เวนิส เมืองแห่งสายน้ำ
บทที่ 16 เวนิส เมืองแห่งสายน้ำ
ในเดือนธันวาคม อากาศของเวนิสเย็นลงเล็กน้อย ยามเช้าตรู่มีผู้คนไม่มากนักที่เดินอยู่ตามสองฟากฝั่งแม่น้ำ หมอกไอน้ำลอยคลุมผืนน้ำ บรรดาสถาปัตยกรรมสไตล์กอธิคที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำแลดูงดงามราวกับภาพฝัน
สิ่งที่ทำให้แอร์นสท์สนใจเป็นพิเศษ คือสะพานโค้งที่เชื่อมต่อสองฟากฝั่งเป็นระยะ ๆ ซึ่งทำให้เขาหวนคิดถึงสะพานเล็ก ๆ และสายน้ำไหลแห่งดินแดนเจียงหนานในวรรณกรรมของชาติก่อน แม้สะพานโค้งในเวนิสจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคย
ขณะนั่งอยู่บนเรือกอนโดลา เรือพายแบบดั้งเดิมของเวนิส แอร์นสท์ทอดสายตามองเมืองโบราณที่ยังคงรักษากลิ่นอายยุคกลางเอาไว้อย่างเหนียวแน่น บ้านเรือนที่สร้างเรียงรายอย่างมีระเบียบ โบสถ์อันวิจิตรโอ่อ่า หอระฆังสูงสง่า และพระราชวังที่ประดับตกแต่งอย่างหรูหรา ล้วนเป็นเครื่องยืนยันถึงอดีตอันรุ่งเรืองของเวนิส
ในยุคกลาง เวนิสมีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ในยุโรป ด้วยทำเลที่ตั้งอันเป็นเอกลักษณ์และท่าเรือธรรมชาติที่ยอดเยี่ยม ก่อให้เกิดลักษณะนิสัยของชาวเวนิสที่กระตือรือร้นในการแสวงหาความมั่งคั่ง ไม่ต่างจากชาวดัตช์ในปัจจุบัน
โดยการผูกขาดเส้นทางการค้าเชื่อมโยงระหว่างตะวันออกและตะวันตก ตลอดแนวทะเลอเดรียติก ชาวเวนิสสามารถสร้างสาธารณรัฐการค้าที่ยิ่งใหญ่ สินค้าจากโลกตะวันออกถูกลำเลียงมายังเวนิส พ่อค้าชาวเวนิสเดินทางไปทั่วทุกมุมยุโรป และความมั่งคั่งก็ไหลเข้ากระเป๋าของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง
การเติบโตของการค้าได้นำมาซึ่งความรุ่งเรืองของเมืองเวนิส บรรดาพ่อค้าที่ร่ำรวยพากันสร้างโบสถ์และพระราชวังมากมาย หลายสิ่งที่แอร์นสท์เห็นในวันนี้มีประวัติย้อนหลังไปถึงยุคนั้น
ความเจริญทางเศรษฐกิจได้กระตุ้นให้เกิดความเฟื่องฟูทางวัฒนธรรม และดึงดูดนักเขียนและศิลปินให้มารวมตัวกันที่นี่ เวนิสกลายเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของยุโรป บรรดากวีและจิตรกรได้ใช้ถ้อยคำและภาพวาดบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความมั่งคั่งและเสรีภาพของเมืองนี้ แม้แต่เชกสเปียร์ นักประพันธ์ชาวอังกฤษ ยังเลือกใช้เวนิสเป็นฉากหลังในผลงานอมตะอย่าง "พ่อค้าแห่งเวนิส"
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ยุคแห่งการเดินเรืออันยิ่งใหญ่ของยุโรป เส้นทางการค้าโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เมืองท่าต่าง ๆ ในแถบเมดิเตอร์เรเนียนเริ่มเสื่อมถอย เวนิสเองก็ไม่อาจหลีกหนีชะตากรรมนี้ได้
แม้เวนิสที่อ่อนแอลงจะยังมีอิทธิพลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นจากความโลภของมหาอำนาจ และสุดท้ายก็ตกอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศสและจักรวรรดิออสเตรียในช่วงเวลาต่อมา
ปัจจุบัน เวนิสเป็นเพียงหนึ่งในหลายภูมิภาคภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออสเตรีย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ออสเตรียให้ความสำคัญกับอำนาจบนแผ่นดินใหญ่เป็นหลัก ส่วนเวนิสเป็นเพียงกันชนทางการค้าของออสเตรียเท่านั้น
แอร์นสท์รู้สึกเสียดายกับประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิออสเตรีย บรรดาจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์กทุ่มเทกำลังเพื่ออำนาจสูงสุดบนทวีปยุโรปมาเป็นเวลาหลายร้อยปี สร้างทั้งวีรบุรุษ ศิลปะ และวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองมากมาย แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านกระแสแห่งยุคสมัยได้
เมื่อกระแสชาตินิยมเริ่มก่อตัว ออสเตรียไม่อาจปรับตัวได้ทันท่วงที และสุดท้ายจักรวรรดิก็ล่มสลายไปตามกาลเวลา
แอร์นสท์เชื่อว่า ออสเตรียทุ่มเททรัพยากรมากเกินไปเพื่อรักษาอำนาจในยุโรป จนกลายเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลางระหว่างมหาอำนาจอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ในขณะที่ปรัสเซียซึ่งเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน กลับไม่สามารถสร้างจักรวรรดิไรช์ที่ยิ่งใหญ่ได้หากปราศจากออสเตรีย เพราะเยอรมนีไม่อาจสมบูรณ์ได้หากไร้ออสเตรีย
หากออสเตรียสามารถรวมชาติได้สำเร็จ จะเกิดรัฐมหาอำนาจที่ครอบคลุมตั้งแต่ทะเลบอลติกไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้ทั้งยุโรปต้องสั่นสะเทือน
ดังนั้น อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซียจึงยอมให้ปรัสเซียทำแผนเยอรมนีขนาดเล็กสำเร็จ ดีกว่าปล่อยให้ออสเตรียรวมชาติได้
แต่หากออสเตรียมุ่งเน้นไปที่การรักษาสมดุลในยุโรป และเข้าร่วมแข่งขันในยุคอาณานิคม เวนิสก็คงได้รับประโยชน์จากการเป็นเมืองท่าทางทะเลที่สำคัญมากขึ้น
น่าเสียดายที่ออสเตรียโชคร้าย หากคลองสุเอซเปิดใช้งานเร็วกว่านี้สักสิบปี ด้วยขนาดของออสเตรียและทำเลของเวนิส เมืองนี้อาจพัฒนาเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของจักรวรรดิออสเตรีย และอาจฟื้นคืนความรุ่งเรืองดั่งอดีตกาล
แต่ประวัติศาสตร์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ อนาคตของเวนิสคือการกลับคืนสู่อิตาลี ส่วนจักรวรรดิออสเตรียจะเปลี่ยนเป็นจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ก่อนที่จะถึงจุดจบของมันในที่สุด
เมื่อเปรียบเทียบกับการที่เวนิสจะกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของอิตาลี แอร์นสท์กลับมองโลกในแง่ดีกว่าหากเวนิสยังคงอยู่ภายใต้จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ต้องไม่ลืมว่าอิตาลีนั้นมีทะเลล้อมรอบถึงสามด้าน และมีท่าเรือมากกว่าร้อยแห่ง ในขณะที่จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีในอนาคตจะมีเพียงชายฝั่งด้านเดียวติดทะเลอเดรียติก
เวลาก็เข้าข้างอิตาลีเช่นกัน เพียงไม่กี่ปีหลังจากที่อิตาลียึดเวนิสคืนมา คลองสุเอซก็เปิดให้เดินเรือ ทำให้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง
…
ที่อู่ต่อเรือมาร์ตินแห่งเวนิส แอร์นสท์ได้เข้าครอบครองกิจการที่นี่แล้ว อู่ต่อเรือแห่งนี้เป็นธุรกิจเก่าแก่ของตระกูลหนึ่ง ทว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลับประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักและตกอยู่ในภาวะขาดทุน ทายาทของตระกูลนี้ ฟอร์เทส มาร์ติน กำลังมองหาผู้ซื้อเพื่อรับช่วงต่อกิจการ
สำหรับฟอร์เทส มาร์ติน เขาวางแผนจะนำเงินจากการขายอู่ต่อเรือไปลงทุนในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจสิ่งทอทำให้ตระกูลมาร์ตินร่ำรวยขึ้นมาก และขณะนี้ถึงเวลาที่จะต้องขยายการลงทุน อีกทั้งอู่ต่อเรือของเขาก็ขาดทุนต่อเนื่อง การขายอู่ต่อเรือให้แอร์นสท์จึงถือเป็นทางออกที่เหมาะสม
แอร์นสท์วางแผนจะยกระดับอู่ต่อเรือแห่งนี้ ขยายขนาดของอู่ และเตรียมความพร้อมสำหรับการก่อตั้งกองเรือเดินสมุทรของตนเองเมื่อคลองสุเอซเปิดใช้งาน
แม้อู่ต่อเรือแห่งนี้จะไม่มีจุดเด่นพิเศษ แต่ด้วยประวัติอันยาวนาน ประกอบกับการมีช่างต่อเรือผู้ชำนาญงานจำนวนหนึ่ง และพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของอู่ต่อเรือในเวนิส ทำให้แอร์นสท์สามารถดำเนินการพัฒนาได้ง่ายขึ้น
เขาวางแผนจะรับสมัครแรงงานชาวออสเตรียมาทำงานที่อู่ต่อเรือ เพื่อลดจำนวนแรงงานชาวอิตาลีลง อีกทั้งยังเป็นการฝึกอบรมแรงงานชาวเยอรมันให้มีทักษะด้านการต่อเรือ เพื่อเตรียมบุคลากรสำหรับสาขาในฮัมบูร์กในอนาคต เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะใช้แรงงานอิตาลีมาทำงานในเยอรมนีตอนเหนือ แต่ชาวออสเตรียซึ่งเป็นชนชาติเดียวกับเยอรมันนั้น ย่อมปรับตัวได้ง่ายกว่าและทำงานได้อย่างราบรื่นกว่า
เมื่ออู่ต่อเรือเปลี่ยนมือมาอยู่กับเขาแล้ว การใช้ชื่อเดิมย่อมเป็นไปไม่ได้ ตามกฎเกณฑ์ของเขา อู่ต่อเรือแห่งนี้จะถูกตั้งชื่อใหม่ว่า "อู่ต่อเรือไฮซิงเงิน" แอร์นสท์ไม่ชอบใช้ชื่อบุคคลมาตั้งเป็นชื่อโรงงานหรือบริษัท เขาจึงมักเลือกใช้ชื่อของ "ไฮซิงเงิน" เป็นสัญลักษณ์แทน
สำหรับฝ่ายบริหารของอู่ต่อเรือ นอกจากจะยังคงจ้างผู้จัดการเดิมบางส่วนแล้ว แอร์นสท์ยังจะส่งบุคลากรที่มีความสามารถจากเบอร์ลินมาช่วยบริหารและตรวจสอบ
แม้ว่าไฮซิงเงินจะเป็นเพียงเมืองชนบทเล็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลของยุโรป แต่กลับมีอู่ต่อเรือติดชายฝั่งเป็นของตนเอง ทั้งยังมีธนาคาร บริษัท และศูนย์วิจัยในเบอร์ลิน
"สิ่งที่อยู่ในไฮซิงเงินก็คือของพวกเรา" แนวคิดนี้ได้หยั่งรากลึกในใจของแอร์นสท์แล้ว ด้วยอิทธิพลของเจ้าชายคอนสแตนติน แอร์นสท์จึงค่อย ๆ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้แทนของไฮซิงเงินอย่างแท้จริง
(จบบท)