แวดวง
เสิ่นหลินขับรถพาจีมู่เสวี่ยมาที่โรงแรมยูนิเวอร์แซล ใกล้กับกวานหยุนเฉียนถัง
สถานที่ที่จางฮ่าวส่งโลเคชั่นมาก็คือที่นี่
เป็นร้านอาหารชื่อ เอี้ยนเจียงหนาน ตั้งอยู่บนชั้น 55 ของโรงแรมยูนิเวอร์แซล
เสิ่นหลินเพิ่งจอดรถเสร็จ ก็มองเห็นลัมโบร์กีนีสีม่วงสดใสคันหนึ่งจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม
ภายในรถ เสิ่นหลินหันมามองจีมู่เสวี่ยแล้วพูดว่า
“รถฝั่งโน้นของพี่ฮ่าว ตอนลงไปช่วยทำตัวให้น่ารักหน่อยนะ”
จีมู่เสวี่ยมองไปยังรถลัมโบร์กีนีที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ยิ้มและพยักหน้าเบา ๆ
ก็แน่อยู่แล้ว คนรวยก็มีแต่คนรวยวนเวียนอยู่ในวงการเดียวกัน
ทั้งสองลงจากรถ และในขณะเดียวกันจางฮ่าวที่อยู่อีกฝั่งก็ลงจากรถเช่นกัน ทว่าไม่ได้มาคนเดียว แต่มีผู้หญิงมาด้วย
เหมือนกับเสิ่นหลิน จางฮ่าวก็พาคู่ควงมาด้วยเช่นกัน
เขาเปลี่ยนมาใส่ชุดแนวสปอร์ตใหม่หมด ส่วนหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างเขานั้นมีผิวขาวสะอาดและให้ความรู้สึกเรียบร้อยแบบสาวสายเรียน
“น้องหลิน”
จางฮ่าวทักด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับจูงมือหญิงสาวเดินเข้ามาหาเสิ่นหลินและจีมู่เสวี่ย
“พี่ฮ่าว บังเอิญอีกแล้วนะครับ ว่าแต่คนนี้คือ?”
เสิ่นหลินทักทายจางฮ่าวก่อนจะหันไปมองหญิงสาวข้างเขา
“สวัสดีค่ะพี่หลิน เรียกหนูว่าเสี่ยวชูเฉย ๆ ก็ได้ค่ะ”
เธอพูดอย่างสุภาพอ่อนหวาน
เสิ่นหลินไม่ได้ซักไซ้เรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองนัก เพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันไปมองจีมู่เสวี่ย
จีมู่เสวี่ยเองก็มองไปที่จางฮ่าวกับเสี่ยวชูและกล่าวทักทายอย่างสงบ
“สวัสดีค่ะพี่ฮ่าว สวัสดีค่ะเสี่ยวชู เรียกหนูว่าเสี่ยวเสวี่ยก็ได้นะคะ!”
ทั้งสี่ทักทายกันเสร็จเรียบร้อย แล้วเสิ่นหลินกับจางฮ่าวก็เดินนำหน้า ส่วนจีมู่เสวี่ยกับเสี่ยวชูเดินตามอยู่ด้านหลัง
“น้องหลิน คืนนี้เพื่อนสองคนชวนไปดื่มด้วยกัน ตอนแรกฉันไม่อยากไปหรอก แต่พอนึกถึงนายเลยเปลี่ยนใจ ไปต่อกันหลังมื้อเย็นไหม?”
จางฮ่าวพูดยิ้ม ๆ กับเสิ่นหลิน ซึ่งเขาก็พยักหน้าตอบ
“ได้เลย กำลังนึกอยู่ว่าคืนนี้จะทำอะไรดีพอดี”
“อย่ามาเนียนเลย ฉันว่าไม่ต้องมีฉัน นายก็คงไปมันส์อยู่ดี ผู้หญิงคนนี้ไม่เลวเลยนะ ยังไงกันแน่?”
จางฮ่าวแกล้งถามอย่างหยอกเย้า
เสิ่นหลินก็หัวเราะพลางตอบกลับ
“ก็เหมือนกันนั่นแหละ แล้วของพี่ล่ะ ความสัมพันธ์ยังไงกัน?”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ทั้งสองก็หันไปมองหน้ากันแล้วยิ้มอย่างรู้กัน
“ว่าแต่ฉันบอกเพื่อนในคลับเรื่องที่นายจะเข้าร่วมไว้แล้ว พรุ่งนี้เช้าเข้าไปที่คลับเลย เดี๋ยวฉันโทรหา!”
จางฮ่าวนึกอะไรขึ้นได้เลยพูดกับเสิ่นหลิน
เสิ่นหลินยิ้มและพยักหน้า บอกตามตรงว่าเขาเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่าคลับซูเปอร์คาร์มันเป็นยังไง
ไม่นาน ทั้งสี่ก็มาถึงร้านอาหาร ซึ่งจางฮ่าวได้จองห้องส่วนตัวเอาไว้แล้ว
เสิ่นหลินกับจีมู่เสวี่ยนั่งด้วยกัน ส่วนจางฮ่าวกับเสี่ยวชูก็นั่งข้างกัน
ทันทีที่นั่งลง จางฮ่าวก็หันไปถามเสิ่นหลินด้วยรอยยิ้ม
“ดื่มอะไรสักหน่อยไหม?”
“ได้ ไม่มีปัญหา”
เสิ่นหลินลังเลเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็พยักหน้า
“ไวน์ขาวหรือไวน์แดงดีล่ะ?”
ตอนนั้นเอง จางฮ่าวถามขึ้นมา
“มีสาว ๆ อยู่ด้วย งั้นเอาไวน์แดงดีกว่า!”
เสิ่นหลินคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ
“โอเค งั้นจัดไป”
จางฮ่าวเรียกพนักงานเข้ามา ซึ่งอาหารได้สั่งไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงสั่งแค่ไวน์อย่างเดียว
“น้องหลิน เอาเปตรุสสักขวดดีไหม?”
“อะไรก็ได้ พี่เป็นเจ้ามือนี่นา!”
เสิ่นหลินตอบยิ้ม ๆ จากนั้นจางฮ่าวก็สั่งเปตรุสหนึ่งขวด มูลค่ากว่า 30,000 หยวน
ในตอนนั้น จีมู่เสวี่ยที่นั่งข้างเสิ่นหลินไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก เพราะก่อนหน้านี้เธอเคยทานอาหารกับเขาที่ร้านหรูอย่างการ์เด้นหมายเลขหนึ่งมาแล้ว
ส่วนเสี่ยวชูที่อยู่ข้างจางฮ่าวก็ดูเหมือนจะชินกับเรื่องพวกนี้เหมือนกัน
หลังจากสั่งไวน์เสร็จ จางฮ่าวก็เหลือบไปเห็นนาฬิกาของเสิ่นหลิน
“น้องชาย! นั่นมัน โอเดอะมาร์ส ปิเกต์ รุ่น 26579cb เซรามิกสีขาวนี่หว่า นายเป็นคนเอาไปเหรอ?”
ได้ยินดังนั้น เสิ่นหลินก็มองดูนาฬิกาที่ข้อมือของตน
“ฟังดูแล้วผมกำลังถูกกล่าวหาว่าขโมยของสินะ??”
“จะขโมยไม่ขโมยน่ะ ช่างมันเถอะ แค่จะบอกว่ามันไม่ได้เกิดมาเพื่อฉันก็เท่านั้นแหละ”
จางฮ่าวพูดแบบเสียดาย เขาเองก็ชอบเรือนนี้เหมือนกัน
แต่ครั้งก่อนที่ดูไว้ เงินค่าขนมใกล้จะหมดแล้ว
วันนี้ตั้งใจจะมาซื้อ กลับถูกบอกว่าโดนคนอื่นคว้าไปแล้ว
ใครจะไปคิดว่าคนที่คว้าไปจะเป็นเสิ่นหลินเอง
บทสนทนาระหว่างจางฮ่าวกับเสิ่นหลิน ทำให้เสี่ยวชูที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับตะลึงไป ดูเหมือนเธอจะนึกอะไรขึ้นได้แล้วถามขึ้นว่า
“พี่ฮ่าวนาฬิกาที่พี่หลินใส่นั่นใช่รุ่นที่ราคาเกินสองล้านจริง ๆ เหรอคะ?”
จางฮ่าวพยักหน้ารับคำ
พอเห็นแบบนั้น เสี่ยวชูก็ถึงกับอึ้งไปอย่างเห็นได้ชัด
เธอเผลอพูดออกมาโดยไม่ได้คิดว่า
“พี่หลินทำงานอะไรเหรอคะ?”
ได้ยินคำถามนั้น เสิ่นหลินเพียงเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปสบตากับจางฮ่าว แล้วยิ้มโดยไม่เอ่ยคำใด
จางฮ่าวถอนหายใจแล้วหันไปพูดกับเสี่ยวชูด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“เด็กน้อย เลิกถามเยอะแล้วเล่นเกมเถอะ”
นี่คือความเข้าใจโดยไม่ต้องพูดของผู้ชาย
ดูแลผู้หญิงของตัวเองให้ดี แล้วอย่าให้ถามมากนัก
เสี่ยวชูเหมือนจะเพิ่งรู้ตัว ใบหน้าสลดลงเล็กน้อย เธอเม้มริมฝีปากบาง ๆ แล้วยิ้มเก้อ ๆ ก้มหน้าก้มตากลับไปเล่นเกมเพื่อกลบความรู้สึกขัดเขิน
หลังจากนั้น ทั้งสี่คนก็ทานอาหารไปพร้อมกับพูดคุยกัน
แน่นอนว่าเสียงหลักมาจากเสิ่นหลินกับจางฮ่าว
“น้องหลิน พี่บอกไว้ก่อนนะ เดี๋ยวมื้อนี้เสร็จเราจะไปบาร์กับเพื่อนพี่อีกสองคน”
“วันนี้มีเราสี่คน”
“มีฉัน นาย แล้วก็เพื่อนอีกสองคนที่สนิทกันทั้งนั้น!”
“คนหนึ่งชื่อถังเฟิง เพื่อนสมัยม.ปลาย เพิ่งกลับมาจากเรียน MBA ที่ออสเตรเลีย ตอนนี้กลับมาทำธุรกิจ ครอบครัวเขาทำอสังหาฯ”
“อีกคนชื่อติงซิน ไม่ใช่คนหางโจวหรอก มาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ แต่แม่เป็นคนหางโจว ครอบครัวเขาทำธุรกิจด้านการลงทุน ที่บ้านเขาลงทุนใน โมไบค์ ด้วยนะ!”
จางฮ่าวนั่งเอนพิงพนักเก้าอี้ เล่าเรื่องให้เสิ่นหลินฟังอย่างสบาย ๆ
ก็แน่นอน เพราะวันนี้เขาเป็นคนพาเสิ่นหลินมารู้จัก เลยอยากแนะนำล่วงหน้า
“โอ้ พวกเขาน่าสนใจทั้งนั้นเลย”
เสิ่นหลินตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่ใช่แค่ชมไปตามมารยาท
สายสัมพันธ์แบบนี้ ถึงดูเผิน ๆ จะธรรมดา
แต่ในความเป็นจริง มันอยู่เหนือกว่า 90% ของผู้คนทั่วไป
อย่าไปคิดว่าคนรุ่นที่สองของเศรษฐีต้องเป็นถึงลูกชายผู้อำนวยการใหญ่หรือนายกเทศมนตรี เท่านั้น
เสิ่นหลินรู้ตัวดีว่าเขายังไม่เข้าไปถึงวงการระดับนั้น
พูดอีกอย่างก็คือ บรรดาลูกคนมีอันจะกินที่มีความสามารถจริง ๆ มักจะโฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่
ยกตัวอย่างลูกนายกเทศมนตรีหรือลูกของข้าราชการระดับสูง หลายคนก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้น
คุณจะไปคิดจริง ๆ เหรอว่า พวกเขาเอาแต่เล่นสนุกไปวัน ๆ?
ต่อให้จะเล่น ก็เล่นกันอยู่ภายในกลุ่มของตัวเองเท่านั้น
ถ้าไม่เข้าถึงวงนั้น ก็ยากที่จะเข้าไปถึงคนเหล่านั้น
แน่นอนเรื่องพวกนี้เอาไว้ทีหลัง
จางฮ่าวได้ยินแล้วก็หันไปมองเสิ่นหลินแล้วยิ้มบาง ๆ
“เฮ้อ เอาเป็นว่าไม่ต้องคิดมาก ถือว่าอยู่ในระดับเดียวกันแล้วกัน”
“การจะเข้ามาอยู่ในกลุ่มของพวกเรา มันมีเกณฑ์อยู่นะ แต่นายผ่านแล้ว อย่างคอนโดของนายก็ถือว่าอยู่ในระดับท็อปของกลุ่มนี้ นายมีพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว สิ่งที่พวกเราทำก็แค่กันคนที่ไม่ใช่ออกไปเท่านั้นเอง”
“เพราะมันเหนื่อยนะที่จะคุยกับคนที่คิดไม่เหมือนกัน”
“เหมือนกับนายกำลังคุยเรื่องเรียนป.โทหรือป.เอกกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน แล้วน้องชายแปดขวบของนายกลับถามเรื่องไก่ทอด!”
“แต่พอผ่านด่านเข้ามาแล้ว สิ่งที่จะตัดสินว่านายจะอยู่ได้นานแค่ไหนก็คือตัวตนและความสามารถของนายเอง”
จางฮ่าวพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
เสิ่นหลินเห็นด้วยอย่างเต็มที่
ก็ใช่น่ะสิ
จริง ๆ แล้ว ความแตกต่างของคนเรา ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครรวยกว่าแค่ไหน
แต่มันอยู่ที่ ตัวตน กับ วิสัยทัศน์ ต่างหาก
จีมู่เสวี่ยที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ แม้จะดูเหมือนกำลังกินข้าวอยู่ แต่ความจริงเธอกำลังตั้งใจฟังบทสนทนาของทั้งคู่
จู่ ๆ เธอก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
นั่นคือคำว่า“วงการ”
ใช่แล้ววงการของคนมีเงิน