่ง “เขาเป็นเจ้าอาวาสวัดฝ่าซี ย่อมมีพลังวัตรในระดับสูงแต่ตอนบ่ายกลับไม่มีพลังวัตรแผ่ออกมาเลยสักนิด ฝีมือของเขาต้องอยู่ในระดับสูงอย่างน้อยก็ต้องพอๆกับพระภิกษุหน้าผี”

วัดโบราณที่หลงเหลือมาจากสมัยราชวงศ์โจวหายากอยู่แล้วและการที่เจ้าอาวาสที่มาประจำอยู่ในวัดเมืองหยูเป็นพระภิกษุที่มาจากแดนสุขาวดีก็ยิ่งถือว่าผิดปกติไปใหญ่

จ้าวชิงเหมยพูดช้าๆชัดๆให้ทันหยุนคิดตาม “ไต้ซือเฒ่าผู้นั้นแนะนำตัวว่าชื่อฮุ่ยจื้อมาจากวัดเล่ยหยินแต่ทันหยุนเจ้าอย่าลืมว่า..วัดเล่ยหยินอยู่ในสังกัดนิกายฉาน*ซึ่งมีพิธีกรรม หลักคำสอนหรือหลักปฏิบัติแตกต่างจากพุทธศาสนา เมื่ออยู่ที่แคว้นหยานเขาอาจมีนามว่าฮุ่ยจื้อแต่เมื่อเขาอยู่ที่วัดเล่ยหยินนามของเขาก็คือฟาจื้อ”

“ฟาจื้อ? เป็นเขาหรือเจ้าคะ?”

เมื่อได้ยินชื่อนี้ทันหยุนก็ตกใจ “ฟาจื้อคือเจ้าอาวาสใหญ่แห่งวัดเล่ยหยิน เป็นปรมาจารย์คนสำคัญของนิกายฉานแต่เขากลับมาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดฝ่าซี?”

ปรมาจารย์คนสำคัญของนิกายฉานที่มีตำแหน่งทางสังคมในระดับสูงกลับเลือกมาเป็นเจ้าอาวาสวัดฝ่าซีซึ่งกำลังเสื่อมอำนาจลงทุกขณะ จุดประสงค์ของเขาคืออะไรกันแน่

เรื่องนี้น่าสงสัยยิ่งนัก

“ทันหยุนเจ้าสังเกตเห็นอะไรหรือเปล่า” อยู่ๆจ้าวชิงเหมยก็เอ่ยถามประโยคนี้ขึ้นมา

“สังเกตเห็นอะไรหรือเจ้าคะ?”

“ข้าสังเกตเห็นว่าคอขวด*ที่หยุดนิ่งมานานเริ่มจะมีการขยับแล้ว”

“ข้า..ข้าก็รู้สึกเหมือนกันเจ้าคะแต่มันจะเกี่ยวกันจริงๆหรือเจ้าคะ”

ดวงตาของจ้าวชิงเหมยหรี่ลงเล็กน้อยแต่นางก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

.

.

.

จวนตระกูลเฉา แม้จะเป็นค่ำคืนที่มืดมิดแต่ห้องโถงหลักยังคงจุดคบไฟสว่างไสว

“ฮูหยินผู้เฒ่าขอรับ ท่านหมออันมาถึงแล้ว”

“รีบพาเข้าไปด้านในเร็วเข้า” หญิงวัยชราที่ยืนรออย่างกระวนกระวายเอ่ยเร่งทันที นางคือฮูหยินผู้เฒ่าของจวนผู้เป็นท่านย่าของเฉาหลิงเอ๋อ

อันจิงก็ไม่ชักช้า เขาเดินตามคนกลุ่มใหญ่ไปยังห้องนอนของคุณหนูเฉาหลิงเอ๋อ

ตอนนี้ภายในห้องนอนเต็มไปด้วยหมอหลายคนซึ่งล้วนแต่มีชื่อเสียงในเมืองหยู พวกเขากำลังปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด เมื่อทุกคนเห็นอันจิงเดินเข้ามาก็ชายตามองเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปพูดคุยกันต่อ

“ฮูหยินผู้เฒ่า นี่....”

อันจิงเลิกคิ้วสงสัย ในแคว้นหยานย่อมมีธรรมเนียมปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องชายหญิงไม่ควรสัมผัสถูกตัวกัน โดยเฉพาะกับหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน หากสิ่งนี้แพร่กระจายออกไปจะดูไม่เหมาะสมและชื่อเสียงเสียหายได้

“ชีวิตคนสำคัญมากกว่า” หญิงวัยชรากล่าวอย่างร้อนใจ ไม่สนใจธรรมเนียมปฏิบัติอะไรทั้งนั้น

“ตกลง” อันจิงพยักหน้าเมื่อได้รับการอนุญาตจากผู้เป็นใหญ่ในจวน

เขาเดินไปหยุดข้างเตียงของเฉาหลิงเอ๋อที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าของนางซีดเผือดและหน้าผากก็เต็มไปด้วยเหงื่อเย็น ราวกับนางกำลังทนทรมานอย่างหนัก

“ตั้งแต่หลิงเอ๋อกลับมาจากวัดฝ่าซี ตัวนางก็หนาวสั่นขึ้นมาไม่หยุด ราวกับพลังภายในถูกแช่แข็ง แม้ข้าจะพยายามส่งพลังภายในทั้งหมดให้ก็ไม่เป็นผล” ฮูหยินของจวนอธิบายอาการคร่าวๆให้อันจิงฟัง

หลี่ฟู่โจวที่ยืนอยู่ข้างเตียงเช่นกันสังเกตเห็นบางอย่างในตัวของเฉาหลิงเอ๋อ พลังหยินและหยางในร่างกายของคุณหนูท่านนี้ไม่สมดุล

โดยธรรมชาติแล้ว ผู้หญิงจะมีพลังหยินมากกว่าพลังหยางแต่ต้องอยู่ในระดับที่สมดุล แต่คุณหนูท่านนี้กลับมีพลังหยินในร่างกายสูงมากกว่าปกติจนเกิดขีดจำกัดของร่างกาย เฉพาะผู้ที่ฝึกวิชาหยินไร้พ่ายท่านั้นที่จะมีพลังหยินแข็งแกร่งขนาดนี้ได้

‘หมอหนุ่มที่รักษาได้เพียงไข้หวัดและโรคเล็กน้อยๆจะมีความสามารถรักษาอาการที่ซับซ้อนขนาดนี้ได้เชียวรึ?’

หลี่ฟู่โจวพึมพำในใจ ไม่ใช่ว่าเขาดูถูกอันจิงแต่อาการของคุณหนูผู้นี้หนักกว่าที่คิดมาก หากอันจิงเป็นหมอเทวดาที่มีชื่อเสียงในยุทธภพเจียงหูก็มีโอกาสที่จะรักษาอาการนี้ได้แต่เขาเป็นเพียงหมอตัวเล็กๆที่รักษาอาการเล็กๆน้อยๆในเมืองหยู ไม่ได้ออกท่องในยุทธภพด้วยซ้ำ ทักษะของเขาเพียงเท่านี้คงไม่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับเขาได้อย่างแน่นอน

หมอในแคว้าหยานที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดมีทั้งหมดสี่คน ในบรรดาพวกเขามีคนหนึ่งที่ถูกฮ่องเต้บังคับให้ทำหน้าที่เป็นหมอหลวง อีกคนคือราชาแห่งพิษซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของพรรคมารและไม่ได้อยู่ในแคว้นหยานในตอนนี้ อีกสองคนที่เหลือก็มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพสูสีกัน

อันจิงจับชีพจรของเฉาหลิงเอ๋อ ทันใดนั้นความเย็นยะเยือกก็พุ่งออกจากเส้นชีพจรของนาง รู้สึกราวกับมือของเขากำลังสัมผัสกับธารน้ำแข็ง

มันเย็นเกินไป!

ในร่างกายของหญิงสาว ราวกับมีธารน้ำเข็งบางๆแช่แข็งเลือดและกระดูกของนางเอาไว้ แม้แต่พลังหยางในร่างกายของนางก็นิ่งค้างไปด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะเฉาหลิงเอ๋อเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับห้าและได้พลังภายในของผู้อื่นถ่ายทอดเข้าสู่ร่างกาย นางคงกลายเป็นศพไปนานแล้ว

นี่คือสัญญาณของพลังหยินไหลเข้าสู่ร่างกายซึ่งรุนแรงกว่าที่ไอสังหารชั่วร้ายเข้าสู่ร่างกายของอันจิงในวันนั้นเสียอีก แต่ทำไมพลังหยินถึงได้ไหลเข้าสู่ร่างกายของนางมากขนาดนี้ หรือเป็นฝีมือของวัดฝ่าซี

วัดฝ่าซีเป็นวัดโบราณศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจะมีพลังหยินที่ชั่วร้ายขนาดนี้ได้อย่างไร?

.

.

.

**นิกายฉาน (จีน: 禅, Chán แต้จิ๋วออกเสียงว่า เซี้ยง) นิกายเซน (ญี่ปุ่น: 禅, ぜん; อังกฤษ: Zen) เป็นนิกายในศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน นับถือกันอย่างแพร่หลายในแถบเอเชียตะวันออก (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี)ซึ่งหมายถึง การเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่เป็นอัปปนาสมาธิ มีจิตที่สงบและประณีต

**คอขวดคือการทำงานที่ช้า (รอคอยมานาน)

ตอนก่อน

จบบทที่ เสียงเคาะประตูในยามวิกาลเพื่อเรียกตัวไปรักษา

ตอนถัดไป