บทที่ 06.พี่ชาย...ข้าจะตายไหม?
บทที่ 06.พี่ชาย...ข้าจะตายไหม?
【อาการของเด็กหญิงร้ายแรงกว่าที่คุณคิด】
【นี่ไม่ใช่โรคธรรมดาของมนุษย์ และไม่ใช่เพียงแค่ความเสียหายจากภายนอก แต่มันคือการหดตัวและพังทลายจากภายในร่างกายอย่างช้าๆ ร่างกายของเธอกำลังจะถึงจุดจบ】
【คุณไม่สามารถเข้าใจได้ และไม่รู้ว่าทำไม】
【คุณทำได้เพียงพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อหาวิธีรักษา แต่โชคร้าย แม้กระทั่งยาวิเศษของผู้ฝึกตนก็ไม่สามารถกำจัดโรคของเธอได้ ทำได้เพียงแค่ยื้อเวลา ของการเสื่อมถอยของร่างกายออกไป】
【คุณดิ้นรน คุณพยายาม คุณเป็นเหมือนกับนกที่กำลังกระพือปีกอย่างบ้าคลั่ง บินผ่านป่าที่เต็มไปด้วยหนามแหลม เพื่อค้นหาความหวังที่ไม่มีที่สิ้นสุด】
【แต่ไม่ว่าคุณจะพยายามแค่ไหน แม้ว่าร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผล แม้ว่าคุณจะอ้อนวอนทุกคนรวมถึงอาจารย์ของคุณ คุณก็ยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ได้】
【คุณทำได้แค่เฝ้ามองเธอทรมานมากขึ้นไปเรื่อยๆ】
【คุณทำได้แค่มองเห็นเธอซูบผอมลงทุกวัน】
【คุณทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ... ไม่ได้เลยจริงๆ】
【ความเป็นจริงไม่เคยเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะความต้องการของมนุษย์ คุณไม่สามารถที่จะเขียนเรื่องโศกนาฏกรรมนี่ให้เปลี่ยนไปด้วยเสียงคำรามไร้เหตุผลเหมือนตัวเอกในอนิเมะที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น】
【เมื่อเผชิญหน้ากับความเศร้าโศกที่แท้จริง พลังของมนุษย์มักจะดูเล็กจ้อยเสมอ เล็กจ้อยจนทำให้สิ้นหวัง】
【ทุกคำทักทายในยามเช้า ทุกคำบอกฝันดีก่อนนอน เป็นเหมือนสัญญาณว่าความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ คุณอยู่ภายใต้แรงกดดันนี้มาสี่ปีแล้ว แต่สุดท้าย...ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย】
【สี่ปีผ่านพ้นไป คุณมีอายุ 20 ส่วนเธออายุ 14 ปี】
【เด็กหญิงตัวน้อยที่เคยเดินตามคุณต้อยๆ เรียกคุณว่าพี่ชาย ยามนี้ได้นี้เติบโตขึ้นเป็นสาวน้อยที่งดงามแล้ว แต่กลับต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา เหมือนแก้วที่บอบบางและเต็มไปด้วยรอยร้าว ที่พร้อมจะแตกสลายไปได้ทุกเมื่อ】
【สำหรับบางคน ความขาวซีดของผู้ป่วยอาจเป็นความงามที่หาที่สุดไม่ได้ แต่สำหรับคุณแล้ว นี่คือภาพที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ไร้หนทาง และน่าชิงชังที่สุด】
【สำหรับคุณ ในสี่ฤดูมีเพียงแค่ฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ คุณแทบไม่รู้สึกถึงความสุขและความอบอุ่นได้อีกต่อไป】
【เธอเห็นทุกอย่างในสายตา ดวงตาของเธอมักจะมีแววแห่งความรู้สึกผิดและโทษตัวเอง】
【เธอไม่ได้กังวลเรื่องความเจ็บปวดของตัวเองมากเท่ากับความเหนื่อยล้าของคุณ เธอขอโทษคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า】
"ขอโทษนะคะ...พี่ชาย..."
ถ้ำเซียนเจี้ยนเฟิง หลายปีผ่านไป
ภายในถ้ำยังคงเหมือนเดิม โต๊ะเก้าอี้ยังคงอยู่ที่เดิม ดอกไม้และต้นไม้ที่นางเคยปลูกด้วยมือตัวเองยังส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ท่ามกลางความเงียบสงัด
เด็กสาวนอนอยู่บนเตียงอย่างเงียบงัน เส้นผมของนางยาวตรงสีดำขลับ ดวงตาที่เคยสดใสกลับดูหม่นหมอง ริมฝีปากซีดขาว ร่างกายของนางบอบบางราวกับจะแตกสลายไปได้เพียงแค่สัมผัสเบาๆ
"ไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องขอโทษกันหรอก"
ซวี่ซีส่ายหัว ป้อนยาเม็ดหนึ่งเข้าไปในปากของนาง
"นี่คือยาเม็ดเก้าใบของวันนี้ กินแล้วพักผ่อนให้ดีนะ"
เด็กสาวพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย และกลืนยาลงไป หลังจากกินยาเสร็จแล้ว นางก็ส่งยิ้มไปให้ซวี่ซี รอยยิ้มนั้นงดงามสดใสราวกับแสงอาทิตย์ในยามเช้า ราวกับความฝันอันงดงาม ราวกับท้องฟ้าที่ไร้เมฆหมอก นางยิ้มและขอรางวัลจากเขา เหมือนตอนที่พวกเขายังเป็นเด็ก
"พี่ชาย...โม่ลี่กินยาแล้วนะ~~"
ดวงตาของนางเป็นประกาย พูดออดอ้อนเหมือนเด็กหญิงตัวน้อย ในตอนนี้เอง ร่างกายที่อ่อนแอของนาง กับน้ำเสียงที่ร่าเริงสดใส กลับขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ทำให้คนที่เห็นอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บปวดใจ ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ทุกคนมีเพียงความเงียบงันและความโศกเศร้าภายในใจ
"อื้มๆ โม่ลี่เป็นเด็กดีจริงๆ"
ซวี่ซีฝืนยิ้ม กลั้นความรู้สึกที่จุกแน่นในอก หยิบลูกอมที่เตรียมไว้ออกมา และวางลงบนริมฝีปากของเด็กสาว
นางลิ้มรสมันอย่างตั้งใจ ราวกับเป็นสมบัติที่ล้ำค่า
ลูกอมมันอร่อยขนาดนั้นเลยหรือ?
ซวี่ซีคิดย้อนกลับไป ทุกครั้งที่เขาให้ลูกอมกับนาง นางมักจะเผยรอยยิ้มที่มีความสุขที่สุดออกมา
หลังจากที่กินลูกอมเสร็จ เด็กสาวไม่ได้หลับไปเหมือนเช่นทุกวัน แต่กลับเอ่ยปากขอร้องซวี่ซี
เธอบอกว่าอยากออกไปข้างนอกดูสักครั้ง
และซวี่ซีก็ตอบตกลง
แน่นอนว่า การใช้กระบี่เหินเวหาเป็นไปไม่ได้ ความเร็วที่มากเกินไปอาจทำให้ร่างกายที่เปราะบางของนางแตกสลายได้...
ดังนั้น…ซวี่ซีจึงค่อยๆประคองเด็กสาวขึ้นมา
หลังจากที่เดินออกมาจากถ้ำ ทั้งสองก็เดินทอดน่องไปรอบๆ ถ้ำเซียนเจี้ยนเฟิง ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแล้ว
ก้าวเดินไปด้วยกันอย่างเชื่องช้า…
ช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของวงปีของต้นไม้…
ช้ายิ่งกว่าความเปลี่ยนแปลงของสิ่งเล็กๆ ในชีวิต…
บนพื้นทางเดินที่ปูด้วยใบไม้ร่วง ใบหน้าของเด็กสาวดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
แต่...แม้ว่าจะเดินกันไปอย่างช้าๆ แม้ว่าจะเป็นเพียงระยะทางสั้นๆ ซวี่โม่ลี่ในวัย 14 ปี ก็ยังรู้สึกหนักหนาสาหัส
นางหยุดเดินกะทันหัน กำผ้าบริเวณหน้าอกแน่น ใบหน้าซีดเผือด
"ถ้าเดินไม่ไหวก็อย่าฝืนนะ"
เหมือนเมื่อครั้งยังเด็ก ซวี่ซีจะอุ้มเธอขึ้นมา ให้เธอนอนพักบนหลังของเขา
เด็กสาวตอบเบา ๆ
"เข้าใจแล้วค่ะ พี่ชาย..."
เมื่อนอนอยู่บนแผ่นหลังที่คุ้นเคย นางรู้สึกได้ถึงความมั่นคงและปลอดภัย ดวงตาของหมอลี่ก็เริ่มหรี่ลง ความง่วงเข้าครอบงำ ก่อนจะหลับไป เธอถามเขาเบา ๆ
"พี่ชาย...โม่ลี่จะต้องตายไหม?"
"ไม่ พี่จะช่วยโม่ลี่เอง"
"อืมๆ...โม่ลี่เชื่อใจพี่ชาย พี่ชายจะไม่โกหกโม่ลี่..."
เสียงของนางค่อยๆ เบาลง เลือดเริ่มไหลออกจากมุมปากของนาง นางซบหน้าลงบนไหล่ของซวี่ซี พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะมีสติอยู่
แต่เลือดยังคงไหลออกมาไม่หยุด...
พลังชีวิตของเธอราวกับกำลังถูกดึงออกไปทีละน้อย...จนกระทั่งซวี่ซีรู้ตัวถึงความผิดปกติของนาง เด็กสาวก็หมดสติไปแล้ว
【คุณได้เข้าร่วมสำนักเทียนเจี้ยน และกลายเป็นศิษย์เอกแห่งเทียนหลิงเกิน ที่ทุกคนยกย่อง】
【อนาคตของคุณสดใส ชีวิตของคุณช่างยอดเยี่ยม และคุณคืออัจฉริยะที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร】
【แต่แตกต่างจากคุณ น้องสาวของคุณป่วยหนัก และอาการของเธอทรุดลงอย่างหนักในฤดูใบไม้ร่วง เมื่อเธออายุ 14 ปี】
【คุณในตอนนี้ไม่มีทางรักษาเธอได้ ทำได้เพียงทำภารกิจของสำนัก ฝึกฝนการปรุงยา ศึกษาด้วยตัวเอง ใช้โอสถล้ำค่าที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรยังหวงแหน เพื่อยืดลมหายใจของเธอออกไป】
【ปีที่ 15 หลังจากที่คุณข้ามมิติมา คุณอายุ 21 ปี และซวี่โม่ลี่อายุ 15 ปี คุณได้ทะลวงถึงช่วงปลายของขั้นสร้างรากฐาน พลังของคุณแข็งแกร่งขึ้น ไม่หวั่นเกรงแม้แต่ผู้บำเพ็ญเซียนระดับแก่นทองคำ ทำให้คุณสามารถรวบรวมโอสถล้ำค่าสำหรับน้องสาวได้เร็วขึ้น แต่...อาการของซวี่โม่ลี่กลับแย่ลง เธอไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป และต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดทั้งวัน】
【ปีที่ 16 หลังจากที่คุณข้ามมิติมา คุณอายุ 22 ปี และซวี่โม่ลี่อายุ 16 ปี ความกดดันของคุณได้มาถึงขีดสุด คุณเหมือนถูกความหมกมุ่นครอบงำ หมกมุ่นอยู่กับการหาวิธีช่วยเธอ แล้วใที่สุด...ก่อนที่ชีวิตของน้องสาวของคุณจะสิ้นสุดลง คุณได้พบคำอธิบายเกี่ยวกับโรคของเธอในคัมภีร์โบราณจากแดนไกล】
【มหันตภัยแห่งสวรรค์】
【คัมภีร์โบราณบันทึกไว้ว่า...】
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร เป็นที่รู้กันว่ามีเพียงผู้ที่มี "รากวิญญาณ" เท่านั้นที่สามารถฝึกฝนได้
แต่ในหมู่มนุษย์ธรรมดาจำนวนนับไม่ถ้วน มีเพียงไม่กี่คนที่เป็นข้อยกเว้น...คนที่สามารถดูดซับพลังวิญญาณได้ แม้ไม่มีรากวิญญาณ แต่...รากวิญญาณเป็นรากฐานของการบำเพ็ญเพียร หากไม่มีรากวิญญาณ แต่กับดูดซับพลังวิญญาณเข้าไปมากมาย ร่างกายของมนุษย์ธรรมดาจะได้รับผลกระทบร้ายแรง
นี่จึงถูกเรียกว่า...
【มหันตภัยแห่งสวรรค์】
หมายถึง ภัยพิบัติที่ฟ้ากำหนดมาให้คนผู้นั้นต้องเผชิญ
【ซวี่โม่ลี่ น้องสาวของคุณ... อยู่ในสถานการณ์นี้】
สำนักเทียนเจี้ยนเต็มไปด้วยพลังวิญญาณเข้มข้น
และนั่นเองที่ทำให้มหันตภัยของเธอมาถึงเร็วขึ้น
เมื่อคุณได้รับรู้ความจริงนี้...หัวใจของคุณพลันจมดิ่งลงไปในความสิ้นหวัง...