ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงจะใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาจริงหรือ
ทั้งกัวชิงและไป๋ชิวสุ่ยมีพลังยุทธ์ในระดับสี่ทั้งคู่ ซึ่งอยู่ในระดับสูงตามที่อันจิงต้องการ อีกทั้งยังมีชื่อเสียงในฐานะผู้เชี่ยวชาญของมณฑลเจียงหนาน
ตระกูลเฉาเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของมณฑลเจียงหนานและภายในตระกูลมีผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ไม่ต้องพูดถึงเหล่าผู้อาวุโสที่พวกเขาเป็นพันธมิตรและเชิญเข้าร่วมงานหรือภารกิจสำคัญของตระกูล แม้แต่ระดับผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในตระกูลเฉาก็ไม่น้อย ผู้นำตระกูลเช่น ‘เฉาหงกู’ก็มีพลังยุทธ์ระดับสอง
ดังนั้นสำหรับตระกูลเฉาแล้วการตามตัวผู้มีพลังยุทธ์ระดับสี่ไม่ใช่เรื่องที่เหนือบ่ากว่าแรง
อันจิงพยังหน้าและเอ่ย “ข้าต้องการโสมเลือดและโชวูสองตัวนี้ ให้พวกท่านนำไปต้มผสมกับสมุนไพรที่ข้าเตรียมมา ขั้นแรกต้องต้มด้วยไฟแรงก่อนแล้วเคี่ยวต่อเป็นเวลาหนึ่งชั่วยามจึงจะให้คุณหนูเฉาดื่มได้ จากนั้นข้าจะฝังเข็มไปตามตำแหน่งเหอล่าง พวกท่านทั้งสองต้องไปยืนประจำจุดซ้าย-ขวาและถ่ายทอดพลังภายในให้กับนาง โดยจะเริ่มจากตำแหน่งมือและไล่ไปเรื่อยๆจนถึงตำแหน่งเท้า สลับทำเช่นนี้ไปจนครบสามครั้ง”
กัวชิงและไป๋ชิวสุ่ยพยักหน้าทำความเข้าใจ พวกเขาไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย เพราะทราบดีว่าคุณหนูเฉาเป็นจุดอ่อนไหวของฮูหยินผู้เฒ่า
หลังจากได้รับใบสั่งยาแล้ว ตระกูลเฉาก็รีบไปเตรียมต้มยาตามที่อันจิงสั่งทันที ทุกอย่างถูกดำเนินการด้วยความรวดเร็วและราบรื่น
เกือบสองชั่วยามผ่านไป
เฉาหลิงเอ๋อที่ยังคงอ่อนแรงอยู่ก็ค่อยๆลืมตาขึ้น นางมองไปยังแผ่นหลังกว้างตรงหน้าของนาง ด้วยเหตุผลบางอย่าง นางรู้สึกถึงความร้อนผ่าวไปทั่วแผ่นหลังและรู้สึกปลอดภัยอย่างอธิบายไม่ถูก
อันจิงหันกลับมาพูดคุยกับคนไข้ก่อนที่จะขอตัวลา
“พักผ่อนให้สบาย อีกไม่กี่วันอาการของท่านก็จะดีขึ้น” อันจิงหัวเราะและพร้อมจะเดินออกไปจากห้องนอน
“เจ้า..เจ้าคะ..”เฉาหลิงเอ๋อตอบรับด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเห็นเช่นนั้นก็หันไปสั่งสาวใช้ข้างๆ “หยูหลาน จ่ายค่ารักษาให้หมออันเร็วเข้า”
สาวใช้ที่ชื่อหยูหลานรีบหยิบเงินจำนวนหนึ่งร้อยตำลึงเงินและวางไว้บนฝ่ามือของอันจิง นางยิ้มและพูดว่า “โปรดรับค่ารักษานี้ไว้ด้วยเจ้าค่ะหมออัน”
อันจิงรับเงินไว้อย่างเต็มใจ ยิ้มบางๆก่อนจะตอบกลับ “ขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่า หลังจากพักผ่อนและดื่มยาบำรุงไปสักสองเทียบแล้ว ให้ท่านสังเกตอาการของคุณหนูเฉาดูว่าดีขึ้นหรือไม่ หากไม่ดีขึ้นหรือมีปัญหาอะไรให้ท่านส่งคนไปแจ้งข้าที่โรงหมอจีซื่อได้ทุกเมื่อ”
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าและกำลังจะเอ่ยบางอย่างกับอันจิง แต่ในตอนนั้นเองที่พ่อบ้านประจำตระกูลเฉารีบเข้ามารายงานบางอย่าง
“ฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินผู้เฒ่าขอรับ นายท่านบอกมีเรื่องเร่งด่วนที่จะปรึกษาท่านขอรับ”
“สำคัญเพียงนั้นเชียวรึ? ตอนนี้หลิงเอ๋อไม่สบายและต้องการคนดูแล!” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยสีหน้าบึ้งตึง
พ่อบ้านตระกูลเฉาเหลือบมองอันจิงและหลี่ฟู่โจว ก่อนจะกระซิบเสียงเบา “นายท่านแจ้งว่าในเทศกาลยวี๋หลานเผินเจี๋ยที่จะมาถึงนี้ ตระกูลเฉาตั้งใจจะร่วมมือกับตระกูลใหญ่ทั้งสามเพื่อกำจัดนักดาบลึกลับผู้นั้น...”
แม้ว่าเสียงของพ่อบ้านจะเบามากแต่อันจิงและหลี่ฟู่โจวได้ยินชัดทุกคำ
“ข้าเข้าใจแล้ว”สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าผ่อนคลายลงก่อนจะหันไปมองอันจิง “ขอบคุณท่านมากท่านหมออัน สำหรับการช่วยเหลือในวันนี้ หยูหลานส่งแขก”
“เจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่า” หยูหลานรับคำพร้อมโค้งคำนับ
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
อันจิงประสานมือคารวะและออกจากจวนตระกูลเฉาพร้อมกับหลี่ฟู่โจวทันที
.
.
.
เวลาย่างเข้ายามจื่อแล้ว* แต่โถงด้านในโรงหมอจีซื่อยังคงสว่างไสว
“กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ? ไม่มีปัญหาอะไรใช่หรือไม่?” จ้าวชิงเหมยในชุดคลุมสวมทับหยิบล่วมยาจากมือของอันจิงพลางเอ่ยถาม
“แค่นี้สบายมากน้องหญิง” อันจิงยกชาที่จ้าวชิงเหมยเตรียมไว้ให้ขึ้นจิบ “ฝีมือการรักษาราวกับหมอเทวดาเช่นนี้ เจ้ายังไม่เชื่อข้าอีกหรือ”
“ฝีมือการแพทย์ของท่านเขยยอดเยี่ยมจริงๆขอรับ” หลี่ฟู่โจวพยักหน้าชม
จ้าวชิงเหมยรู้ดีว่าหลี่ฟู่โจวไม่ใช่คนขี้ประจบและในบรรดาสมาชิกของพรรคมารทั้งหมดมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะทำให้เขาแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ได้
“ท่านพี่ขี้โม้เกินไปแล้วเจ้าคะ ท่านคงหิวแล้ว เดี๋ยวข้าไปต้มบะหมี่ให้นะเจ้าคะ”
จ้าวชิงเหมยแกล้งส่ายหน้าให้กับอันจิงด้วยความไม่เชื่อคำพูดใหญ่โตของอีกฝ่าย นางหัวเราะน้อยๆก่อนจะถือตะเกียงไปทางห้องครัว
ทุกครั้งที่อันจิงมีตรวจฉุกเฉินในยามดึกดื่น ไม่ว่าจะดึกเพียงใด จ้าวชิงเหมยก็จะจุดตะเกียงรอเขาเพื่อให้เขาเดินทางกลับมาอย่างปลอดภัย เมื่อเขากลับมาถึง นางก็จะต้มบะหมี่ให้เขากินทุกครั้ง
วันเวลาแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ช่างสงบและชวนสบายใจยิ่งนัก
อันจิงนั่งรอจ้าวชิงเหมยที่โต๊ะ คิ้วของเขาขมวดมุ่นเล็กน้อย
หลังจากที่เขาฆ่าหลิวฮ่าวผิงและไท่หยุนซาน คนของพรรคเฉาไป ดูเหมือนเขาจะไปแหย่รังเสือเข้า ตอนนี้พวกเขากำลังหารือเรื่องจะจัดการกับเขาอย่างไรดี เขาไม่สามารถเปิดเผยตัวตนของเขาได้ช่างเป็นเรื่องชวนอึดอัดใจไม่น้อย หากเขาอยู่คนเดียวคงไม่รู้สึกกังวล แต่ตอนนี้เขามีจ้าวชิงเหมย เขากลัวจะทำให้นางได้รับอันตรายไปด้วย
“ท่านเขยคิดอะไรอยู่รึ?” หลี่ฟู่โจวเมื่อเห็นอันจิงอยู่ในภวังค์ของตัวเองก็อดถามออกมาไม่ได้
อันจิงตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “ข้าแค่คิดว่าสมกับที่ตระกูลเฉาเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของมณฑลเจียงหนาน เขาสามารถเรียกตัวผู้เชี่ยวชาญระดับสี่มาช่วยคุณหนูเฉาได้ถึงสองคนภายในระยะเวลาสั้นๆ ช่างน่าประทับใจจริงๆ”
หากผู้ใดมีพลังยุทธ์อยู่ในระดับห้าก็ถูกขนานนามว่าระดับปรมาจารย์อยู่แล้ว ดังนั้นการที่อันจิงเอ่ยชมตระกูลเฉาไปเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด
“บนโลกนี้มีคนจำนวนมากที่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจเงินและแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในยุทธภพเจียงหูก็ไม่มีข้อยกเว้น”
“ท่านพูดถูกแต่ข้าคือข้อยกเว้น”
“ท่านเขย ถ้าวันหนึ่ง ท่านกลายเป็นปรมาจารย์เล่า?”อยู่ๆหลี่ฟู่โจวก็เอ่ยถามประโยคนี้ขึ้น
“ปรมาจารย์งั้นรึ? พลังยุทธ์ระดับห้า?” อันจิงถามด้วยความสงสัย
“ไม่ใช่ สูงกว่านั้น” หลี่ฟู่โจวส่ายหน้าปฏิเสธ
“ระดับสามรึ?”
“สูงกว่านั้น”
“เช่นนั้นก็คงเป็นระดับสองหรืออาจถึงระดับหนึ่งด้วยซ้ำ”อันจิงอดที่จะแสดงความคิดต่อไม่ได้ “นั่นไม่ใช่ระดับปรมาจารย์ที่สามารถเข้าไปอยู่ในรายชื่อพยัคฆ์หมอบซ่อนมังกรหรอกหรือ”
“แน่นอน หากท่านเขยกลายเป็นปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น ท่านจะทำอย่างไร” หลี่ฟู่โจวถามหยั่งเชิงด้วยความอยากรู้
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง อันจิงก็กล่าวว่า “ถ้าข้าเป็นถึงระดับปรมาจารย์เช่นนั้น ข้าก็จะยังคงเป็นหมอธรรมดาๆคนหนึ่ง ใช่ ข้าอยากเป็นเพียงหมอธรรมดาที่ใช้ชีวิตกับฮูหยินได้อย่างมีความสุข”
คิ้วของหลี่ฟู่โจวขมวดมุ่นและพูดด้วยน้ำเสียงเจือความเหลือเชื่อ “ท่านเขยเป็นชายที่น่าทึ่งเสียจริง ใครจะทำตัวเช่นนั้นแบบท่านได้ อย่างน้อยก็ต้องประกาศตัวไปทั่วยุทธภพเจียงหูก่อนจะเร้นกายหายไป”
เขาไม่เห็นด้วยกับความคิดของอันจิง คนที่เกิดมาด้วยพลังที่แข็งแกร่งเช่นนั้น ทำไมต้องใช้ชีวิตธรรมดาๆ อาศัยเพียงความสงบสุขในชีวิตเช่นนั้นด้วย?
ยิ่งไปกว่านั้น หลี่ฟู่โจวไม่เชื่อว่าคนแบบนี้จะมีอยู่จริง สมกับที่เป็นหมอชาวบ้านในเมืองเล็กๆแบบนี้ เขาคงไม่มีความคิดที่จะเป็นปรมาจารย์จริงๆ
อันจิงยกชาขึ้นจิบพลางคิดกับตัวเอง ‘ตอนนี้ข้าก็ทำแบบนั้นอยู่จริงๆนี่นา’
ไม่นาน จ้าวชิงเหมยก็ออกมาพร้อมกับบะหมี่สองชาม
“ขอบคุณขอรับนายหญิง” หลี่ฟู่โจวลุกขึ้นรับชามบะหมี่จากจ้าวชิงเหมย
“ท่านลุงหลี่ ลาภปากของท่านแล้ว” อันจิงเอ่ยเย้าหลี่ฟู่โจวก่อนจะหันไปถามจ้าวชิงเหมย “น้องหญิง ส้วนโถว*ของข้าเล่า?”
“อยู่นี่เจ้าคะ ข้าปอกเปลือกให้ท่านแล้ว” จ้าวชิงเหมยหยิบถ้วยใบเล็กที่ใส่ส้วนโถวปอกเปลือกประมาณสองหัวมาไว้กลางโต๊ะ
เมื่อเห็นเช่นนี้ หลี่ฟู่โจวก็อดไมได้ที่จะมองไปยังมือบอบบางของจ้าวชิงเหมย ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งมือคู่นี้จะเปลี่ยนจากดาบฆ่าชีวิตผู้อื่นมาปอกส้วนโถวให้ใครสักคน
‘เจ้าหนุ่มนี่ โชคดีจริงๆ เขาช่างมีชีวิตที่สุขสำราญจริงเชียว’
“ฮูหยิน หลังจากข้ากินเสร็จ เจ้าก็เข้านอนก่อนเถิด ข้าต้องออกไปข้างนอกสักหน่อย” อันจิงเอ่ยขึ้นขณะที่กินบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย
“นี่ก็ดึกมากแล้วแต่ท่านยังจะออกไปข้างนอกอีกหรือเจ้าคะ?” จ้าวชิงเหมยนั่งลงและพูดด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “ท่านจะไปไหนหรือเจ้าคะ?”
เมื่อเห็นเช่นนั้น อันจิงก็รีบอธิบาย “น้องหญิง อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ข้าไม่ได้ไปเถลไถลที่ไหน ข้าไม่ได้บอกเจ้าเรื่องสมุนไพรหรอกรึ? สมุนไพรที่ต้องมาส่งเพิ่งมาถึงเมื่อช่วงหัวค่ำ ข้าต้องไปตรวจคนไข้ที่จวนเฉาก่อนเลยไม่ได้ไปตรวจดู อย่างไรตอนนี้ข้าก็ยังไม่ง่วง ก็เลยจะเข้าไปตรวจดูสมุนไพรที่โรงเก็บของทางทิศตะวันตกเสียหน่อย ข้าเป็นห่วงว่าคนงานพวกนั้นจะทำสมุนไพรของข้าเสียหาย”
“ให้ท่านลุงสามไปกับท่านด้วย” จ้าวชิงเหมยกล่าว
“ข้าไปคนเดียวดีกว่า นี่ก็ดึกมาแล้วให้ท่านลุงหลี่พักผ่อนเถิด” อันจิงโบกมือปฏิเสธ “อีกครึ่งชั่วยามข้าก็กลับมาแล้ว”
เขาไม่ได้ไปดูสมุนไพรที่โรงเก็บของทิศตะวันตกแต่เขาจะไปขโมยผลต้นโพธิ์ที่ตระกูลเฉาต่างหากล่ะ การพาหลี่ฟู่โจวไปด้วยจะทำให้เขาเคลื่อนไหวลำบาก
เมื่อเห็นอันจิงยืนกรานหนักแน่น จ้าวชิงเหมยก็ได้แต่เม้มปากแน่นก่อนจะเอ่ยเบาๆ
“ตามใจท่านพี่แล้วกันเจ้าค่ะ รีบกลับมาเร็วๆนะเจ้าคะ”
“ได้สิ น้องหญิง”
เมื่อมองดูดวงตาของจ้าวชิงเหมยที่เต็มไปด้วยความรัก หัวใจของอันจิงก็รู้สึกราวกับถูกแมวข่วน มันทำให้เขาต้องรีบไปทำภารกิจและรีบกลับบ้านอย่างไว
.
.
.
**ส้วนโถวคือกระเทียม
** ยามจื่อ คือเวลาประมาณ 23.00 น - 24.59 น.