แผนการอันล้ำลึกในการก่อตั้งพันธมิตรทั้งห้าพรรค

เลือดที่เจียงซานเจียใช้หยดลงบนกระดองเต่านั้นเป็นเลือดที่เกิดจากแก่นพลังที่ก่อตัวขึ้นภายในร่างกาย แต่การก่อตัวของเลือดจากแก่นพลังนั้นเกิดขึ้นได้ช้ามาก จำเป็นต้องใช้สมุนไพรหรือแก่นพลังที่มีราคาแพงเป็นจำนวนมาก และการที่ใช้เลือดจากแก่นพลังบ่อยครั้งหรือปริมาณมากเกินไปก็อาจส่งผลต่ออายุขัยได้เช่นกัน

เวลาต่อมา ฉากที่น่าประหลาดใจก็เกิดขึ้น เมื่อเลือดซึมเข้าไป ลวดลายบนกระดองเต่าก็เริ่มเปลี่ยนไป มันค่อยๆก่อตัวเป็นอักษรสีแดง

ป่า! หลังจากลวดลายเปลี่ยนไป ในที่สุดตัวอักษรก็ปรากฏชัดเจนขึ้นเป็นคำว่า ‘ป่า’

ผ่านไปครู่เดียว เลือดสีแดงก็ระเหยไปและลวดลายบนกระดองเต่าก็กลับมาเป็นปกติ

“แฮ่กกกกก!” เจียงซานเจียผ่อนลมหายใจอย่างหอบเหนื่อย

“ตัวอักษร ‘ป่า’ นี่คือ...?” มู่เสี่ยวหยุนเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น

เจียงซานเจียปรับลมหายใจให้เป็นปกติก่อนจะเอ่ยขึ้น “ตัวอักษร‘ป่า’นี้สามารถแยกออกและรวมเข้าด้วยกันใหม่ได้ ถ้าข้าจำไม่ผิดมันน่าจะหมายถึงสถานที่ที่เรียกว่า‘ดินแดนซวงมู่’”

“ซวงมู่?” มู่เสี่ยวหยุนราวกับนึกสิ่งใดออก ดวงตาของนางเป็นประกายวาว “หรือจะเป็นป่าซวงมู่?”

ในความคิดของนาง สถานที่เดียวที่มีทั้งคำว่าป่าและซวงมู่ก็คือป่าซวงมู่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองลี่เจียง จึงเป็นสถานที่ที่น่าสงสัยมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นบ้านเดิมของ‘เทียนหลิว’ก็ตั้งอยู่ที่ป่าซวงมู่เช่นกัน

‘เทียนหลิว’ เจ้าของฉายามือคร่าวิญญาณ เขาคือผู้เชี่ยวชาญระดับหนึ่งของพรรคเฉาด้วยการหลอมรวมบุปผามนุษย์และฝึกฝนจนอยู่ระดับสูงสุด พลังของเขายิ่งใหญ่อยู่เหนือรายชื่อมังกรด้วยซ้ำ ประมุขพรรคนูจิ้งก็ถูกฆ่าตายโดยฝีมือเขา

‘เทียนหลิว’เขาร่วมพรรคเฉาเมื่อสิบปีก่อน เดิมทีเขาเป็นปรมาจารย์ในยุทธภพที่พำนักในเมืองจิวซาน มีชื่อเสียงโด่งดังจากวิชามือคร่าวิญญาณ ซึ่งเป็นทักษะขั้นสูงของผู้อาวุโสสังหารวิญญาณ

ผู้อาวุโสสังหารวิญญาณเป็นปรมาจารย์ชั้นแนวหน้าเมื่อครั้งเกิดสงครามเก้าแคว้น เขาครอบครองวิชาขั้นสูงถึงสามอย่างคือ ‘มือคร่าวิญญาณ’ ‘ดาบไล่วิญญาณ’ และ ‘พลังสังหารวิญญาณ’ ซึ่งทั้งสามวิชานี้เป็นวิชาที่อยู่ในทักษะการต่อสู้สัจจริงและเมื่อนำมารวมกันแล้วพวกมันสามารถบรรลุผลในระดับทักษะการต่อสู้สวรรค์ได้

เมื่อผู้อาวุโสสังหารวิญญาณเสียชีวิตลง สิ่งที่เขาเหลือทิ้งไว้ก็สร้างความโกลาหลไปทั่วยุทธภพเจียงหูนำไปสู่การนองเลือดครั้งใหญ่ เนื่องจากผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายต่างปรารถนาครอบครองวิชาทั้งสามนี้

หลังจากการต่อสู้ครั้งสุดท้ายจบลง ไม่มีผู้ทราบข้อมูลแน่ชัดว่าวิชาระดับสูงทั้งสามอย่างนี้ตกไปอยู่ในการครอบครองของใคร แต่หลังจากนั้นเหล่าผู้ฝึกยุทธ์หลายๆคนก็ได้เรียนรู้วิชานี้ เมื่อใครที่ได้เรียนหรือสำเร็จวิชาเหล่านี้ เมื่อย่างก้าวเข้าสู้ยุทธภพก็จะถูกลอบสังหารทันที บางคนอาจยืนระยะในยุทธภพเจียงหูได้แต่ก็เป็นเพียงเวลาสั้นๆเท่านั้นและไม่มีใครทิ้งมรดกเหล่านี้ไว้ให้คนรุ่นหลังอีกต่อไป

ส่วนวิชามือคร่าวิญญาณที่เทียนหลิวได้ศึกษานั้น ไม่แน่ชัดว่าเขาค้นพบมันได้อย่างไรแต่เขาสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองและฝึกฝนจนมีพลังยุทธ์ในระดับหนึ่งและสำเร็จวิชามือคร่าวิญญาณขั้นสูง เขาได้รับความเคารพและนับถืออย่างมากในโลกยุทธภพ

พรรคมารและพรรคต่างๆได้ยื่นข้อเสนอให้เขาเข้าร่วมในสังกัดด้วยจำนวนเงินมหาศาลแต่เขาปฏิเสธทั้งหมด และด้วยเหตุผลใดไม่แน่ชัด เขาก็เลือกเข้าร่วมในพรรคเฉาและกลายเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของพรรคเฉาในที่สุด

เจียงซานเจียพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าคิดว่าเป็นที่นั่นเช่นกัน”

“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเทียนหลิวจึงสร้างจวนอยู่ที่นั่นอีกแห่ง” มู่เสี่ยวหยุนคิดบางอย่างขึ้นมา

เทียนหลิวได้รับการยกย่องจากพรรคเฉามาตลอดระยะเวลาสิบปี แน่นอนว่าคนที่เขาสนิทสนมที่สุดคือหลิวชิงซานตัวปลอม เขามีความภักดีต่อหลิวชิงซานตัวจริงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นด้วยระดับพลังยุทธ์ในระดับหนึ่งของเขาจึงเป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดในการป้องกันหรือเฝ้านักโทษ

“เทียนหลิว?” เจียซานเจียขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาตระหนักดีว่าบุคคลผู้นี้เก่งกาจเพียงใด

“พี่ชายโจว” มู่เสี่ยวหยุนปรายสายตามองอันจิงที่อยู่ข้างๆด้วยแววตาเย้ายวน “อย่าเพิ่งรีบร้อนในเรื่องนี้เลย ขอให้ข้ารวบรวมข้อมูลทั้งหมดให้แน่ชัดก่อนแล้วเราค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอย่างไรต่อ”

อันจิงตอบด้วยน้ำเสียงเฉยชา “ข้าหวังว่าฮูหยินหลิวจะตรวจสอบทุกอย่างให้ละเอียดก่อน ไม่เช่นนั้นเราอาจตกหลุมพรางของศัตรูได้” เขาสัญญากับมู่เสี่ยวหยุนว่าจะจัดการช่วยสามีตัวจริงของนางมาให้แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะขายชีวิตตัวเอง

มู่เสี่ยวหยุนยิ้มอย่างรู้ทัน นางย่อมเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายจะสื่อจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ

เจียงซานเจียมองไปที่อันจิงและเอ่ยขึ้น “ข้าได้ยินมาว่าพรรคเฉาวางแผนที่จะร่วมมือกับสี่ตระกูลใหญ่ในมณฑลเจียงหนานเพื่อมากำจัดท่าน พี่ชายโจวท่านต้องระวังตัวให้มาก”

เห็นได้ชัดว่าเจียงซานเจียมีเรื่องอยากพูดมากกว่านี้ เขาอยากรู้ว่าอันจิงเป็นใครกันแน่ เขาคือปรมาจารย์จากพรรคมารตามที่ลือกันหรือไม่?

ตั้งแต่ที่พวกเขารู้จักกัน อันจิงก็เป็นบุคคลลึกลับสำหรับเขามาโดยตลอดและบุคคลที่มีฝีมือระดับนี้ก็หาได้ยากในยุทธภพเจียงหู ตอนนี้ข่าวลือที่บอกว่าเขาเป็นคนจากพรรคมารแพร่กระจายไปทั่ว ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงการจับมือเป็นพันธมิตรของพวกเขาก็มีผลประโยชน์แอบแฝง

ก่อนที่อันจิงจะพูดสิ่งใด มู่เสี่ยวหยุนก็เอ่ยขึ้นมาก่อน “การที่กัวหยูชุนร่วมมือกับสี่ตระกูลใหญ่เพื่อจัดการกับท่านก็เป็นเพียงเหตุผลส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย”

“หืม?” ดวงตาของอันจิงเบิกกว้างเล็กน้อย

หากการที่พรรคเฉาร่วมมือกับสี่ตระกูลใหญ่เพื่อจัดการเขาเป็นเพียงเป้าหมายหนึ่งของพวกเขาเท่านั้น แล้วจุดประสงค์ที่แท้จริงของพรรคเฉาคืออะไรกันแน่?

มู่เสี่ยวหยุนตอบเสียงเบา “สี่ตระกูลใหญ่มีอิทธิพลฝังรากลึกและปักหลักในมณฑลเจียงหนานมาช้านาน ตระกูลมู่และตระกูลเฉาได้เข้าร่วมกับพรรคเฉาตั้งแต่แรกๆ ในขณะที่ตระกูลหมิงและตระกูลซูเลือกที่จะปฏิเสธการก้มหัวให้กับพวกเขา การร่วมมือกันของสี่ตระกูลใหญ่ไม่เพียงแต่จะจัดการกับพี่โจวเท่านั้นแต่ยังเป็นการประกาศศักดาว่าพวกเขาสามารถร่วมมือกับสี่ตระกูลใหญ่ได้สำเร็จ เท่านี้ก็สามารถควบคุมมณฑลเจียงหนานได้โดยสมบูรณ์เป็นใบเบิกทางให้แผนการอันยิ่งใหญ่ของหลิวชิงซานตัวปลอมสำเร็จลุล่วงได้”

“แผนการยิ่งใหญ่อันใด?” อันจิงเอ่ยถามต่อ

เขาเคยได้ยินจากมู่เสี่ยวหยุนมาก่อนว่าพรรคเฉามีแผนการที่จะทำบางอย่างแต่ก่อนหน้านี้นางไม่เต็มใจที่จะเผยข้อมูลเจาะลึกแต่ดูเหมือนตอนนี้นางยินดีที่จะเล่าเรื่องนี้แล้ว

เจียงซานเจียมองไปที่มู่เสี่ยวหยุน แม้ว่าพวกเขาทั้งคู่จะอาศัยอยู่ในเรือล่องลำนี้ด้วยกันแต่พวกเขาแยกกันนอนและไม่ค่อยพูดคุยแบบเปิดใจมากนัก เขาพอจะทราบแผนการอันยิ่งใหญ่ของพรรคเฉามาบ้างแต่ก็ไม่ข้อมูลที่แน่ชัดเช่นกัน

“พันธมิตรทั้งห้าพรรค!” มู่เสี่ยวหยุนหายใจเข้าลึกพร้อมกับแววตาที่เศร้าหมองของนาง

เจียงซานเจียพอจะเข้าใจรางๆเมื่อได้ยินว่าพันธมิตรทั้งห้าพรรค เขาผ่อนลมหายใจเบาๆ

ในยุทธภพเจียงหูเป็นอันทราบกันดีว่าห้าพรรคและเจ็ดสำนักมีอำนาจเหนือกลุ่มอื่นๆ แม้ว่าห้าพรรคจะไม่ได้มีประวัติศาสตร์ยาวนานหรือมีรากฐานอันลึกซึ้งเท่ากับเจ็ดสำนัก แต่พวกเขาก็ยังเป็นกองกำลังที่น่าเกรงขามในโลกยุทธภพ

หากห้าพรรคหลักร่วมมือกันได้สำเร็จ อำนาจที่จะเกิดขึ้นจะยิ่งทวีคูณกลายเป็นขุมกำลังที่ทรงอำนาจและมีอิทธิพลเพียงพอที่จะต่อกรกับสำนักเจิ้นยี่ พรรคมารและหน่วยซวนยี่ได้ นับว่าพวกเขาจะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมไปได้ทั่วแคว้น ขั้วอำนาจทั้งหมดในแคว้นหยานจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจนยากจะควบคุมได้

“ทะเยอทะยานสิ้นดี” อันจิงหรี่ตาเมื่อพูดประโยคนี้ขึ้น เขาตระหนักได้ถึงผลกระทบที่จะตามมา หากห้าพรรคจับมือเป็นพันธมิตรได้สำเร็จ

“มันเป็นไปได้ยาก แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยกระมัง” มู่เสี่ยวหยุนเอ่ยเสียงเคร่งขรึม “นี่เป็นเพียงแนวคิดของหลิวชิงซานตัวปลอมเท่านั้น อย่าว่าแต่รวมกันทั้งห้าพรรคเลย แค่ภายในพรรคเองที่เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ มันไม่ใช่สิ่งที่เขาจะควบคุมได้ง่ายๆ ใช่ว่าผู้อาวุโสแต่ละคนจะเห็นด้วยกับเขาทั้งหมด หลายคนไม่ต้องการเห็นสิ่งที่ใหญ่โตเช่นนี้เกิดขึ้น”

อันจิงและเจียงซานเจียพยักหน้าเห็นด้วย ขุมอำนาจอื่นๆในยุทธภพเจียงหูไม่มีทางยอมให้ทั้งห้าพรรคจับมือเป็นพันธมิตรได้สำเร็จ เว้นแต่จะมีคนต้องการปลุกปั่นให้เกิดคลื่นลูกใหญ่เท่านั้น

“จะว่าไปก็นับว่าเป็นโอกาสดี เมื่อถึงเทศกาลยวี๋หลานเผินเจี๋ยที่พวกเขามารวมตัวกัน นั่นคือเวลาที่เราควรเคลื่อนไหวเช่นกัน” มู่เสี่ยวหยุนเผยแววตามั่นใจ

“อืม..นั่นเป็นเวลาที่เหมาะสมทีเดียว” อันจิงพยักหน้าเห็นด้วย หากนับจากวันนี้ก็เหลือเวลาอีกแค่สองวันเท่านั้นจึงจะถึงวันงานเทศกาลยวี๋หลานเผินเจี๋ย

เขาไม่เคยคิดที่จะเข้าร่วมงานอันยิ่งใหญ่เช่นเทศกาลยวี๋หลานเผินเจี๋ยมาก่อนและดูเหมือนจะมีบางอย่างแปลกๆเกี่ยวกับวัดฝ่าซีที่มีไอชั่วร้ายอยู่ในวัด

“ข้าเห็นด้วย วัดฝ่าซีดูน่ากลัวมาก เราควรรักษาระยะห่างจากวัดนี้ไว้” เจียงซานเจียเห็นด้วย การที่พวกเขาเลือกปฏิบัติภารกิจอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการร่วมงานเทศกาลก็นับว่าดีเช่นกัน

อันจิงเหลือบมองเจียงซานเจีย เมื่อได้ยินประโยคของเขา ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจรู้ความลับบางอย่างเกี่ยวกับวัดฝ่าซี

“นี่ก็ได้เวลาแล้ว ข้าขอตัวลาก่อน” อันจิงลุกขึ้นเพื่อกล่าวคำอำลา

“ได้ อีกสองวันเจอกัน” มู่เสี่ยวหยุนตอบรับคำลาของอีกฝ่าย

อันจิงเดินออกจากเรือล่อง ร่างของเขากระโจนขึ้นหลังคาเรือ สายตาของเขาเหลือบมองบางอย่างด้วยสายตารู้ทัน จากนั้นร่างของเขาก็หายลับไปทันที

เมื่อเห็นอันจิงพ้นรัศมีของเรือล่อง ใบหน้าของมู่เสี่ยวหยุนก็ครึ้มลง “ออกมา”

“เขาพบตัวข้าแล้ว” ชายผู้หนึ่งโผล่ออกมาจากท้ายเรือ ใบหน้าขมวดมุ่นเมื่อเอ่ยประโยคเมื่อครู่ เขาสวมชุดสีเขียว ดวงตาคมกริบชวนให้นึกถึงดวงตาของเหยี่ยว ในมือของเขาถือดาบเล่มยามเกือบสิบฉื่อ*มีกลิ่นไอของเลือดลอยคละคลุ้ง

หากคนในยุทธภพเจียงหูมาเห็นเขา ย่อมจำเขาได้อย่างแน่นอน เขาคือ ‘เซว่เฉิน’เจ้าของกระบวนดาบโลหิตล่องลอยที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพ

เขาซ่อนตัวอยู่ในเรือล่องลำนี้มาโดยตลอด

เจียงซานเจียเอ่ยขึ้น “พลังของพี่โจวน่าอยู่ในระดับหนึ่งแต่รายละเอียดของเขาไม่ชัดเจนนัก”การที่เขาเจอตัวของเซ่เฉินจึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเขาเลย

“เขาเป็นคนที่มีบุคลิกที่น่าสนใจจริงๆ”มู่เสี่ยวหยุนกระตุกมุมปากด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

เมื่อนึกถึงภารกิจสำคัญที่ต้องช่วยเหลือหลิวชิงซานตัวจริง มู่เสี่ยวหยุนก็รู้สึกไม่มั่นใจในตัวของชายแซ่โจวนัก นางเคยขอให้เจียงซานเจียใช้กลไกสวรรค์ของหบุเขาปีศาจเพื่อทำนายตัวตนที่แท้จริงและภูมิหลังของเขาทั้งหมด แต่ก็ไม่เป็นผลเมื่อถูกพลังภายในลึกลับปิดกั้นเอาไว้

สิ่งนี้ทำให้นางอยากรู้มากขึ้นว่าเขาเป็นใครกันแน่เพราะนางทราบดีว่ากลไกลสวรรค์ของเจียงซานเจียนั้นไม่เคยพลาด

“พลังภายในของเขาแข็งแกร่งพอๆกับข้าแต่ทักษะดาบของเขาอาจจะแข็งแกร่งกว่าข้าด้วยซ้ำ” เซว่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น

เพียงได้รับการปรายตามองแค่แวบเดียวก็ทำให้เขารู้สึกหนาวสั่นได้ เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าอีกฝ่ายเป็นปรมาจารย์ด้านวิชาดาบเต๋าอย่างแน่นอน

“เขาเป็นใครกันแน่?” เจียงซานเจียพึมพำออกมา

เซว่เฉิน เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงเป็นลำดับต้นๆของมณฑลเจียงหนานเขา เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสอง มีรายชื่ออยู่ในอันดับที่ 97 ของรายชื่อพยัคฆ์หมอบซ่อนมังกร หลายคนคงลืมไปแล้วว่าตอนนี้เขาปรากฏตัวต่อยุทธภพเป็นครั้งแรก เขาเต็มไปด้วยพรสวรรค์มากเพียงใด เขาเข้าสู่รายชื่อพยัคฆ์เมื่ออายุเพียง 23 ปี ตลอดหลายสิบปีผ่านมา เขาทำผลงานสร้างชื่อไม่กี่อย่าง โดยส่วนใหญ่จะฆ่าผู้เชี่ยวชาญระดับสองคนอื่นๆ ดังนั้นอันดับของเขาจึงไม่เพิ่มหรือลดแต่อย่างใด

แต่ความเป็นจริงแล้ว เซว่เฉินฝึกฝนมาอย่างหนักตลอดหลายปีที่ผ่าน เขาสามารถพัฒนาพลังไปได้อย่างรวดเร็วจนไปถึงระดับหนึ่งเมื่อสามปีก่อน ทั้งยังบรรลุวิชาดาบในระดับสามอีกด้วย

ตามที่มีบันทึกไว้ในตำรา “ข้อมูลทั่วไปของวิชาดาบเต๋า” ผู้ที่กำหนดระดับของทักษะดาบเต๋าขึ้นมาล้วนแต่เป็นปรมาจารย์ดาบที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วหลายทศวรรษ และใครก็ตามที่ไปถึงระดับสามได้มักจะมีชื่อเสียงในยุทธภพเสมอ

ระดับสี่ถือเป็นปรมาจารย์ดาบเต๋าที่หายากที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้ การจะก้าวไปถึงระดับห้าอาจเรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์ดาบเต๋าชั้นนำของยุคปัจจุบัน ส่วนนักดาบมารที่ทำให้ยุทธภพตกตะลึงไปตามๆกันเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนก็อยู่ในจุดสูงสุดของระดับห้านั่นเอง

.

.

.

** 10 ฉื่อประมาณ 3 เมตร

ตอนก่อน

จบบทที่ แผนการอันล้ำลึกในการก่อตั้งพันธมิตรทั้งห้าพรรค

ตอนถัดไป