ชายสองคนประมือกันใต้แสงจันทร์

ค่ำคืนนี้ท้องฟ้ามืดมิดจนน่าแปลกใจ ทุกอย่างเงียบสงัดจนน่าขนลุก เมืองหยูทั้งหมดยังคงตกอยู่ในความเงียบสงบ

อย่างไรก็ตาม จวนตระกูลเฉาที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองยังคงสว่างไสวไปด้วยแสงตะเกียง ทั้งลานกว้างและทางเดินต่างประดับประดาไปด้วยคบเพลิงจนสว่างไสวราวกับเวลากลางวัน

กัวชิงและไป๋ชิวสุ่ยเดินสนทนามาตามทางเดิน

“ไม่น่าเชื่อว่าหมอหนุ่มผู้นี้จะมีฝีมือ” กัวชิงเช็ดเหงื่ออกจากหน้าผากของเขาเมื่อกล่าวต่อ “เขาสามารถขับพลังหยินออกจากร่างคุณหนูเฉาได้จริงๆ”

ไป๋ชิวสุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย สีหน้าของเขายังคงสงบ “พี่ชายกัว พ่อบ้านเพิ่งมาตามฮูหยินผู้เฒ่าไปเมื่อครู่ ท่านรู้หรือไม่ว่าทำไม?”

“ทำไม” คิ้วของจิงหงเลิกขึ้น แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่สีหน้าของไป๋ชิวสุ่ยบ่งบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

“มันเกี่ยวกับนักดาบจากพรรคมารผู้นั้น” ไป๋ชิวสุ่ยเอ่ยเสียงเครียดขึ้นเล็กน้อย “ข้าได้สารลับจากปรมาจารย์แห่งพรรคเฉา‘กัวหยูชุน’พวกเขาได้ส่งคำเชิญไปยังสี่ตระกูลใหญ่ของมณฑลเจียงหนานเพื่อนัดหมายหารือเกี่ยวกับการกำจัดนักดาบมารในช่วงเทศกาลยวี๋หลานเผินเจี๋ย”

“เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราคงมีงานล้นมือ” ไป๋ชิวสุ่ยกล่าวตบท้าย

คิ้วของกัวชิงยิ่งขมวดมุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ “นักดาบมารมีทักษะที่สูงมาก การลงดาบที่สามารถแยกคุกใต้ดินออกเป็นสองส่วนไม่ใช่ธรรมดา ข้าเองก็ไปตรวจสอบมากับตาแล้ว ทั้งร่องรอยบาดแผลที่อยู่บนร่างของสมาชิกพรรคเฉาที่ตายไปก็โดนจุดสำคัญเพียงแผลเดียว นับว่าร้ายกาจยิ่งนัก ความแข็งแกร่งของนักดาบมารผู้นี้ไม่อาจหยั่งถึงได้ เขาต้องเหนือกว่าอันดับที่ 37 ในรายชื่อพยัคฆ์อย่างแน่นอน”

“หากเราต้องเผชิญหน้ากับเขา นั่นจะเป็นปัญหาใหญ่” ประโยคนี้กัวชิงพึมพำเสียงเบา

รายชื่อพยัคฆ์หมอบซ่อนมังกรของยุทธภพเจียงหูแบ่งออกเป็นรายชื่อมังกรและรายชื่อพยัคฆ์

เกณฑ์มาตรฐานที่จะเข้าสู่รายชื่อมังกรได้คือต้องมีพลังยุทธ์และพละกำลังในระดับหนึ่ง ผู้ที่จะเข้าสู่ระดับหนึ่งได้ล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในยุทธภพเจียงหู โดยแต่ละคนมีทั้งพลังและอำนาจล้นมือ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีการประลองเพื่อจัดอันดับมากนัก อีกทั้งปรมาจารย์ใหม่ๆมักไม่ปรากฏตัวทำให้อันดับในรายชื่อไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงบ่อยนัก

ในทางกลับกัน รายชื่อพยัคฆ์จะเป็นการรวมพลของผู้ฝึกยุทธ์ที่ต่ำกว่าระดับหนึ่ง ซึ่งเก้าในสิบส่วนล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ในระดับสอง เมื่อเทียบกับอันดับในรายชื่อมังกรแล้ว อันดับในรายชื่อพยัคฆ์มักจะมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงมากกว่าและดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากที่สุด

รายชื่อพยัคฆ์หมอบซ่อนมังกรของยุทธภพเจียงหูที่คนทั่วไปพูดถึงจึงหมายถึงรายชื่อพยัคฆ์เป็นส่วนใหญ่ ในรายชื่อพยัคฆ์ สิบอันดับแรกล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสองแต่พละกำลังของพวกเขาไมด้อยกว่าระดับหนึ่ง

สำหรับคนทั่วไป จิงหงและไป๋ชิวสุ่ยอาจนับเป็นยอดฝีมือแต่ภายในรายชื่อพยัคฆ์นั้นพวกเขาก็เป็นเพียงคนตัวเล็กๆเท่านั้น มันเหมือนกับคำพูดที่ว่า ‘ในสายตาของผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า คนใหญ่คนโตในสายตาเราก็เป็นคนตัวเล็กเช่นกัน’

ไป๋ชิวสุ่ยเห็นด้วยกับกัวชิง “ข้าก็คิดเช่นนั้น ความแข็งแกร่งของนักดาบผู้นี้ไม่สามารถประเมินได้ ตอนนี้ตระกูลใหญ่ทั้งสี่ได้ร่วมมือกับพรรคเฉาเพื่อจัดการกับเขาแล้ว เราต้องระมัดระวังมากขึ้น...”

กัวชิงพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและยังคงเงียบอยู่

พวกเขาเป็นเพียงผู้อาวุโสที่ตระกูลเฉาให้เกียรติและนับถือในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆในตระกูลเฉา ไม่ใช่คนที่มีแซ่เฉาจริงๆ ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาตายเพื่อตระกูลเฉาแต่อย่างใด โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ได้คุกคามกับความปลอดภัยของตระกูลเฉามากเพียงนั้น

ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน เงาดำก็แวบผ่านไปราวกับภูตผีในยามค่ำคืน

อันจิงสวมชุดสีดำรัดกุมปิดบังใบหน้าเช่นเดิม เขากำลังยืนอยู่บนหลังคาจวน เขาใช้วิชาตัวเบาเคลื่อนไหวไปรอบๆอย่างเงียบกริบ คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถตรวจจับการปรากฏตัวของเขาได้ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่เช่นกัวชิงและไป๋ขิวสุ่ยก็จับไมได้เช่นกัน

ไม่ถึงครึ่งจิบชาที่อันจิงมาถึง ก็มีอีกร่างหนึ่งปรากฏขึ้นแถวทางเดิน นั่นก็คือหลี่ฟู่โจวนั่นเอง

ไม่นานหลังจากที่เขากับอันจิงออกจากตระกูลเฉา เขาก็กลับมาอีกครั้งเพื่อผลไม้สีแดงผลนั้นที่ตระกูลเฉาเก็บเอาไว้

.

.

.

แสงจันทร์ส่องแสงเลือนราง ทำให้ทั่วบริเวณเกิดเป็นภาพที่พร่ามัว

อันจิงเดินลอบเข้าไปถึงเรือนที่อยู่ด้านในสุดของจวน

“นี่คงเป็นคลังเก็บสมบัติของตระกูลเฉา” อันจิงสัมผัสได้ว่าระบบกำลังกระพริบแสงถี่ๆเพื่อยืนยันว่าเขามาถึงคลังเก็บสมบัติของตระกูลเฉาแล้วจริงๆ

คลังสมบัติของตระกูลเฉามีขนาดเรือนที่ใหญ่พอสมควร ด้านหน้ามีลานกว้างและโถงทางเดิน ตรงบริเวณโถงทางเดินปรากฏผู้อาวุโสในชุดสีเขียวเข้มกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ พลังภายในของเขาแข็งแกร่งทำให้เสื้อผ้าของเขาพลิ้วไสวแม้จะไม่มีลมพัดมาก็ตาม

อันจิงเหลือบมองเขาครั้งหนึ่ง ผู้อาวุโสที่ปลดปล่อยพลังออกมาจากร่างกายอย่างเปิดเผย มีพลังยุทธ์อยู่ที่ระดับห้า เนื่องจากที่แห่งนี้เป็นคลังเก็บสมบัติของตระกูลเฉาและไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน ผู้อาวุโสท่านนี้จึงจดจ่อกับการฝึกฝนพลังโดยไม่มีความระมัดระวังใดๆเลย

ร่างของอันจิงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาเขาก็สะเดาะกลอนประตูและเข้าไปในคลังเก็บสมบัติได้สำเร็จ

ผู้อาวุโสที่ปักหลักอยู่ด้านนอกยังคงตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนพลังของตัวเองต่อไป โดยไม่รู้เลยว่ามีคนแอบเข้าไปในคลังเก็บสมบัติแล้ว

ภายในคลังเก็บสมบัติ มีชั้นวางของเป็นแถวยาวเก็บสมบัติต่างๆของตระกูลเฉาที่เก็บสะสมเอาไว้ รวมถึงภาพวาดหายาก ดาบที่มีชื่อเสียงและตำราการต่อสู้หลายเล่ม

[คำเตือน : โอสต์ได้ค้นพบโชคชะตาสีแดง]

[คำเตือน : โอสต์ได้ค้นพบโชคชะตาสีแดง]

[คำเตือน : โอสต์ได้ค้นพบโชคชะตาสีแดง]

ระบบกระตุ้นเตือนสามครั้งติดต่อกันแต่ทั้งหมดล้วนเป็นโชคชะตาสีแดง

โชคชะตาสีแดงไม่ต่างจากทักษะการต่อสู้ซวนหวู่หรือศิปะการต่อสู้ระดับปฐพีหรือสมบัติล้ำค่าปกติ มันอาจเป็นของที่ดึงดูดความสนใจจากผู้อื่นได้ แต่ด้วยพลังยุทธ์ระดับหนึ่งของเขาทำให้ไม่สนใจที่จะรับโชคชะตาสีแดงนี้และตั้งใจที่จะตามหาผลต้นโพธิ์ที่จะทำให้เขาได้รับโชคชะตาสีส้มมากกว่า

“เจอแล้ว!”

อันจิงค้นหาหีบเล็กเจออย่างรวดเร็ว แสงลอดผ่านเข้ามาเมื่อเขาเปิดหีบใบเล็กออก ผลไม้ที่เขาต้องการก็วางนิ่งอยู่ด้านในอย่างสงบราวกับเชิญชวนให้เขาหยิบไปเป็นเจ้าของได้ตามสบาย

อันจิงคว้าผลต้นโพธิ์เก็บใส่กระเป๋าและเคลื่อนตัวออกจากคลังสมบัติอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ทันหนีไปได้ไกลก็มีพลังสายหนึ่งพุ่งเข้าปะทะเขา มันเป็นแสงเย็นวาบที่ต้องใช้พลังภายในเพื่อควบคุมมันในระดับสูง ดังนั้นใครก็ตามที่เข้าถึงระดับนี้ได้ย่อมมีพละกำลังมหาศาลโดยไม่ต้องสงสัย

อันจิงไม่สนใจผู้ที่ปรากฏตัวขัดขวาง เขาหลบการโจมตีของอีกฝ่ายและใช้วิชาตัวเบาเคลื่อนตัวออกไปต่อ เขาไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!

ร่างของเขาเคลื่อนไหวราวกับติดปีก มันรวดเร็วราวกับลมกรรโชกจนมาถึงหลังคาเรือนหลังหนึ่งภายในจวน

ฝีเท้าของหลี่ฟู่โจวก็รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ เท้าของเขาแตะกระเบื้องบนหลังคาบางเบาราวกับแมลงปอลอยบนน้ำ พลังภายในของเขาเริ่มเอ่อขึ้นมา

ภายใต้แสงจันทร์ ทั้งสองไล่ล่ากันบนหลังคาเรือนจวนตระกูลเฉา

อันจิงสัมผัสได้ถึงพลังอันน่ากลัวของคนที่ตามหลังเขามา เป็นระดับปรมาจารย์ที่น่าเกรงขามที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาส่งผลให้ใจของเขาสั่นไหวเล็กน้อย

ทั้งเจียงซานเจียและมู่เสี่ยวหยุนไม่เคยสร้างความกดดันให้เขามากขนาดนี้มาก่อน ทักษะของผู้นี้ย่อมไม่ธรรมดา อย่างน้อยอาจอยู่ในระดับปลุกบุปผามนุษย์หรือสูงกว่านั้นได้

ชิ้ง!

อันจิงดึงดาบยาวของเขาออกจากฝัก แสงดาบในมือของเขาปล่อยแสงวาวเย็นยะเยือกออกมา พุ่งตรงไปยังหลี่ฟู่โจวที่อยู่ข้างหลังของเขา

ดาบที่รวดเร็วเช่นนี้!?

ดวงตาของหลี่ฟู่โจวเป็นประกายวับ หรือว่าคนผู้นี้คือนักดาบจากหุบเขาปีศาจ?

ด้วยความคิดนี้ทำให้พลังภายในที่แท้จริงของเขาปรากฏขึ้นหลังจากที่ปิดซ่อนเอาไว้ พลังภายในของเขาที่เหมือนมหาสมุทรอันกว้างใหญ่พุ่งเข้าปะทะกับแสงดาบที่สาดเข้ามาใส่ร่างของเขาอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด

แสงดาบและพลังภายในอันลึกล้ำเหมือนมหาสมุทรอันกว้างใหญ่เคลื่อนไหวร่วมกันภายใต้แสงจันทร์ แต่มีการแบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจน ราวกับแบ่งกั้นคู่ต่อสู้ทั้งสองให้อยู่ในเขตแดนของตัวเองโดยมีแสงจันทร์กั้นเป็นสองส่วน

อย่างไรก็ตามกระเบื้องหลังคาใต้เท้าของพวกเขาไม่ได้แตกเลยสักนิด การต่อสู้ของพวกเขาไม่ได้ส่งเสียงดังหรือทำลายสิ่งรอบข้างแต่อย่างใด

ทั้งคู่กำลังยับยั้งตัวเองไม่ต้องการก่อความวุ่นวายครั้งใหญ่ขึ้น

“หลบไป!”อันจิงเลิกคิ้วสั่งอีกฝ่ายและเมื่อพลังภายในของเขาพุ่งพล่านอย่างคลั่ง ดอกไม้สีแดงก็ปรากฏขึ้นด้านหลังของเขา

บุบผามนุษย์! การเปิดใช้งานบุบผามนุษย์ย่อมหมายถึงการนำพลังภายในของคนๆหนึ่งไปสู่ขีดจำกัดสูงสุด

ทักษะดาบเก้าอักขระ! นี่คือทักษะดาบที่อันจิงเลือกใช้

แสงดาบอันน่าพิศวงพร้อมกับทักษะดาบที่พุ่งเข้ามากะทันหัน พลังของมันหนักหน่วงราวกับภูเขาถล่ม มันเป็นพลังที่ยากจะหยุดยั้งและน่าเกรงขาม

ดวงตาของหลี่ฟู่โจวยังคงไม่สะทกสะท้าน มันยังคงสงบเหมือนสายน้ำนิ่ง มือทั้งสองของเขาประกบกันในจังหวะนั้น

ด้านหลังของเขามีเงาขนาดใหญ่ปรากฏตัวขึ้น มันมีรูปลักษณ์ไม่ต่างจากเขาเลยสักนิด มันปล่อยพลังมารครอบงำถึงห้าส่วนและพลังเทพศักดิ์สิทธิ์ถึงห้าส่วน

นี่คือพลังปีศาจสวรรค์!

เมื่อเจอฝ่ายตรงข้ามงัดพลังรุนแรงขนาดนั้นขึ้นมา เขาก็ไม่สามารถซ่อนพลังของตัวเองเอาไว้ได้และปลดปล่อยพลังปีศาจสวรรค์ออกมาทันที

เมื่อเขาประกบมือ เงาด้านหลังของเขาก็ทำแบบเดียวกัน

หมับ!

แสงดาบที่พลังหนักหน่วงราวภูเขาถูกฝ่ามือทั้งสองของเขายึดไว้แน่น ราวกับไม่ยอมให้มันเคลื่อนตัวไปได้อีก

เปรี๊ยะ! เพล้งงง! เพล้งงง!

ในที่สุดกระเบื้องใต้เท้าก็ไม่สามารถทนน้ำหนักได้อีกต่อไปและเริ่มแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

“ใครอยู่ตรงนั้น?”

ผู้อาวุโสตระกูลเฉาที่มีพลังยุทธ์ในระดับสี่ที่กำลังนั่งสมาธิฝึกพลังอยู่นั้นได้ยินเสรียงโคร้มคร้ามดังขึ้นบนหลังคาเรือนของตน เขากระโดดออกจากเรือนเพื่อหาความผิดปกติ

สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงแสงจันทร์ที่ทอดเงาจากบนฟ้ามายังด้านล่าง ทุกอย่างเงียบสงบและนิ่งสนิท ไม่มีใครอยู่บริเวณนี้เลยสักคน

โคร้ม!

กระเบื้องสองชิ้นร่วงกรูลงมาจากหลังคาทำให้เกิดเสียงดังโคร้มเมื่อตกถึงพื้น

“เมี้ยว!”

“เมี้ยว!”

“เมี้ยว!”

ทันใดนั้นแมวจรหลายตัวก็กระโดดลงจากหลังคาและวิ่งหนีหายไป

“แค่แมวจรหรอกรึ?”

เมื่อเห็นเช่นนั้น ปรมาจารย์ตระกูลเฉาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ตอนก่อน

จบบทที่ ชายสองคนประมือกันใต้แสงจันทร์

ตอนถัดไป