บทที่ 3 กระบอกไม้ไผ่ดักหนู
“ได้เลย ที่บ้านฉันมีเลื่อย เดี๋ยวเอามาให้” จ้าวลี่หมิง แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเอาไปทำอะไร แต่ก็ยอมตกลงแต่โดยดี
ครู่ต่อมา ทั้งสองก็เตรียมเครื่องมือสำหรับตัดไม้เรียบร้อย
ภายในห้องพักสลัม บ้านหลายหลังทั้งผนังและเฟอร์นิเจอร์ทำจากแผ่นไม้อัดเก่าบ้าง แผ่นไม้ใช้แล้วบ้าง ทำให้เกือบทุกบ้านมักมีเครื่องมือสำหรับเลื่อย ตัด หรือจัดการไม้อยู่แล้ว
ไม่นาน ทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังบริเวณหลังเขา
ท่ามกลางกองขยะก่อสร้างที่เกลื่อนไปทั้งภูเขา ทั้งคู่ก็พบกองไม้ไผ่กองใหญ่วางทิ้งไว้
“ไม้ไผ่เก่า ๆ ตั้งมากมายขนาดนี้ นายจะเอาไปทำอะไร? ของพวกนี้ขายไม่ได้นะ ไม่งั้นคงไม่เหลือให้พวกเรา” จ้าวลี่หมิงถามด้วยความสงสัย
หยางเหวินตงหัวเราะ “ใช่ ไม้ไผ่เก่า ๆ พวกนี้ไม่มีราคาหรอก แต่เราสามารถดัดแปลงมันให้กลายเป็นของที่ขายได้เงินได้”
“ของที่ขายได้เงิน?” จ้าวลี่หมิงเริ่มสนใจ
หยางเหวินตงกางมือ “นายตัดไม้ไผ่ให้ได้ความยาวประมาณนี้ก่อน ส่วนฉันจะทำของเล็ก ๆ บางอย่าง เดี๋ยวพอฉันทำเสร็จ นายก็จะรู้เองว่ามันเอาไว้ทำอะไร”
เมื่อได้ยินขนาดที่หยางเหวินตงต้องการ จ้าวลี่หมิงก็ลงมือเลื่อยทันที ขณะเดียวกันหยางเหวินตงก็ทำงานของเขาไป
ประมาณสิบกว่านาทีให้หลัง เมื่อทั้งสองทำส่วนของตนเสร็จ หยางเหวินตงก็หยิบขวานขึ้นมา เจาะรูสองรูที่ผิวไม้ไผ่ จากนั้นก็เอาแผ่นไม้ไผ่ที่เหลาไว้อัดเข้าไป แล้วใช้เชือกที่ได้มาจากซูอีอี ผูกเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน
“นี่มัน…กับดักหนูใช่ไหม?” จ้าวลี่หมิงเห็นผลงานแล้วมองดูกลไก จึงคาดเดาได้
หยางเหวินตงพยักหน้า “ใช่แล้ว นี่คือ ‘กระบอกไม้ไผ่ดักหนู’ ที่แผ่นดินใหญ่ที่มีไม้ไผ่เยอะ ๆ เขาใช้วิธีนี้จับหนูกัน ขอแค่ใส่อาหารไว้ข้างใน พอหนูเข้าไปแล้วไปโดนตัวลั่นไก มันก็จะโดนแผ่นไม้ไผ่หนีบไว้ขยับไม่ได้ สุดท้ายก็ตายเพราะโดนบีบจนหายใจไม่ออก”
“ดักได้โหดขนาดนี้เชียว?” จ้าวลี่หมิงเพิ่งเคยเห็นโครงสร้างแบบนี้ครั้งแรก
หยางเหวินตงหัวเราะ “ใช่ แต่ก็คงต้องลองไปทดสอบคืนนี้ดูอีกทีแหละ”
“อืม” จ้าวลี่หมิงพยักหน้า แล้วถามต่อ “นายคิดจะขายหาเงินหรือ?”
“ใช่ ตอนนี้ฮ่องกงมีปัญหาหนูระบาดไม่น้อย ถ้าเราพิสูจน์ได้ว่ามันจับหนูได้จริง คงมีคนซื้อแน่นอน”
จ้าวลี่หมิงขมวดคิ้ว “แล้วมันดักได้ผลดีจริง ๆ เหรอ?”
“จะว่าดีมากก็ไม่ใช่... กลาง ๆ น่ะ” หยางเหวินตงยิ้ม
“อ้าว? ถ้าไม่ได้ดีกว่าอุปกรณ์อื่นมาก จะขายออกได้ยังไงล่ะ?” จ้าวลี่หมิงงุนงง
หยางเหวินตงหัวเราะ “ตอนนี้ในท้องตลาดมีวิธีจัดการหนูอะไรบ้างล่ะ?”
จ้าวลี่หมิงครุ่นคิด “ก็มียาหนู กรงหนู กับกับดักหนู พวกอื่น ๆ ฉันไม่ค่อยได้สนใจเท่าไร”
“อืม หลัก ๆ ก็มีแค่นั้น” หยางเหวินตงพยักหน้า “แต่ของสามอย่างนี้ก็มีข้อเสียทั้งนั้น กับดักหนูอาจเผลอไปหนีบนิ้วคนหรือลูกหมาลูกแมวได้ง่าย ๆ ยาหนูยิ่งอันตรายใหญ่ คนถ้าพลาดกินเข้าไปก็ตายได้ ส่วนกรงหนูก็ใช้ดี ดักได้เยอะ แต่กลับแพงมาก ตัวหนึ่งตั้งสี่ห้าดอลลาร์”
“เพราะงั้นกระบอกไม้ไผ่ของนายนี่ ก็เอาเรื่อง ‘ถูก’ เป็นจุดขายใช่ไหม?” จ้าวลี่หมิงเข้าใจได้ทันที
“ใช่ ถูกมาก ที่สำคัญวัตถุดิบไม่ต้องซื้อก็ยังได้ มีทิ้งกองกันอยู่เต็มไปหมด”
เหตุที่ไม้ไผ่ถูกทิ้งกองไว้มากมายในฮ่องกงเพราะวงการก่อสร้างที่นี่นิยมใช้ไม้ไผ่เป็นนั่งร้านแทนท่อเหล็ก เนื่องจากฮ่องกงไม่มีอุตสาหกรรมเหล็กเป็นของตัวเอง ต้องนำเข้าทั้งนั้น ราคาจึงแพง แถมอยู่ติดทะเลยิ่งขึ้นสนิมง่าย ส่วนไม้ไผ่แม้มีอายุการใช้งานสั้น แต่พอเลิกใช้ในงานก่อสร้างก็ทิ้งกองรวมไว้มากมาย และยังเอามาทำกับดักหนูได้ดีไม่ต่างกัน
นอกจากนี้ ราคากรงหนูหรือกับดักเหล็กก็แพงขึ้นเพราะเหล็กนำเข้าแพงอีกเหมือนกัน
“จริงแฮะ ไม้ไผ่พวกนี้ ต่อให้พวกเราทำกันทั้งวันก็คงใช้ไม่หมด” จ้าวลี่หมิงหัวเราะ
“ใช่ ขึ้นอยู่กับแค่เราจะใช้ให้มันถูกวิธีก็พอ ถ้าราคาถูก แล้วยังจับหนูได้จริง ยังไงก็ต้องมีคนสนใจแหละ”
จ้าวลี่หมิงนึกขึ้นได้ “แต่จะขายให้ใครกัน? คนในสลัมคงไม่ซื้อหรอก พวกเขาก็ทำเองได้?”
หยางเหวินตงส่ายหน้า “ใช่ ถ้านายอยู่ในสลัมจะยอมเสียเงินเพื่อดักหนูไหมล่ะ? จับไปก็เท่านั้น ยังไงหนูที่นี่ก็เยอะแยะไม่มีหมด ถ้าจะขาย ต้องขายให้พวกบ้านดี ๆ ที่เค้าพอมีเงิน บ้านเค้าปิดมิดชิด มีหนูไม่เยอะ ดักได้สักสองสามตัวก็หมด หรืออย่างน้อยก็ลดลงไปเยอะ”
จ้าวลี่หมิงฟังแล้วนิ่วหน้า “งั้นนายก็ต้องไปเดินเร่ขายตามถนนน่ะสิ?”
“ใช่ ก็คงมีแต่ทางนี้” หยางเหวินตงพยักหน้า
การเร่ขายแบบนี้ คล้ายกับในละครจีนยุคสาธารณรัฐ คือมีตะกร้าใส่ของแล้วเดินเร่ขายไปทั่ว แต่บางคนเปลี่ยนเป็นคานหาบแทน เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าแผง
จ้าวลี่หมิงยังอดห่วงไม่ได้ “การเร่ขายของไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ”
“ชีวิตมันไม่เคยง่ายอยู่แล้ว” หยางเหวินตงกลับพูดอย่างใจเย็น “ก่อนอื่นลองดูให้ชัดก่อนว่ามันจับหนูได้จริงไหม แล้วค่อยคิดเรื่องอื่น”
ฮ่องกงสมัยนี้ การปกครองหรือบังคับใช้กฎหมายยังเละเทะ ผู้ใช้แรงงานหรือค้าขายเล็ก ๆ ย่อมหนีไม่พ้นการถูกเอาเปรียบจากรอบด้าน
เมื่อกลับถึงบ้าน หยางเหวินตงก็บอกกับซูอีอีว่าเจ้ากระบอกดักหนูนี่ใช้ยังไง จากนั้นก็หาน้ำซุปไก่เหลือจากมื้อเที่ยงมาผสมข้าวต้มเล็กน้อย ใส่ไว้ในปลายกระบอกดักหนู
ตกกลางคืน กัวซิ่วหยุนก็กลับมาถึงบ้านด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อย
“แม่ เป็นไงบ้าง?” ซูอีอีถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเมื่อคืนทุกคนแทบไม่ได้นอน แต่วันนี้ เธอคนเดียวที่ต้องออกไปทำงาน
กัวซิ่วหยุนยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอก ตอนเที่ยงฉันก็พักมานิดหน่อยแล้ว”
ซูอีอีก็รีบยกกับข้าวที่ทำเตรียมไว้มาให้ กัวซิ่วหยุนเห็นเนื้อไก่ก็เอ่ย “ไม่ใช่บอกให้เอาไว้ให้ตงจื่อกินเหรอ?”
“ผมอิ่มแล้วครับ” หยางเหวินตงรีบเปลี่ยนเรื่อง “กัวป้า ผมทำอุปกรณ์ดักหนูมาอย่างนึงครับ...”
ว่าแล้วเขาก็เอากระบอกดักหนูออกมาโชว์ พร้อมเล่าความคิดที่ตั้งใจจะลองทำเป็นธุรกิจเล็ก ๆ
กัวซิ่วหยุนมองกระบอกดักหนูครู่หนึ่งแล้วพูด “ทำธุรกิจเล็ก ๆ เองก็ดีเหมือนกันนะ ถ้าหวังพึ่งทำงานให้คนอื่นอย่างเดียวบางทีก็แทบไม่พอกิน แต่รู้ไหม ว่าการทำธุรกิจเล็ก ๆ มันยากมากนะ พ่อของอีอีเองก็เคยลองมาแล้ว สุดท้ายขาดทุนย่อยยับ เลยต้องไปทำงานใช้แรงที่ท่าเรือ”
“อืม เข้าใจครับ” หยางเหวินตงพยักหน้า ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย การทำธุรกิจเล็ก ๆ เหนื่อยกว่าเสมอ แถมเสี่ยงกว่าด้วย
แล้วในฮ่องกงยุคที่ไม่มีการควบคุมตามกฎหมายชัดเจนแบบนี้ บอกได้เลยว่ายิ่งมืดมน
หลังจากคุยกันไป กัวซิ่วหยุนก็ยอมกินเนื้อไก่ที่เหลือจนหมด
คืนนั้นทุกคนอ่อนเพลียกันมาก จึงวางกระบอกดักหนูให้เรียบร้อย แล้วต่างคนก็แยกย้ายกันเข้าห้องนอนไปตั้งแต่หัวค่ำ
แม้จะต้องสะดุ้งตื่นเพราะความหนาวกลางดึกอยู่หลายครั้ง แต่สำหรับหยางเหวินตง มันเป็นคืนที่เขาหลับได้ดีที่สุดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่
รุ่งเช้า หยางเหวินตงถูกซูอีอีปลุกให้ตื่น
“พี่ตง จับหนูได้แล้ว!”