บทที่ 2 โอกาสท่ามกลางความลำบาก
ในศตวรรษที่ 21 ในเมืองบางแห่งของแผ่นดินใหญ่ หนูหายากขึ้นมาก
แต่ในยุคนี้ อย่าว่าแต่ฮ่องกงที่เศรษฐกิจยังไม่พัฒนาเท่าไรเลย แม้แต่ประเทศตะวันตกหรือประเทศหมีขาว หนูเองก็ยังเป็นปัญหาน่าปวดหัวอย่างยิ่ง แถมระบาดอยู่ทั่ว
หยางเหวินตงเดินเข้าไปดู พอเห็นว่าเนื้อไก่ที่ถูกหนูกัดไปไม่มากนัก จึงพูดว่า
“ไม่เป็นไร แค่ตรงส่วนนี้ หั่นออกก็พอแล้ว”
พูดจบ เขาก็รับไก่ครึ่งตัวอันแสนล้ำค่านั้นมา แล้วใช้มีดครัวหั่นส่วนที่ถูกกัดออก
จ้าวลี่หมิงเดินอ้อมไปหลังตู้เก็บของแคบๆ แล้วบอกว่า
“พี่ตง ตรงด้านหลังตู้มีรูเล็กๆ รูหนึ่ง สงสัยว่าถูกหนูกัดจนเป็นรูแล้วมุดเข้าไป”
“อืม เดี๋ยวค่อยไปหาตอกแผ่นไม้ปิดมันทีหลัง” หยางเหวินตงพูดจบ ก็วางมีดในมือลง หลังตัดส่วนเสียออกเรียบร้อย
ซูอีอีเดินตามไปดู พอเห็นรูนั้นก็พูดว่า
“สองสามวันก่อนฉันยังตรวจอยู่เลย ตอนนั้นไม่มีรูนี้นะ”
หยางเหวินตงว่า
“มันก็ไม้ผุๆ อยู่แล้ว มือคนยังแงะออกได้เลย หนูมันฟันแทะได้อยู่แล้ว”
จ้าวลี่หมิงเสริมว่า
“หลังจากนี้ต้องระวังหน่อยนะ อีกไม่นานก็ถึงหน้าฤดูใบไม้ผลิ หนูคงออกมายกโขยงอีกแน่”
หยางเหวินตงพยักหน้า
“ก็ยากจริงๆ ไม้กันพวกหนูไม่ค่อยอยู่แล้ว”
ในยุคหลังๆ หนูในครัวเรือนเมืองต่างๆ ก็แทบจะหายไป เพราะตัวอาคารถูกสร้างด้วยโครงสร้างคอนกรีตจำนวนมาก ทำให้หนูเจาะรูไม่ได้ แต่ตอนนี้ในฮ่องกง คนจนส่วนใหญ่ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านไม้ ส่วนคนท้องถิ่นที่ฐานะดีกว่าหน่อยก็อยู่ในบ้านก่อดินอิฐมุงกระเบื้อง ซึ่งก็ยังป้องกันหนูขุดรูไม่ค่อยได้ มีเพียงอาคารที่พักอาศัยหรูๆ ไม่กี่แห่ง ที่ใช้วัสดุก่อสร้างแข็งแรงมาก มีระบบระบายน้ำดี บางทีตู้เก็บของในครัวก็บุโลหะ หรือไม่ก็ตู้เย็นไปเลย จึงมีโอกาสสูงที่จะป้องกันหนูได้
“จริงๆ ก็ไม่เป็นไรหรอกนะ นอกจากรบกวนตอนนอนแล้ว ที่บ้านเราก็ไม่มีอะไรให้มันกินมาก” ซูอีอีว่า
จ้าวลี่หมิงพยักหน้า
“ก็จริง แต่อย่างน้อยข้าวสารก็ต้องระวังหน่อย”
“เตรียมผัดกับข้าวกันเถอะ เดี๋ยวฉันออกไปก่อไฟข้างนอก” หยางเหวินตงไม่ได้พูดอะไรต่อ
ในยุคนี้ปัญหาต่างๆ มีเยอะเหลือเกิน หนูเป็นแค่ปัญหาหนึ่งในอีกหลายๆ เรื่อง ตราบใดไม่เกิดโรคระบาดจากหนู พวกมันจะกัดกินอะไรบ้าง ก็ยังไม่เสียหายอะไรมาก เมื่อเทียบกับไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่อาจเผาเพิงไม้หายไปเป็นหย่อมๆ ปัญหาขาดน้ำ การตกงานจนขาดรายได้ หรือการถูกแก๊งอันธพาลข่มขู่แล้ว การมีหนูอยู่ก็นับว่าเล็กน้อยมาก
…
ไม่นาน ซูอีอีก็ผัดไก่แดงและหุงข้าวสักหน่อย กลิ่นหอมฟุ้งไปจนเพื่อนบ้านหลายคนเดินผ่านมาแอบมอง ครอบครัวที่อยู่ในเพิงสังกะสีหรือเพิงไม้นี้ ทั้งปีบางทีอาจแทบไม่ได้กินเนื้อเลย เด็กๆ หลายคนมายืนล้อม ส่งสายตาอิดโรยมองตาแป๋ว
“พวกหนูๆ ไปเล่นที่อื่นไป” ซูอีอีโบกมือไล่หลังทำอาหารเสร็จ
เด็กๆ ก็แตกฮือไปกันคนละทาง ซูอีอีหันมาบอกว่า
“พี่ตง พี่ลี่หมิง มากินด้วยกันหน่อยสิ”
จ้าวลี่หมิงพูดอย่างยิ้มแย้ม
“ฉันเอาแค่น้ำซุปไก่มาจิ้มหมั่นโถวก็พอแล้ว เนื้อไก่ให้พี่ตงเถอะ”
หยางเหวินตงส่ายหน้า
“ไม่ต้องหรอก มากินด้วยกันเถอะ เหลือไว้ให้ป้ากัวหน่อยก็พอ”
จ้าวลี่หมิงบอกต่อ
“ไม่เป็นไรจริงๆ ช่วงนี้ฉันไปทำงานที่ท่าเรือมาหลายวันแล้ว ได้กินข้าวที่นายจ้างเขาเลี้ยง มีเนื้อด้วย”
“จริงเหรอ?” หยางเหวินตงยังดูไม่ค่อยเชื่อ เพราะการทำงานที่ท่าเรือ บางทีเจ้าของเรือหรือพ่อค้าก็อาจซื้อข้าวเลี้ยงบ้าง ไม่ใช่ว่าใจดีนัก แต่เพื่อให้คนงานระวังสินค้าให้เรียบร้อย แม้ส่วนแบ่งก้อนใหญ่จะโดนผู้รับเหมา แก๊ง หรือบริษัทท่าเรือเอาไปแล้วก็ตาม แต่บางครั้งคนงานก็ยังพอได้กำไรเป็นอาหารอยู่บ้าง ซึ่งก็ไม่ได้มีบ่อย
จ้าวลี่หมิงพยักหน้า ยิ้มแล้วว่า
“จริงสิ พี่ตงต้องกินให้เยอะกว่านี้ จะได้หายไวๆ พอแข็งแรงดีแล้ว ไว้ไปทำงานที่ท่าเรือด้วยกัน ทีนี้ก็มีโอกาสกินเนื้อเหมือนกันนะ”
“ได้เลย” หยางเหวินตงพยักหน้า หันไปพูดกับซูอีอีว่า
“อีอี เธอก็ควรกินเนื้อบ้างนะ”
“ไม่ได้หรอก แม่บอกให้พี่ตงกินเยอะๆ ฉันกินแค่น้ำซุปก็พอ” ซูอีอีส่ายหน้า
หยางเหวินตงว่า
“เลิกปฏิเสธได้แล้ว กินหน่อยเถอะ ฉันเคยอ่านในหนังสือพิมพ์ เขาบอกว่าคนเรากินเนื้อวันละหนึ่งเหลียงก็พอแล้ว มากกว่านั้นก็สิ้นเปลือง
กินด้วยกันทุกคนเถอะ เดี๋ยวครั้งหน้าฉันก็จะหามาอีกได้เอง”
จริงๆ แล้วคราวก่อนเขายังเหลือเงินเก็บราวๆ 60 เหรียญอยู่ แต่อย่างไรก็ยังไม่กล้าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย
“เอ่อ…พี่ตง อ่านหนังสือพิมพ์ออกด้วยเหรอ?” จ้าวลี่หมิงถามอย่างแปลกใจ
หยางเหวินตงพยักหน้า
“ก็พออ่านออกบ้าง ฉันหัดด้วยตัวเองอยู่นิดหน่อย”
ที่จริงนั้น ตัวเขาในชาติเดิมแทบไม่รู้หนังสือเลย มิเช่นนั้นก็คงไม่ลำบากมาถึงขั้นนี้ ช่วงนี้ในฮ่องกง อัตราคนไม่รู้หนังสือสูงจนตกใจ ถ้าหากหยางเหวินตงสามารถเขียนตัวเต็มจีนที่ใช้บ่อยได้ทั้งหมด ก็คงหางานไม่ยาก อย่างไรเสียการปลอมวุฒิการศึกษาในยุคนี้ก็ง่าย บริษัทเล็กๆ ก็ไม่ได้ตรวจสอบมากมาย ถ้าเขาไม่มีทางเลือกอื่นในระยะสั้น ก็จะเร่งเรียนตัวอักษรจีนตัวเต็มให้ได้ แล้วไปหางานเป็นเสมียนธรรมดาสักงาน ซึ่งเงินเดือนก็ไม่ได้ต่ำกว่าแรงงานท่าเรือเลย ยิ่งที่ไหนมีคนไม่รู้หนังสือเยอะ คนที่อ่านออกเขียนได้ก็ยิ่งมีค่า
“เก่งจัง!” จ้าวลี่หมิงอุทาน เขาเองก็ไม่รู้ว่าการเรียนตัวอักษรด้วยตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก
หยางเหวินตงเองก็ไม่ยืดเยื้อกับหัวข้อนี้ หันไปจ้องซูอีอี บังคับให้เธอคีบเนื้อไก่กินอีกสองชิ้น สุดท้ายยังเหลือไก่อยู่สองสามชิ้น วางเก็บไว้อย่างดี ระวังไม่ให้หนูกิน ตั้งใจเหลือไว้ให้ป้ากัวที่ไม่ได้นอนมาสองวัน
หลังทานเสร็จ ซูอีอีก็หิ้วหม้อและชามไปล้างที่บ่อน้ำไกลๆ หยางกับจ้าวสองคนก็ตามไปด้วย เพราะบ่อน้ำที่นี่ใครๆ ก็แย่งกัน ใช้เวลาต่อคิวยาว ถ้าไม่มีผู้ชายมาช่วย อีอีคนเดียวอาจจะตักน้ำไม่ไหว
…
การล้างหม้อและจานใช้เวลาเกือบชั่วโมงเลยทีเดียว ฐานะคนชนชั้นล่างของสังคม แม้แค่ต้องการอยู่รอด ก็ต้องใช้เวลาและแรงไปเกือบหมดวัน
พอถึงช่วงบ่าย แดดร้อนเปรี้ยง ย่านเพิงพักก็เริ่มแห้ง ยกเว้นส่วนในบ้าน หลายคนถึงขั้นรื้อหลังคาให้แดดส่องลงไป ไม่อย่างนั้นกลางคืนอาจจะชื้นจนแทบนอนไม่ได้
หยางเหวินตงก็ทำเช่นกัน พอจัดการอะไรเสร็จ เขาจึงถามจ้าวลี่หมิงว่า
“ลี่หมิง ฉันจำได้ว่าหลังเขาตรงนั้นมีต้นไผ่เยอะเลยใช่ไหม?”
จ้าวลี่หมิงตอบ
“ใช่ พวกบริษัทก่อสร้างใช้เป็นนั่งร้านหรืออะไรก็แล้วแต่ พอใช้จนมันแห้งก็ทิ้งไว้หลังเขานั่นแหละ”
หยางเหวินตงว่า
“งั้นเราเอาเครื่องมือไปตัดกลับมาบ้างเถอะ”
จ้าวลี่หมิงสงสัย
“จะเอาไผ่มาทำอะไร? ตรงนั้นมีแต่ไผ่เสียๆ จะเอามาทำเก้าอี้ก็ไม่ได้ด้วยนะ”
ในย่านเพิงพัก แผ่นไม้เก่าๆ ยังเป็นของมีค่า หลายคนแย่งกัน แต่ไผ่เสียๆ ดูมีประโยชน์น้อย เหมือนจะมีแต่คนแถวชายทะเลเท่านั้นที่อาจใช้อยู่บ้าง
“ไปดูก่อนเถอะ ฉันมีแผนจะใช้มัน” หยางเหวินตงพูดพลางครุ่นคิด