บทที่ 11 เปิดบัญชีธนาคาร
หยางเหวินตงได้ยินประโยคนี้ก็รู้ทันทีว่า สิ่งที่เขาอธิบายมาตั้งนานไม่ได้เสียเปล่า จึงพูดว่า
"ขอบคุณมาก ของผมราคาถูก ไม่ว่าจะใช้ในหน่วยงานรัฐบาลหรือส่วนตัวก็คุ้มค่าทั้งนั้น"
"คุณเป็นคนที่ทำธุรกิจเก่ง และน่าสนใจจริง ๆ ไม่คิดว่าจะเจอคนแบบคุณที่นี่" ไอรีน่ายิ้มก่อนพูดต่อ
"ฉันอยู่ที่ฮ่องกงมากว่าสิบปีแล้ว เจอนักธุรกิจมากมาย คุณคล้ายพวกเขามากเลย ฉันว่าคุณอาจจะกลายเป็นหนึ่งในพวกเขาในอนาคตนะ"
"หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น" หยางเหวินตงยิ้มเล็กน้อย
ชีวิตก่อนหน้านี้ของเขาในแผ่นดินใหญ่ เขาทำงานขายและทำธุรกิจของตัวเองมานานกว่าสิบปี พอมาอยู่ที่นี่ นิสัยบางอย่างก็ติดตัวมาโดยไม่รู้ตัว
คนที่มีประสบการณ์ทางธุรกิจหรือทำงานขายที่ต้องติดต่อกับผู้คนมากมาย คนที่มีประสบการณ์ในสังคมเยอะ ๆ ก็มักจะดูออก
ไอรีน่าพยักหน้าก่อนพูดว่า
"งั้นฉันก็ขอให้คุณกลายเป็นเจ้าของโรงงานใหญ่ในสักวันหนึ่ง สามารถจ้างคนจำนวนมากมาทำงานกับคุณ แบบนั้นก็ช่วยให้คนยากจนในฮ่องกงมีงานทำได้ด้วย"
"ผมก็หวังแบบนั้น" หยางเหวินตงตอบ เห็นได้ชัดว่าไม่มีอะไรเสียหายจากการฝันไปก่อน
"เอาล่ะ วันนี้ฉันดีใจที่ได้คุยกับคุณ" ไอรีน่ากล่าวต่อ
"ถ้าครั้งหน้าฉันกลับมาหาคุณอีก อาจจะเป็นออเดอร์ใหญ่มากก็ได้นะ แบบนั้น คุณอาจจะสามารถจ้างคนจากชุมชนสลัมมาทำงานกับคุณเลย"
"ไม่มีปัญหา" หยางเหวินตงพยักหน้า
เขากับจ้าวลี่หมิงและพรรคพวก ทำไม้กระบอกดักหนูได้ในปริมาณจำกัด ในขณะที่ฮ่องกงตอนนี้เต็มไปด้วยหนูทุกที่ ยกเว้นอาคารขนาดใหญ่บนเกาะฮ่องกง
ถ้าธุรกิจนี้สามารถเติบโตได้จริง เขาก็ต้องหาคนเพิ่มมาช่วยแน่นอน
แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องรีบทำให้เร็ว เพราะของแบบนี้ไม่มีสิทธิบัตรคุ้มครอง ต่อให้ฮ่องกงมีระบบสิทธิบัตรและมีกฎหมายบังคับใช้ ก็ช่วยปกป้องอะไรไม่ได้มากมาย
ถ้าคนอื่นสามารถลอกเลียนแบบได้ เขาก็ต้องรีบขยายธุรกิจให้เร็วที่สุด เดิมทีเขายังไม่มีช่องทางที่ดีนัก แต่ตอนนี้ไอรีน่าอาจจะเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดทางให้เขา
ไอรีน่าหยิบกับดักหนูจากพื้นขึ้นมา ก่อนจะหันหลังเดินจากไป แต่จู่ ๆ เธอก็หันกลับมาอีกครั้งและพูดว่า
"จริงสิ ถ้าจะทำธุรกรรมที่มีมูลค่ามาก ๆ ฝ่ายการเงินของรัฐบาลสามารถจ่ายได้แค่เช็คเท่านั้น คุณต้องไปเปิดบัญชีธนาคารก่อนนะ"
"เปิดบัญชีธนาคาร?"
หยางเหวินตงขมวดคิ้ว เรื่องนี้ดูจะเป็นปัญหาสำหรับเขาในตอนนี้
ไม่ว่าในยุคไหน การเปิดบัญชีธนาคารก็มักมีเงื่อนไขเรื่องค่าธรรมเนียมและเงินฝากขั้นต่ำ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ธนาคารในจีนแผ่นดินใหญ่ก็เป็นแบบนี้ และฮ่องกงในยุคนี้ก็คงจะเข้มงวดกว่าเสียอีก
"คุณกังวลว่าธนาคารจะไม่ให้เปิดบัญชีเหรอ?"
ไอรีน่าดูเหมือนจะมองออกถึงความลำบากของหยางเหวินตง เธอจึงกล่าวต่อ
"ฉันรู้จักธนาคารของชาวจีนแห่งหนึ่งชื่อว่า ‘ธนาคารเหลียวชวงซิง’ พวกเขารับเงินฝากจำนวนเล็กน้อยและให้เปิดบัญชีได้ คุณน่าจะลองไปที่นั่นดู"
"ธนาคารเหลียวชวงซิง?"
ในหัวของหยางเหวินตงพลันนึกถึงข้อมูลบางอย่างขึ้นมา
ดูเหมือนว่าธนาคารแห่งนี้เคยมีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ของธนาคารฮ่องกง เพราะมันเป็นธนาคารแรกที่ล้มละลายจากการถูกแห่ถอนเงิน!
"พี่ตง? คิดอะไรอยู่เหรอ?"
ซูอีอีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นไอรีน่าเดินจากไปแล้ว จึงเอื้อมมือมาแตะหยางเหวินตงเบา ๆ พร้อมถามเขา
หยางเหวินตงได้สติกลับมา ยิ้มแล้วตอบว่า
"ไม่มีอะไร คิดเรื่องธนาคารนิดหน่อย"
ซูอีอีลังเลเล็กน้อยก่อนจะถามว่า
"ฉันยังไม่เคยไปธนาคารเลย ขอไปกับพี่ได้ไหม?"
"เอ่อ..." หยางเหวินตงนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนตอบ "ได้สิ"
ในยุคนี้ เงื่อนไขในการเปิดบัญชีธนาคารค่อนข้างสูง ชาวจีนส่วนใหญ่ไม่มีคุณสมบัติพอจะเปิดบัญชีได้ และแม้จะมีเงิน บางธนาคารของอังกฤษก็ยังไม่รับลูกค้าชาวจีนอยู่ดี
การแบ่งแยกเชื้อชาติเป็นเรื่องปกติ แม้แต่ชาวจีนที่ประสบความสำเร็จในฮ่องกงก็ไม่ได้รับความเคารพอย่างแท้จริง เพียงแต่รัฐบาลอังกฤษต้องการให้พวกเขาช่วยบริหารฮ่องกงเท่านั้น
สำหรับกลุ่มคนยากจนที่อาศัยอยู่ในห้องเช่ารวม พวกเขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดถึงธนาคาร ขนาดร้านอาหารธรรมดายังไม่เคยได้เข้าไปเลยด้วยซ้ำ
"งั้นพรุ่งนี้ไปกันไหม?" ซูอีอีถาม
"อืม พรุ่งนี้ไปกัน จะได้จัดการให้เรียบร้อย"
"ตกลง!" ซูอีอีพยักหน้ารับ เธอไม่ค่อยถามถึงเหตุผลมากนัก โดยเฉพาะหลังจากที่เพิ่งเห็นหยางเหวินตงรับมือกับชาวต่างชาติได้อย่างสบาย ๆ มันทำให้เธอรู้สึกว่าเขาเก่งมาก
...
วันรุ่งขึ้น
ฟ้ายังไม่สางดี หยางเหวินตงก็ออกเดินไปยังธนาคารเหลียวชวงซิงที่อยู่ใกล้ที่สุด
ซูอีอีเองก็พยายามแต่งตัวให้ดูดีขึ้นมาอีกหน่อย แม้ว่าชุดของเธอจะยังคงมีรอยปะอยู่หลายจุดก็ตาม...
ทั้งสองเดินมาจนถึงตัวเมืองจิมซาจุ่ย และหลังจากสอบถามร้านค้าหลายแห่งก็ได้รู้ตำแหน่งของธนาคารเหลียวชวงซิง
แต่กว่าที่จะเดินมาถึง แม้ระยะทางจะไม่ไกลมาก แต่ก็ใช้เวลาของหยางเหวินตงไปกว่าชั่วโมงกว่า
เมื่อมาถึง เขาก็เห็นผู้คนจำนวนมากยืนต่อแถวอยู่หน้าธนาคาร ดูคึกคักไม่น้อย
แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หยางเหวินตงก็ยืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ และถามคนข้างหน้าว่า
"พี่ชาย ผมขอถามหน่อย เปิดบัญชีที่นี่ ขั้นต่ำต้องใช้เงินเท่าไหร่?"
ชายคนนั้นตอบว่า "ไม่มีค่าธรรมเนียมเปิดบัญชี แต่ต้องฝากเงินเข้าไปอย่างน้อย 100 เหรียญ"
"โอ้" หยางเหวินตงพยักหน้าอย่างพอใจ เพราะเขาพกเงินมาด้วย 120 เหรียญ
นี่คือทรัพย์สินทั้งหมดของเขา ก่อนที่เขาจะข้ามภพมา เจ้าของร่างเดิมก็มีเงินเก็บราว 60 กว่าเหรียญ ซึ่งเป็นเงินที่สะสมมาตลอดหลายปี ส่วนในช่วงสิบวันที่ผ่านมา เขาก็หาเงินได้ไม่น้อยจากการขายกับดักหนู
หลังจากหักค่าธรรมเนียมแผงลอย ค่าแรงของจ้าวลี่หมิงและซูอีอี ก็ยังเหลือราว 60 กว่าเหรียญ
แถวค่อนข้างยาว หยางเหวินตงจึงทำได้เพียงยืนรอเงียบ ๆ แต่รอบตัวเขากลับเต็มไปด้วยเสียงสนทนา
"เฮ้ พวกนายก็มาฝากเงินเหมือนกันเหรอ?" ชายคนหนึ่งถามขึ้น
"จะให้มาทำอะไรที่ธนาคารล่ะ ถ้าไม่ใช่ฝากเงิน?" อีกคนตอบ
"ไม่ใช่ ฉันหมายถึงอยากถามว่า ดอกเบี้ย 6 ส่วนต่อเดือนของธนาคารเหลียวชวงซิงนี่จริงหรือเปล่า?" ชายคนแรกถามต่อ
"ในหนังสือพิมพ์ก็เขียนไว้อย่างนั้น ไม่น่าจะโกหกหรอก" อีกคนตอบ "แถมดูสิ คนมาต่อแถวกันขนาดนี้ ถ้ามันเป็นเรื่องหลอกลวง คนข้างหน้าคงโวยวายไปแล้ว"
"นั่นสินะ" หลายคนเริ่มถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ย
หยางเหวินตงเงี่ยหูฟังการสนทนาอย่างเงียบ ๆ เพราะนี่เป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้รับข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก
คนที่สามารถมาฝากเงินในธนาคารได้ แม้จะเป็นธนาคารที่มีเงื่อนไขง่ายอย่างเหลียวชวงซิง ก็นับว่ามีสถานะทางสังคมสูงกว่าคนที่อาศัยอยู่ในห้องเช่าราคาถูกเสียอีก
อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงถึง 6 ส่วนต่อเดือนก็ทำให้เขาตกใจไม่น้อย
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ธนาคารเหลียวชวงซิงจะต้องเผชิญกับวิกฤตการถอนเงินครั้งใหญ่
หลังจากรออีกหนึ่งชั่วโมง หยางเหวินตงก็มาถึงหน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร และยื่นเงินสด 100 เหรียญพร้อมบัตรประจำตัวของเขา
"เปิดบัญชีครับ"
พนักงานธนาคารถาม "ฝากเงินเป็นระยะเวลานานแค่ไหน?"
"ไม่ฝาก เอาเป็นบัญชีออมทรัพย์แบบถอนได้ตลอด" หยางเหวินตงตอบ
ทันใดนั้น คนรอบข้างก็หันมามองเขาด้วยความประหลาดใจ