บทที่ 09.นี่คือคำโกหก
บทที่ 09.นี่คือคำโกหก
"ทรยศ! ทรยศ! ทรยศ!"
"หากไม่มีรากวิญญาณ แล้วเจ้าจะฝึกฝนต่อไปได้อย่างไร!"
ณ หอเซียนเจี้ยน
ภาพวาดเสือเมฆา ป่าหมอกเขียว ต้นไม้โบราณแห่งเทียนเจี้ยนทอดเงาปกคลุม
สีหน้าของหลี่ว่านโซ่วมืดครึ้ม นี่เป็นครั้งแรกที่เขาตะโกนใส่ซวี่ซี การที่ทำให้ชายชราผู้เมตตาเช่นนี้โมโหถึงเพียงนี้ แสดงว่าเขาโกรธจริง ๆ
"ง่ายมาก ข้าแค่ไม่ฝึกฝนก็เท่านั้น ท่านอาจารย์"
ซวี่ซีตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ บางทีอาจเป็นเพราะการจำลองครั้งนี้กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว เขาจึงไม่หวาดกลัวต่อความโกรธเกรี้ยวของหลี่ว่านโซ่ว
เขาหยุดชั่วครู่
ครั้งนี้ น้ำเสียงของเขาสงบขึ้นเล็กน้อย
"ท้ายที่สุดแล้ว ข้าก็เหลือเวลาอยู่ได้อีกไม่กี่ปีท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะฝึกฝนหรือไม่ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหลี่ว่านโซ่วก็แข็งทื่อ ความโกรธเกี้ยวที่ฉายอยู่บนใบหน้าค่อย ๆ เลือนหายไป เปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่ซับซ้อนยิ่งนัก เขาทำได้เพียงจ้องมองศิษย์รักที่สูญเสียพลังบำเพ็ญไปจนหมดสิ้น
"พูดมา บอกข้ามาตั้งแต่ต้นจนจบว่าเจ้าทำอะไรลงไป"
"ขอรับ อาจารย์"
ไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง และไม่มีเหตุผลที่ต้องปิดบัง
ซวี่ซี บอกเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับการศึกษารากวิญญาณภายนอก และการเผาผลาญตัวเองเพื่อสร้างมันขึ้นมาโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย หลี่ว่านโซ่วรับฟังจนหมดสิ้น
"อา—!" ดวงตาของหลี่ว่านโซ่วเบิกกว้าง
เขาถึงกับเผลอถอนเคราสีขาวของตนออกมาเส้นหนึ่ง
"เป็นไปได้อย่างไร! ตอนแรกข้าก็แค่พูดลอย ๆ เท่านั้น แต่เจ้ากลับสร้างรากวิญญาณภายนอกขึ้นมาได้จริง ๆ"
"อัจฉริยะ เป็นอัจฉริยะโดยแท้!"
ตอนแรกหลี่ว่านโซ่วดีใจล้นเหลือ แต่แล้วเขาก็ส่ายหัวด้วยความเสียดาย
"น่าเสียดาย เจ้านี่นะ...เจ้าตัดรากวิญญาณของตัวเองทิ้งไป ไม่เช่นนั้นเจ้าย่อมสามารถบินขึ้นเป็นเซียนได้"
ชายชราตกอยู่ในความเงียบในทันที เขาส่ายหัวถอนหายใจ
เขาเดินกลับไปกลับมาในห้องโถง
ท้ายที่สุด เขากระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิด
เขาหันหน้าไปมองซวี่ซีด้วยสายตาโกรธเคือง
"เจ้าศิษย์ทรยศ เจ้าใจร้อนเกินไปหรือไม่! เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าทำอะไรลงไป! เหตุใดจึงไม่บอกข้าล่วงหน้า!"
เมื่อเผชิญหน้ากับเสียงตำหนิของอาจารย์ ซวี่ซีส่ายหัวเล็กน้อย
"หากข้าบอกท่านอาจารย์ล่วงหน้า ท่านก็คงจะขัดขวางข้า"
"ข้าเข้าใจความหมายของท่านอาจารย์ ท่านต้องการให้ข้าค่อยเป็นค่อยไป ช่วยชีวิตโม่ลี่โดยไม่ทำร้ายตนเอง"
"แต่ข้าทำเช่นนั้นไม่ได้"
"ข้าทนดูคนที่ข้ารักต้องตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้"
ชายชราไร้คำพูด
ริมฝีปากของเขาขยับขึ้นลงสองครั้งโดยไม่รู้ตัว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวตำหนิสิ่งใดออกมา
แววตาของเขาค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ และในขณะเดียวกันก็โล่งใจไปในบางส่วน
ราวกับว่าเขาได้เห็นเด็กน้อยที่ไร้เดียงสาเติบโตขึ้นมาแล้ว เหล่าผู้อาวุโสอย่างเขาย่อมอดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้
"อาจารย์เข้าใจแล้ว"
"ในเมื่อเป็นการตัดสินใจของเจ้า ในฐานะอาจารย์ ข้าย่อมไม่มีสิ่งใดจะกล่าวอีก"
อารมณ์โกรธทั้งหมดสงบลง หลี่ว่านโซ่วกล่าวว่า
"เรื่องของสำนักข้าจะจัดการให้เจ้าเอง ข้าพอจะช่วยพูดอะไรได้บ้าง"
"แต่สำหรับโม่ลี่..."
หลี่ว่านโซ่วอ้ำอึ้ง
เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ของพี่น้องคู่นี้แน่นแฟ้นเพียงใด หากโม่ลี่รู้ว่าพี่ชายของนางยอมสละตัวเองเพื่อช่วยชีวิตนาง นางคงจะพังทลายลงเป็นแน่
สายลมพัดมาเบา ๆ หอบเอาเงาของใบไม้โบราณด้านนอกโถงให้พริ้วไหวดังคล้ายคลื่นทะเล
เสียงระฆังโบราณแว่วมาเบา ๆ
ดวงตาของซวี่ซีหม่นแสง
"ข้าไม่คิดที่จะบอกความจริงกับนาง อีกไม่นาน ข้าจะออกจากสำนักเทียนเจี้ยน"
"เมื่อนั้น โม่ลี่จะอยู่ในความดูแลของท่านอาจารย์"
การที่นางรอดชีวิตเพราะการสละชีพของพี่ชาย—นี่เป็นความจริงที่โหดร้ายเกินไป
แม้แต่คนที่ผ่านความยากลำบากมามากมายก็ยังต้องแบกรับความรู้สึกผิดนี้ไว้
นับประสาอะไรกับเด็กสาวผู้เติบโตมาเคียงข้างซวี่ซีมาตั้งแต่เด็ก
หลังจากพูดคุยทุกอย่างกับอาจารย์เสร็จ ซวี่ซีก็ค่อย ๆ ออกจากหอเซียนเจี้ยน พร้อมกับสะพายกระบี่ไม้โบราณไว้บนหลัง กระบี่ไม้เล่มนี้เป็นของขวัญที่อาจารย์ยัดเยียดให้เขา
รายละเอียดมีดังนี้
"ไสหัวไป เจ้าศิษย์ทรยศ!"
"เอากระบี่ไม้เล่มนี้ไปด้วย อย่างน้อยเจ้าจะได้ไม่ถูกพวกมนุษย์ธรรมดาตีจนตายให้เป็นที่อับอาย!"
ชายชราตะโกนลั่น พลางกระโดดขึ้นลงด้วยความขุ่นเคือง แล้วเตะซวี่ซีออกจากหอเก่าแก่
จากนั้นก็ปิดประตูลงด้วยเสียงดังปัง!
ราวกับว่าเขาไม่ต้องการเห็นหน่าของซวี่ซีอีกต่อไป
ซวี่ซียืนอยู่นอกหอเซียนเจี้ยน ถนนที่ปูด้วยแผ่นหินสีครามทอดยาวไปเบื้องล่าง เขาเอื้อมมือไปด้านหลัง จับด้ามกระบี่ไม้ไว้แน่น
คลื่นพลังวิญญาณพลุ่งพล่านออกมาจากภายใน
เมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าของเดิมของมัน
แม้แต่มนุษย์ธรรมดาก็สามารถใช้มันได้ตามใจ
"ศิษย์ขอน้อมรับคำสั่ง"
หลังจากกลับมาที่ถ้ำ ซวี่ซีเฝ้าอยู่ข้างเตียงเป็นเวลาสองวัน จนกระทั่งรากวิญญาณภายนอกหลอมรวมเข้ากับร่างกายของเด็กสาวอย่างสมบูรณ์ และมหันตภัยสวรรค์ดั้งเดิมก็สลายหายไปโดยไร้ร่องรอย
ในทางตรงกันข้าม เด็กสาวกลับสามารถสัมผัสพลังปราณได้อย่างอธิบายไม่ได้
นางยังไม่ได้เริ่มฝึกฝนอย่างจริงจังด้วยซ้ำ
แต่ด้วยพรสวรรค์ของนาง นางได้ก้าวแรกสู่การหลุดพ้นจากโลกียวิสัยแล้ว
"พี่ชาย..."
เสียงของซวี่โม่ลี่แหบพร่า แฝงไว้ด้วยความอ่อนแรงจากการฟื้นตัวจากอาการป่วยหนัก แต่ไม่นานนางก็พบว่าร่างกายของตนเองไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป ซ้ำยังรู้สึกโล่งโปร่งอย่างอธิบายไม่ได้
"เยี่ยมไปเลย"
ราวกับว่านางเดาอะไรบางอย่างได้ นางยิ้มหวานให้ซวี่ซีที่นั่งอยู่ข้างเตียง
"พี่ชายทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับโม่ลี่แล้ว"
"ใช่แล้ว"
ซวี่ซีจับฝ่ามือที่ขาวซีดของเด็กสาวที่กลับมาอบอุ่นอีกครั้งอย่างแผ่วเบา
ราวกับว่ากำลังถือดอกไม้ที่ปลิดปลิวท่ามกลางสายลม
ราวกับว่ากำลังคว้าจับสายลมฤดูร้อน
น้ำเสียงอันเหนื่อยล้าของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
"พี่สัญญากับเจ้าไว้แล้วว่าจะช่วยชีวิตโม่ลี่ พี่ต้องทำให้ได้แน่นอน"
เด็กสาวหัวเราะอย่างมีความสุขยิ่งกว่าเดิม แต่ขณะหัวเราะ ดวงตาของนางกลับแดงก่ำขึ้นโดยไม่อาจควบคุมได้ สุดท้ายนางทำได้เพียงใช้หลังมือเช็ดมันออกไป
"ขอโทษนะพี่ชาย ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อยู่ ๆ ก็รู้สึกอยากร้องไห้"
"เหมือนมีอะไรที่น่าเศร้ามากเกิดขึ้น"
"แปลกจัง ทั้งที่ตอนนี้ข้าควรจะดีใจแท้ ๆ"
นางไม่รู้ว่าทำไม
นางไม่เข้าใจเลยว่าทำไม
ซวี่โม่ลี่กำเสื้อของตนเองแน่นจนปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว
ราวกับว่ามีบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกำลังจะหายไป
บางสิ่งที่ต้องรักษาไว้ให้ได้
บางสิ่งที่ไม่อาจสูญเสียไปเป็นอันขาด
สำคัญเสียยิ่งกว่าชีวิตของนางเอง
ล้ำค่ากว่าทุกสิ่งที่นางเคยยึดมั่นมาตลอด
เหมือนกับรากของต้นไม้
เหมือนกับปีกของนก
เหมือนกับเขี้ยวของสัตว์ป่า
หากไร้สิ่งนี้...นางจะต้องขาดใจตายอย่างแน่นอน
"ไม่เป็นไร"
เสียงปลอบโยนของซวี่ซีดังมาจากข้างกาย พร้อมกับฝ่ามือที่ลูบศีรษะของเด็กสาวอย่างอ่อนโยน
เพียงชั่วขณะนี้เท่านั้น
ความว่างเปล่าจากการสูญเสียบางสิ่งอันสำคัญของเด็กสาวถึงถูกเติมเต็ม
"พี่คิดว่าคงเป็นเพราะโม่ลี่ตัวน้อยหลับไปนานเกินไป ร่างกายเลยยังไม่ปรับตัว"
"อีกเดี๋ยวก็หาย ไม่ต้องกังวล"
...เป็นเช่นนั้นหรือ
เด็กสาววัยสิบเจ็ดปีรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติ
แต่เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว
พี่ชายก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องโกหกนาง
บางทีอาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้นางป่วยหนักเกินไป
ร่างกายเลยไม่สามารถควบคุมน้ำตาของตัวเองได้
เมื่อนึกได้เช่นนี้ อารมณ์ของนางก็ค่อย ๆ สงบลง
ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว
ไม่ว่านางจะพบเจออุปสรรคใด
ตราบใดที่พี่ชายยังอยู่ข้างกาย
ก็ไม่มีสิ่งใดต้องหวาดหวั่นอีกต่อไป
ใช่แล้ว...ตราบใดที่พี่ชายยังอยู่
ซวี่โม่ลี่เป็นฝ่ายจับมือของซวี่ซีแน่นก่อน
ที่จะกำมันแน่นยิ่งกว่าเดิม
แน่นจนไม่ยอมปล่อยไป
"พี่ชายจะทอดทิ้งโม่ลี่หรือเปล่า?"
"...ไม่หรอก"
นี่คือคำโกหก