พ่อแม่ของหวังเว่ยที่เริ่มเอะใจ (ฟรี)

หลังจากวางสายกับแม่ได้ไม่นาน จ้าวเผิงเฉิงก็เดินเข้ามาตบบ่าเขาพลางหัวเราะ

“ฮ่าๆๆ แม่นายยังฮาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน!”

“ไปเลยๆ อย่ามายุ่ง! แค่คิดว่าพรุ่งนี้ต้องไปนัดดูตัวอีกแล้วก็ปวดหัวแล้ว!”

หวังเว่ยพูดอย่างจนปัญญา

จ้าวเผิงเฉิงได้ยินก็ยิ้มก่อนจะพูดว่า

“โทษใครล่ะ ก็นายเล่นไม่บอกความจริงกับที่บ้านเอง ถ้านายพูดไปเลยว่า ตอนนี้ตัวเองเป็นผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มเยียนหลิน รับรองพ่อแม่นายไม่ตามจี้แล้วล่ะ ยังไงก็ถือเป็นหนุ่มอนาคตไกลแล้ว จะหาแฟนมันยากตรงไหนวะ?”

“นายไม่เข้าใจหรอก ฉันก็อยากบอกเหมือนกัน แต่พ่อแม่ฉันไม่เชื่อไงล่ะ บอกไปก็หาว่าคุยโม้”

หวังเว่ยถอนใจหนักๆ ก่อนจะพูดต่อ

“แต่ก็ดีเหมือนกัน พอสัมภาษณ์กับ CCTV ออกไป คราวนี้พวกเขาคงเชื่อแล้วล่ะ ถือว่าปลดแอกได้สักที! ไปดูสัมภาษณ์ของเสิ่นหลินกันดีกว่า!”

จ้าวเผิงเฉิงพยักหน้าตาม

จากนั้น ทั้งสองคนก็เดินไปพร้อมกับกลุ่มผู้บริหารคนอื่นๆ มุ่งหน้าไปยังหน้าห้องทำงานของเสิ่นหลิน

พอไปถึง ก็เห็นกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยยืนมุงอยู่รอบๆ

ทุกคนกำลังเงียบๆ จ้องมองเข้าไปด้านใน

ในห้อง เสิ่นหลินกำลังให้สัมภาษณ์อยู่

ไม่มีใครพูดอะไรออกมา

มีเพียงความเงียบและความภาคภูมิใจที่อบอวลอยู่ในอากาศ

…..

วันถัดมา ตอนค่ำด้านหน้าของโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในเมืองหลวง

หวังเว่ยค่อยๆ ขับรถมาจอดที่ลานจอดรถหน้าทางเข้าโรงแรม ก่อนจะนั่งถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายอยู่ในรถ

สุดท้ายก็ไม่สามารถขัดใจแม่ได้ เขามาดูตัวจนได้

จริงๆ เขาไม่ได้อยากมาหรอก แต่พอแม่โทรตามจนไม่ไหว สุดท้ายก็เลยยอมติดต่อฝ่ายหญิงผ่านวีแชทไปก่อน

พอคุยกันได้สักพัก ก็นัดเจอกันที่โรงแรมแห่งนี้

ที่ทำให้หวังเว่ยรู้สึกแปลกๆ ยิ่งกว่านั้นก็คือ ฝ่ายหญิงดันขอให้ “พาครอบครัวมาด้วย”

เธอเองก็บอกว่าจะพาครอบครัวมาเหมือนกัน

หวังเว่ยถึงกับอยากเอาหัวโขกพวงมาลัย

ดูตัวหรือสัมภาษณ์เข้าวังวะเนี่ย?

แต่พอนึกถึงเสียงบ่นของแม่ที่ดังอยู่ในหูทุกวัน เขาก็ถอนใจแล้วยอมตามน้ำไป

จริงๆ แล้วเขาตั้งใจจะกลับบ้านไปรับพ่อแม่ด้วยตัวเอง

แต่พอโทรหา ก็เพิ่งรู้ว่า พ่อแม่มาก่อนแล้วถึงที่ก่อนเขาอีก!

หวังเว่ยจึงได้แต่ขับไมบัคคันหรูที่บริษัทจัดให้มาตามที่นัดหมาย

พอมาถึง ก็ถึงกับอดยิ้มไม่ได้

เพราะโรงแรมที่ฝ่ายหญิงนัดมา คือโรงแรมที่เขาเคยมากินข้าวอยู่บ่อยๆ

ในฐานะผู้บริหารของ เยียนหลิน ไฟแนนซ์ เขามักจะต้องนัดกินข้าวกับบรรดาเจ้าของกองทุนใหญ่ๆ ในเซี่ยงไฮ้เป็นประจำ

และตอนนี้ ชื่อเสียงของหวังเว่ยในแวดวงก็ไม่ธรรมดาเลย

เรียกได้ว่าเป็นตัวท็อปคนหนึ่งในสายการเงินของเซี่ยงไฮ้เลยทีเดียว

พอจอดรถเสร็จ เขาก็เดินตรงเข้าสู่ล็อบบี้

ระหว่างทาง โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ฮัลโหล แม่เหรอ?”

“ลูกชาย แกถึงรึยัง? แม่บอกแกแล้วใช่ไหม ดูตัวน่ะ ฝ่ายชายต้องไปถึงก่อน เป็นเรื่องของมารยาท อย่าให้แม่..”

คำของแม่ยังพูดไม่จบ หวังเว่ยก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วเห็นพ่อกับแม่กำลังนั่งอยู่ที่โซฟาในล็อบบี้โรงแรมเรียบร้อยแล้ว

พอเห็นหวังเว่ยวางสาย แม่ของเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองพ่อของหวังเว่ยด้วยแววตากึ่งโมโห

“นี่ดูลูกแกสิ! นิสัยเหมือนแกไม่มีผิด! กล้าได้ยังไง วางสายใส่แม่ตัวเองแบบนี้! เดี๋ยวข้าจะ...”

“แม่ครับ อย่ามาเมาท์ลับหลังกันสิ”

“ลูกเวร!”

เสียงของหวังเว่ยดังมาจากด้านหลัง ทำเอาแม่ตกใจสะดุ้ง พอหันไปก็เห็นหวังเว่ยในชุดลำลองเดินมายืนอยู่ตรงหน้า

“ไอ้ตัวแสบ! ยังดีนะที่ไม่มาสาย!”

หวังเว่ยนั่งลงข้างๆ พ่อที่นั่งรออยู่แล้ว พ่อหัวเราะก่อนจะเอ่ยว่า

“นี่ถ้าลูกไม่มา แม่แกคงไปลากตัวลูกออกมาจากบริษัทแน่ๆ แบบนั้นมันจะขายขี้หน้าขนาดไหนล่ะ จริงไหม?”

“พ่อครับ ผมก็รู้หน้ารู้หลังอยู่นะ ถ้าไม่มา เดี๋ยวพ่อแม่ผมก็คงบุกบริษัทผมไปจับตัวผมจริงๆ นั่นแหละ!”

“ฮะๆ แกยังพอมีสำนึกอยู่บ้างก็ดีแล้ว”

พ่อหัวเราะหึๆ ก่อนจะรีบปัดความรับผิดชอบ

“แต่เอาจริงนะ ทั้งหมดนี่ไอเดียแม่แก ไม่ใช่ฉันนะ!”

“หุบปากไปเลยคุณ! ตอนนี้ฉันกำลังจะคุยกับลูกอยู่!”

แม่หันขวับไปดุพ่อหนึ่งที ก่อนจะหันมายิ้มให้ลูกชาย

สายตากวาดมองชุดที่หวังเว่ยใส่ ก่อนจะยิ้มพอใจ

“ลูกชายแม่ เดี๋ยวนี้แต่งตัวเป็นแล้วด้วย!”

หวังเว่ยได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงๆ ที่จริงแล้ว เขาใส่แค่ชุดทำงานปกติเท่านั้นเอง

ก็แน่ล่ะ ตอนนี้เขาเป็นผู้บริหารระดับสูงในกลุ่มบริษัท เยียนหลิน แล้ว

เสิ่นหลินถึงกับจ้างสไตลิสต์ส่วนตัวให้ผู้บริหารทุกคน เพราะพวกเขาคือภาพลักษณ์ของบริษัท

แถมยังมีงบสำหรับซื้อชุดหรูระดับไฮเอนด์เดือนละ 10 เซ็ตอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้เอง สไตล์การแต่งตัวของหวังเว่ยจึงพัฒนาขึ้นมาก

วันนี้เขาใส่แค่เชิ้ตสีขาวของ บุลการี กับกางเกงสแล็คสีดำของ อาร์มานี่ รองเท้าผ้าใบสีขาวเรียบหรู

เชิ้ตพับแขนเล็กน้อย ด้านในมีเสื้ออินเนอร์ช่วยเพิ่มเลเยอร์ ติดเข็มขัดหนัง หลุยส์ วิตตองแบบไม่มีโลโก้

ทรงผมก็จัดแต่งมาพอประมาณ และที่ข้อมือก็คือนาฬิกา โอเดอะมาร์ส ปิเกต์ ราคากว่า 3 ล้าน ที่เสิ่นหลินให้เป็นของขวัญ

แม้จะแค่ชุดทำงานธรรมดาๆ แต่ด้วยบุคลิก ความมั่นใจ และรูปร่างที่ดูดีขึ้นเพราะออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ตอนนี้หวังเว่ยดูหล่อเนี้ยบระดับอปป้าเลยก็ว่าได้ เทียบกับตอนก่อนหน้านี้ราวฟ้ากับเหว

“แม่ครับ ผมไม่ได้แต่งตัวอะไรเป็นพิเศษเลย นี่แค่ชุดปกติ”

แม่เพียงยิ้มบางๆ เหมือนจะรู้ว่าเขาแค่ปากแข็ง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง

“แม่ขอเล่าเรื่องฝ่ายหญิงให้ฟังก่อนนะ”

“เธอชื่อหูจินหลิง เรียนจบจากอเมริกา ตอนนี้กำลังฝึกงานอยู่ที่ โกลด์แมน แซคส์ เลยนะ ลูกนั่นบริษัทการเงินระดับโลกเลย!”

“พ่อของเธอทำธุรกิจ มีโรงงานผลิตแพคเกจจิ้งให้กับบริษัทเครื่องดื่มชื่อดัง เห็นว่าเป็นซัพพลายเออร์ให้บริษัทเครื่องดื่มแก้เมาแบรนด์ที่กำลังดังด้วย รายได้ดีมาก”

ได้ยินตรงนี้ หวังเว่ยถึงกับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

หืม...บริษัทเครื่องดื่มแก้เมา?

หรือว่าเป็นซัพพลายเออร์ให้เยียนหลินของเสิ่นหลิน?

“ส่วนแม่น่ะ เป็นทนายความนะ บ้านนี้ถือว่าเพียบพร้อมเลยล่ะ ลูกครั้งนี้แม่เตรียมตัวมาเต็มที่เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจเรื่องค่าใช้จ่าย ที่นี่ดูหรูอยู่ก็จริง แต่แม่กับพ่อเอาเงินมาเผื่อไว้แล้ว”

“ถึงจะแพงแค่ไหน ถ้าพวกเธอถูกใจกัน แม่ก็ถือว่าคุ้ม!”

แม่พูดอย่างภูมิใจ พร้อมรอยยิ้มพอใจเต็มใบหน้า

หวังเว่ยหัวเราะเบาๆ แล้วหันไปมองแม่

“แม่ ที่นี่น่ะ ราคาขั้นต่ำก็สองหมื่นนะ”

“ขนาดนั้นเลยเหรอ!?”

แม่ตกใจตาโต แล้วรีบถามต่อ

“เดี๋ยวนะแล้วลูกไปรู้ราคามาได้ยังไง?”

ยังไม่ทันที่หวังเว่ยจะตอบ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง

“คุณหวัง!”

พ่อแม่ของหวังเว่ยยังไม่คิดอะไร เพราะไม่เชื่อว่าคำว่าคุณหวังนั้น จะหมายถึงลูกตัวเอง

แม่หันไปพูดกับลูกต่อว่า

“ลูก ได้ยินไหม? วันไหนลูกจะทำให้ใครเรียกคำว่าคุณหวังบ้างล่ะ?”

หวังเว่ยได้ยิน ก็หัวเราะเบาๆ แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ต่อหน้าสายตาสงสัยของพ่อแม่

เขาหันไปยังต้นเสียง เห็นชายหนุ่มในชุดสูทเนี้ยบเดินตรงเข้ามา

หวังเว่ยยิ้มทัก

“คุณหมิง!”



ตอนก่อน

จบบทที่ พ่อแม่ของหวังเว่ยที่เริ่มเอะใจ (ฟรี)

ตอนถัดไป