สงครามปะทุ

บทที่ 9 สงครามปะทุ

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1864

กองกำลังพันธมิตรปรัสเซีย-ออสเตรียเคลื่อนพลไปถึงฝั่งใต้ของแม่น้ำเอดา พวกเขาใช้ความมืดของค่ำคืนและอาศัยหมอกหนาที่ลอยคลุ้งเหนือผืนน้ำเป็นฉากกำบัง ม้าและทหารเดินข้ามแม่น้ำเอดาอันเงียบสงบและคดเคี้ยวอย่างระมัดระวัง

ฝ่ายบัญชาการกองทัพพันธมิตรเยอรมันระดมเรือทุกลำที่หาได้บนฝั่งใต้ รวมถึงสะพานทั้งใหญ่และเล็กที่มีอยู่ เพื่อเร่งข้ามแม่น้ำเอดาที่เย็นยะเยือกไปให้เร็วที่สุด

กองทหารนับหมื่นก้าวเดินอย่างกระตือรือร้นเบื้องหน้าสายน้ำอันนิ่งสงบ แต่ถึงแม้ว่าจะมีการเตรียมตัวมาอย่างดีตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง การเคลื่อนพลของกองทัพขนาดใหญ่นั้นย่อมไม่อาจปิดบังได้ หากหน่วยสอดแนมของเดนมาร์กไม่ได้ตาบอดหรือหูหนวก พวกเขาย่อมต้องจับสังเกตความเคลื่อนไหวนี้ได้อย่างแน่นอน

แต่เดนมาร์กทำได้เพียงยืนมองทุกอย่างเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา พันธมิตรมีความได้เปรียบอย่างชัดเจน ขณะที่เดนมาร์กเป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ กองทัพเดนมาร์กที่กระจัดกระจายอยู่ในภูมิประเทศคับแคบของคาบสมุทรจัตแลนด์จึงไม่มีทางต้านทานได้

แม่น้ำเอดาคดเคี้ยวไปมา มีจุดที่สามารถขึ้นฝั่งได้หลายแห่ง ทำให้การตั้งรับเป็นไปได้ยากยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น น้ำในแม่น้ำยังไหลเอื่อย ๆ และตัวแม่น้ำเองก็ไม่กว้างมากนัก การป้องกันแนวรบทั้งหมดตามลำน้ำยาวหลายร้อยไมล์จึงแทบเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเดนมาร์กที่มีประชากรเพียงไม่กี่ล้านคนและขาดทรัพยากรเพียงพอที่จะสร้างแนวป้องกันได้ในเวลาอันสั้น

ไม่นาน กองหน้าของพันธมิตรขึ้นฝั่งบนฝั่งเหนือและเริ่มตั้งแนวป้องกันริมแม่น้ำ

กองทัพเดนมาร์กยังไม่กล้าลงมือปะทะ พวกเขาเพียงเฝ้ามองจากระยะไกล ขณะที่หน่วยทหารม้าลาดตระเวนอยู่บริเวณขอบของกองกำลังพันธมิตร

ภายใต้บรรยากาศตึงเครียดนี้ ทั้งสองฝ่ายจ้องมองกันและกันในสภาวะที่ไม่มีฝ่ายใดกล้าขยับตัว

กองทัพเดนมาร์กไม่อาจประมาท พวกเขารวมกำลังพลและตั้งรับอย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกันก็รีบส่งข่าวไปยังเมืองหลวง แจ้งให้รัฐบาลทราบถึงการเคลื่อนพลของพันธมิตรเยอรมันข้ามแม่น้ำเอดา พร้อมรอคำสั่งจากส่วนกลางว่าจะต้องดำเนินมาตรการใดต่อไป

ในฐานะที่เป็นฝ่ายตั้งรับและยังเสียเปรียบทางกำลังทหาร กองทัพเดนมาร์กจึงไม่กล้าตัดสินใจเอง พวกเขาจึงเลือกที่จะทำให้สถานการณ์ดูร้ายแรงที่สุด เพื่อให้ฝ่ายหลังบ้านตระหนักถึงอันตรายที่กำลังเผชิญ และหากการต่อสู้ในภายหลังจบลงด้วยความพ่ายแพ้ พวกเขาก็สามารถโยนความผิดไปที่ข้าศึกได้

"ไม่ใช่ว่าทหารของเราทำตัวอ่อนแอ แต่เป็นเพราะเยอรมันเล่นสกปรก! สองมหาอำนาจรุมประเทศเล็ก ๆแบบนี้ ต่อให้แพ้ มันก็คือความล้มเหลวของฝ่ายการเมือง ไม่ใช่ความล้มเหลวของกองทัพ! ศัตรูแข็งแกร่งเกินไป ขนาดว่าเราพยายามสร้างพันธมิตรขึ้นมา ยังทำอะไรไม่ได้เลย อย่างนั้นก็จงรอวันพ่ายแพ้เถอะ!"

แน่นอนว่ารัฐบาลเดนมาร์กไม่อาจนิ่งเฉย กระทรวงการต่างประเทศรีบติดต่อกับเอกอัครราชทูตอังกฤษ

นายกรัฐมนตรีนำคณะเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากเอกอัครราชทูตอังกฤษด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ส่งคณะทูตไปยังรัสเซีย ฝรั่งเศส และแม้แต่สวีเดน

แต่น่าเสียดายที่รัฐมนตรีของประเทศเหล่านั้นเพียงแสดงท่าทีคลุมเครือ มีเพียงอังกฤษเท่านั้นที่ประกาศสนับสนุนเดนมาร์กอย่างชัดเจน

แต่เมื่อต้องเอ่ยถึงการส่งกองทัพเข้าช่วยเหลือ อังกฤษกลับตอบว่า

"เรากำลังรอข่าวจากในประเทศ ไม่ต้องกังวล ผมเชื่อว่าราชอาณาจักรจะตอบสนองในไม่ช้า"



วันที่ 2 กุมภาพันธ์

ปรัสเซียเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน พวกเขาทดลองเข้าปะทะแนวป้องกันของเดนมาร์ก พยายามใช้กลยุทธ์โอบล้อมข้าศึก



— ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ —

ฤดูหนาวบนคาบสมุทรจัตแลนด์ยังคงหนาวเย็น ลมเย็นพัดปะทะใบหน้าของเหล่าทหารที่ถือปืนเหล็กอยู่ในมือ ลมหายใจอุ่น ๆ ของพวกเขากลายเป็นไอขาวทันทีเมื่อออกจากปาก

นายทหารที่เป็นหัวหน้าหน่วยหยิบซองบุหรี่ออกมาจากอกเสื้อ บนซองมีตราสัญลักษณ์ "คอร์นฟลาวเวอร์" ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของโรงงานยาสูบของแอร์นสท์

เขาเปิดฝากล่องกระดาษ ดึงบุหรี่ออกมามวนหนึ่ง คาบไว้ในปากอย่างชำนาญ

จากนั้นจึงล้วงเอาไฟแช็กน้ำมันก๊าดออกมาจากกระเป๋า เอนตัวเองเข้ากับกำแพงดินในสนามเพลาะเพื่อกันลม ก้มหน้าลงเล็กน้อย เอามือข้างหนึ่งบังเปลวไฟ แล้วใช้มืออีกข้างหมุนลูกล้อของไฟแช็ก เกิดประกายไฟพวยพุ่งขึ้นทันที ไส้ฝ้ายที่ชุ่มน้ำมันติดไฟในพริบตา

นายทหารหนุ่มยื่นบุหรี่ในปากเข้าไปหาเปลวไฟจนปลายมวนเริ่มลุกไหม้เป็นแสงสีแดงระยิบระยับ

เขาสูดควันเข้าปอดลึก ๆ แล้วปล่อยลมหายใจออกมาเป็นกลุ่มควันสีขาวที่ค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นไปในอากาศหนาวเย็น…

นายทหารหนุ่มรู้สึกสดชื่นขึ้น ความกังวลที่เคยมีถูกปลดเปลื้องไปจนหมดสิ้น เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนจะตั้งสมาธิรอคำสั่งให้บุกโจมตี

เมื่อคำสั่งดังขึ้น กองทัพปรัสเซียก็เริ่มการโจมตี ภายใต้การนำของนายทหาร ผู้คนต่างกรูกันเข้าหาป้อมปราการของเดนมาร์ก

เสียงปืนใหญ่ดังก้องไปทั่วสนามรบ ทหารปรัสเซียที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชนก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ไม่มีผู้ใดแสดงท่าทียอมแพ้

สิ่งเดียวที่พวกเขาพึ่งพาได้คือปืนในมือ การบรรจุกระสุน เล็งเป้า และลั่นไก ล้วนเป็นไปโดยอัตโนมัติ อาศัยประสบการณ์ฝึกฝนอย่างหนักหน่วง

กระสุนปืนใหญ่และปืนไรเฟิลไขว้กันไปมา หลุมระเบิดเกิดขึ้นเป็นจุด ๆ บนพื้นดิน ฝุ่นควันและกลิ่นดินปืนลอยคละคลุ้งไปทั่ว มีเพียงเปลวไฟจากปืนใหญ่ของศัตรูเท่านั้นที่เป็นเครื่องนำทางไปข้างหน้า

"บูม... บูม... บูม...!"

เสียงปืนดังสะท้อนก้องไปทั่วแนวรบ กองทัพเดนมาร์กใช้ป้อมปราการและภูมิประเทศเป็นเครื่องได้เปรียบ สามารถต้านการโจมตีของปรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ว่าทหารปรัสเซียยังคงพยายามบุกต่อไป แต่เสียงปืนของพวกเขาเริ่มบางเบาลงอย่างเห็นได้ชัด

การโจมตีระลอกแรกไม่สามารถทำลายแนวป้องกันของเดนมาร์กได้ กองทัพบุกทะลวงได้รับความเสียหายหนัก แต่สิ่งนี้ไม่อาจทำลายระเบียบวินัยของกองทัพปรัสเซียได้เลย

เมื่อเห็นว่าเป้าหมายของการโจมตีครั้งแรกไม่สัมฤทธิ์ผล กองบัญชาการที่อยู่แนวหลังจึงตัดสินใจถอนทหารกลับมาอย่างเป็นระเบียบ เพื่อเตรียมการใหม่อีกครั้ง

การปะทะครั้งแรกระหว่างกองกำลังพันธมิตรเยอรมันและเดนมาร์กจบลงเช่นนี้ สำหรับเดนมาร์กแล้ว พวกบาร์บาเรียนแห่งปรัสเซียก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่คิด

แต่ฝ่ายบัญชาการของปรัสเซียไม่ได้สนใจเลย เพราะสำหรับพวกเขา นี่เป็นเพียงแค่ "การเรียกน้ำย่อย" เท่านั้น ศึกจริงยังมาไม่ถึง

ปืนใหญ่ที่แนวหลังยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการรบ การโจมตีที่ผ่านมาเป็นเพียงการทดสอบความสามารถของกองทัพเดนมาร์กเท่านั้น

กองทัพเดนมาร์กมีพลังทำลายล้างอยู่บ้าง แต่ในสายตาของนายทหารปรัสเซียแล้ว นี่ยังไม่เพียงพอเลยสักนิด

ทหารปรัสเซียไม่เคยกลัวการรบที่หนักหน่วง พวกเขาคือชาติที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป และผ่านสงครามมามากมาย

ที่สำคัญ ครั้งนี้ปรัสเซียเพียงแค่ทดสอบกำลังเท่านั้นเอง สหพันธรัฐเยอรมันและจักรวรรดิออสเตรียยังไม่ได้ลงมือเลย!

หากนับรวมกำลังของทุกฝ่ายเข้าด้วยกันแล้ว มันมากกว่าเดนมาร์กหลายเท่า สำหรับปรัสเซียที่เคยเผชิญหน้ากับฝรั่งเศส รัสเซีย และออสเตรียมาแล้ว พวกเขาคุ้นเคยกับการรบในสภาวะที่เป็นรอง แต่สุดท้ายก็สามารถพลิกสถานการณ์ได้เสมอ

ส่วนเดนมาร์กที่เป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ นั้น ไม่ได้อยู่ในสายตาของพวกเขาเลย

ครั้งที่แล้วที่เดนมาร์กสามารถเอาชนะได้ (สงครามชเลสวิกครั้งที่หนึ่ง) ส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนของนานาชาติ แต่ในครั้งนี้ รัฐบาลเดนมาร์กกลับไม่มีไหวพริบทางการเมืองมากพอ

พวกเขาไม่สามารถติดต่อสร้างพันธมิตรกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรปได้อย่างทันท่วงที แม้แต่กับอังกฤษ ที่ก่อนหน้านี้เคยเตือนปรัสเซียมาแล้วก็ตาม

กระนั้น อังกฤษก็ยังไม่ได้เคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ด้วยความที่เป็นมหาอำนาจทางทะเล การที่อังกฤษจะส่งกองทัพบกเข้ามายุ่งเกี่ยวในยุโรปโดยลำพังนั้นแทบเป็นไปไม่ได้

ส่วนฝรั่งเศส แม้จะมีศักยภาพในการขัดขวางแผนการของปรัสเซีย แต่บิสมาร์คก็เป็นนักการทูตที่เชี่ยวชาญ เขาใช้ผลประโยชน์ด้านอื่นในการเจรจา จนสามารถทำให้รัฐบาลนโปเลียนที่ 3 สงบปากสงบคำได้

อังกฤษเองก็พยายามดึงจักรวรรดิรัสเซียเข้ามาร่วมวง แต่หลังจากสงครามไครเมียครั้งล่าสุด ซึ่งอังกฤษและฝรั่งเศสได้ร่วมมือกันทำให้รัสเซียได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นไปไม่ได้เลยที่รัสเซียจะยอมเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสมดุลอำนาจในยุโรป ณ เวลานี้

นี่ทำให้อังกฤษตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เพราะจะให้กองทัพเรือขึ้นบกเพื่อสู้กับพวกบาร์บาเรียนปรัสเซียก็ไม่ใช่เรื่องง่าย!

ดังนั้น อังกฤษจึงทำได้เพียงให้การสนับสนุนเดนมาร์กทางวาจา แต่ไม่มีความจริงใจที่จะส่งกองทัพมาช่วยเหลือเลย

แม้ว่าการรักษาสมดุลแห่งอำนาจในยุโรปจะเป็นนโยบายสำคัญของอังกฤษ แต่การที่เดนมาร์กจะสูญเสียสองเขตการปกครองไปนั้น แทบไม่ส่งผลกระทบต่อยุโรปเลยแม้แต่น้อย

อย่างมากที่สุด เดนมาร์กก็แค่ล่าถอยไปตั้งหลักภายในคาบสมุทรจัตแลนด์ เสียที่ดินบางส่วนไป แต่ผลลัพธ์ที่สำคัญก็คือ เดนมาร์กจะยิ่งเกลียดชังปรัสเซียมากขึ้น และยืนอยู่ข้างอังกฤษแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม เพื่อรอวันปะทะกันอีกครั้งในการเปลี่ยนแปลงของยุโรปครั้งหน้า

แน่นอนว่าอังกฤษยังมีแผนอื่น ๆ ที่สามารถใช้ได้ แต่ยังไม่ถึงระดับที่ต้องเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบ และที่สำคัญ เดนมาร์กเองก็ยังไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมดของตน

แม้ว่าเดนมาร์กจะเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่ก็เคยรุ่งเรืองมาก่อน สงครามชเลสวิกครั้งก่อนก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขามีกำลังรบที่น่าประทับใจ

พวกเขายังคงควบคุมปากทางเข้าสู่ทะเลบอลติก ด้วยทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เดนมาร์กจึงยังสามารถรักษากองทัพที่มีขนาดไม่น้อยได้ แม้แต่ในปัจจุบันก็ตาม

สงครามล้วนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน... หากเดนมาร์กสามารถต้านทานได้เล่า?

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลเดนมาร์กเองก็แสดงความมั่นใจอย่างล้นเหลือก่อนสงครามจะเริ่มต้นขึ้น ไม่เช่นนั้นคงไม่มาถึงจุดนี้ได้

แม้ว่าแอร์นสท์จะไม่เข้าใจว่า ความมั่นใจของรัฐบาลเดนมาร์กมาจากไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ความเชื่องช้าและไม่ชำนาญด้านการทูตของพวกเขา

บัดนี้ ปรัสเซียได้สร้างเสถียรภาพทางการเมืองด้วยการผูกมิตรและเจรจากับมหาอำนาจส่วนใหญ่ อีกทั้งยังดึงออสเตรียและสหพันธรัฐเยอรมันมาอยู่ฝ่ายเดียวกัน

เมื่อแรงกดดันจากกระแสสังคมและการทูตหมดไป ก็เท่ากับว่า ชเลสวิกและโฮลสไตน์เป็นดั่งเนื้อในชามที่พร้อมจะถูกตักเข้าปาก

แน่นอนว่า เรื่องนี้ต้องมีข้อแม้ นั่นคือ ออสเตรียจะต้องถูกจัดการหลังจากสงครามสิ้นสุดลง...

แต่บิสมาร์คก็ได้วางแผนสำหรับเรื่องนั้นไว้เรียบร้อยแล้ว




(จบตอน)




คอร์นฟลาวเวอร์ (อังกฤษ: Cornflower) เป็นพืชดอกขนาดเล็กที่ออกดอกปีละครั้ง เป็นพืชพื้นเมืองของยุโรป



ตอนก่อน

จบบทที่ สงครามปะทุ

ตอนถัดไป