ที่ที่ถูกที่สุดในการชมสมบัติของชาติ
กู้รุ่ยเจี๋ยได้ยินคำพูดของหยางฟานก็ยิ้มหวานขึ้นมาทันที
“ถ้าพี่ชายไม่อยากให้หนูไลฟ์ หนูก็จะไม่ไปค่ะ”
เพราะคืนนี้มีสาวน้อยอยู่ข้างกาย หยางฟานจึงไม่ได้เปย์ไลฟ์สดมากนักก็คนเพิ่งจะเป็นของเขาหมาด ๆ จะให้ทำร้ายจิตใจเธอเกินไปก็ใช่เรื่อง
หลังจากนั้น เขาก็สลับไปเข้าไลฟ์ของอาลี่และซาซ่า สตรีมเมอร์อีกสองคนที่เขาเคยเปย์เป็นประจำ
เปย์แต่ละคนคนละรอบ แล้วก็ออกจากห้องไลฟ์ทันทีโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม
วันถัดมา
เมื่อเขาตื่นขึ้นมา สาวน้อยก็ลืมตาตื่นก่อนแล้ว เธอนอนมองเขาอยู่ข้าง ๆ ด้วยแววตาเหม่อลอย พอเห็นว่าเขาตื่น ก็รีบหลับตาปี๋ทำทีเหมือนยังหลับอยู่
หยางฟานเห็นเข้าก็อดขำไม่ได้
“อย่ามาแกล้งเลยต่อหน้าฉันยังจะเขินอีกเหรอ?”
สาวน้อยทำปากยื่นทันที
“พี่ชายนิสัยไม่ดี”
หยางฟานได้กลิ่นหอมสดชื่นจากตัวหญิงสาว ใจเขาก็เต้นไม่เป็นส่ำ สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะพลิกตัวขึ้นคร่อมและเริ่มออกกำลังกายตอนเช้า อย่างอดกลั้นไม่อยู่
…
หลังจากลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวแล้วกินข้าวเสร็จ
เดิมที หยางฟานตั้งใจจะพาสาวน้อยไปเดินช้อปปิ้งใช้เงินกันสักหน่อย แต่เธอกลับเอ่ยปากว่าอยากไปเดินเล่นในสวนสาธารณะกับเขา
คำขอเล็ก ๆ แบบนี้ เขาย่อมต้องตามใจอยู่แล้ว
สุดท้ายจึงเสียค่าบัตรผ่านประตู 10 หยวน แล้วพากันไปชมแพนด้า แน่นอนว่ามีสัตว์อื่น ๆ อีกมากมายให้ชม
ทั้งสองเดินเที่ยวเล่นกันจนถึงเที่ยง พวกเขากำลังเดินไปยังโซนวัดภายในสวน ซึ่งมักมีบริการอาหารเจสำหรับนักท่องเที่ยว
สวนแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คของเมืองเป่ย์ซูที่มีชื่อเสียงมาก นักท่องเที่ยวแทบทุกคนต้องมาเช็คอิน เพราะแค่จ่าย 5 หยวนก็สามารถชมแพนด้าได้ ซึ่งหาที่ไหนในประเทศไม่ได้อีกแล้ว
ขณะกำลังเดินไปใกล้ถึงวัด หยางฟานก็สังเกตเห็นชายคนหนึ่งที่ดูแปลกตาอย่างมาก
ชายคนนั้นเป็นคนวัยกลางคน แต่งกายมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง นั่งอยู่บนเนินเตี้ย ๆ หน้าวัด กำลังคุกเข่าลงกับพื้นต่อหน้าแท่นหิน แล้วก้มกราบอย่างแน่วแน่
เสียงศีรษะกระแทกพื้นดัง ปัง ปัง ปัง หลายครั้ง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขากำลังกราบด้วยความศรัทธาอย่างสุดหัวใจ
หลังจากกราบเสร็จ เขาก็นั่งลงที่ริมบันไดอย่างสงบนิ่ง ไม่สนใจสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา
ในขณะนั้น หยางฟานได้ยินเสียงของแม่บ้านคนหนึ่งที่กำลังกวาดใบไม้พูดขึ้นมา
“คนแปลกคนนี้มาหลายวันแล้วนะ ทุกวันต้องมากราบแบบนี้หลายรอบ เห็นท่าทางแล้วน่าจะเป็นคนศรัทธาในพุทธ แต่แปลกตรงที่ไม่เคยยอมเข้าไปในวัดเลย”
แล้วแม่บ้านอีกคนก็เสริมขึ้นว่า
“เมื่อวานฉันยังเห็นเขาแย่งของกินกับลิงอยู่เลยนะ ดูท่าแล้วน่าจะเป็นคนบ้าคนหนึ่ง ยังไงก็อย่าเข้าใกล้จะดีกว่า”
“บ้าเหรอ? งั้นเราควรแจ้งตำรวจไหม? ถ้าเกิดทำร้ายใครขึ้นมาจะแย่เอา”
“เขาก็ไม่ได้ทำอะไรไม่ดีนี่ จะไปแจ้งความทำไม? ตำรวจก็ไม่จับคนเร่ร่อนหรอก! อย่าไปยุ่งเลยดีกว่า”
หยางฟานฟังไปสักพักก็เลิกสนใจบทสนทนาของเหล่าป้า ๆ แล้วหันกลับมาเดินเข้าวัดพร้อมกับสาวน้อย
ระหว่างทางเดินเข้าไป พวกเขาดึงดูดสายตาผู้คนได้อย่างมาก จนแม้แต่พระที่เดินผ่านยังอดเหลียวมองกู้รุ่ยเจี๋ยไม่ได้
การได้พาสาวแบบนี้ออกมาเที่ยว เรียกได้ว่าเป็นเกียรติของผู้ชายอย่างแท้จริง
ก็อย่างที่คนมักพูดกันดูผู้ชายคนหนึ่งว่ามีฐานะหรือประสบความสำเร็จ แค่ไหน ให้ดูผู้หญิงข้างกายเขาก่อน
ถ้าผู้หญิงคนนั้นทั้งสาว ทั้งสวย มีออร่าที่ดูดีล้นเหลือ แบบนั้นผู้ชายที่อยู่ข้างเธอย่อมไม่ธรรมดา
ว่ากันว่า
ผู้ชายที่แก่กว่าภรรยา 2-3 ปี คือคนธรรมดา
แก่กว่า 5-6 ปี คือคนมีความสามารถ
แก่กว่า 10 ปีขึ้นไป คือยอดคน
และถ้าแก่กว่าหลายสิบปีนั่นคือคนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในชีวิต
แบบนี้แล้ว หยางฟานที่อายุมากกว่ากู้รุ่ยเจี๋ยราวสิบปี ก็ถือว่าอยู่ในระดับ ยอดคนได้ไม่ยาก
หลังจากนั้นถึงจะดูรถที่ขับหรือเสื้อผ้าที่ใส่
ตอนที่พวกเขาไปจุดธูปสักการะเทพเจ้าแห่งโชคลาภ หยางฟานก็สังเกตเห็นกู้รุ่ยเจี๋ยยืนหลับตาพริ้ม พึมพำอะไรบางอย่างอยู่หน้ากระถางธูปด้วยท่าทางศรัทธาเต็มเปี่ยม
พอเธอลืมตาขึ้น เขาก็ถามด้วยความสงสัย
“เมื่อกี้เธออธิษฐานอะไรไว้เหรอ? ทำไมดูตั้งใจขนาดนั้น?”
สาวน้อยหน้าแดงนิด ๆ หันมามองเขาแล้วพูดเบา ๆ
“หนูอธิษฐานให้พี่ชายลงทุนราบรื่น รวย ๆ เฮง ๆ ค่ะ”
???
หยางฟานได้ยินแล้วกลับรู้สึกแปลก ๆ ยังไงไม่รู้ ทำไมฟังดูไม่น่าเชื่อเลยสักนิด
เขาหรี่ตามองเธอแบบครึ่งเชื่อครึ่งแกล้ง
“โม้”
“……”
กู้รุ่ยเจี๋ยถึงกับพูดไม่ออก หน้าเหวอไปชั่วครู่ ก่อนจะบ่นขึ้นมาอย่างไม่พอใจ
“จริงนะ! พี่ชายรวย หนูก็สบายไปด้วย หนูทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง จะไปอธิษฐานให้ตัวเองรวยก็ไม่มีวันเป็นจริงหรอก ไม่ดีกว่าเหรอ ขอให้พี่ชายเฮง ๆ จะได้มีให้หนูใช้ด้วย”
หยางฟานฟังแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ เธอคนนี้มีความเข้าใจตัวเองดีจริง ๆ
พอเห็นสีหน้าว่าเขายังไม่เชื่อ สาวน้อยก็พุ่งเข้ามาทุบอกเขาเบา ๆ พลางโวยวาย
“พี่ชายนี่แย่ที่สุด! หนูอยู่ในใจพี่ถึงขนาดนี้เลยเหรอ ไม่เชื่อใจหนูเลย!”
หยางฟานยิ้มกว้าง จากนั้นก็ เพียะ! ฟาดเบา ๆ ไปที่ก้นของเธอหนึ่งที
“เอาล่ะ ๆ เชื่อก็เชื่อ เชื่อแล้วนะ”
“อ๊ะ! นี่มันที่สาธารณะนะพี่ชาย คนเยอะแยะ ทำไมถึงทำแบบนั้นกับหนูล่ะ!”
สองคนหยอกล้อกันไปหัวเราะกันไป ก่อนจะเดินไปกราบพระองค์อื่นจนครบทุกองค์ แม้ว่าจะมีท่าทีเล่น ๆ อยู่บ้าง แต่ทุกครั้งที่กราบ พวกเขาก็ยังทำอย่างเคารพอย่างแท้จริง
หลังจากนั้นก็ไปต่อแถวรอรับอาหารเจ หยางฟานจ่ายเงินซื้อไว้สามชุด พอรับอาหารมาเรียบร้อยก็หันไปบอกสาวน้อยข้างตัว
“เราออกไปกินข้างนอกกันดีกว่า”
แม้จะรู้สึกสงสัย เพราะที่นั่งข้างในก็มีว่าง แต่เมื่อเขาเอ่ยปากแล้ว กู้รุ่ยเจี๋ยก็ไม่ได้ขัดอะไร แค่พยักหน้าเบา ๆ
“ได้เลยค่ะ”
จากนั้น ทั้งสองก็เดินออกจากวัดตรงไปยังบันไดหินที่พวกเขาเคยเห็นชายเร่ร่อนคนนั้นนั่งอยู่ก่อนหน้านี้
สาวน้อยเริ่มเข้าใจในตอนนี้เองว่า ทำไมหยางฟานถึงซื้ออาหารเจมาเพิ่มอีกหนึ่งชุด เธอรู้สึกประหม่า รีบดึงชายเสื้อของเขาเบา ๆ พลางกระซิบ
“พี่ชาย เมื่อกี้แม่บ้านที่กวาดพื้นบอกว่าเขาอาจจะเป็นคนบ้านะคะ เราจะเดินเข้าไปแบบนี้ มันไม่อันตรายเหรอ?”
หยางฟานหันมามองเธออย่างไม่พอใจเล็กน้อย
“อย่าพูดอะไรมั่ว ๆ น่า คนบ้าไม่มานั่งกราบพระทุกวันหรอก”
“อ๋อ ค่ะ”
ในเมื่อพี่ชายพูดแบบนั้น เธอก็ไม่กล้าขัด ได้แต่เดินตามเขาไปอย่างว่าง่าย ถึงแม้ในใจก็ยังแอบหวั่นอยู่ไม่น้อย
เพราะตั้งแต่เดินเข้ามาในวัด ก็ยังไม่เห็นนักท่องเที่ยวคนไหนกล้าเข้าใกล้บันไดหินนั้นเลยสักคน
หยางฟานแม้จะฟังเรื่องของชายเร่ร่อนเพียงผิวเผิน แต่ก็รู้สึกว่า ชายคนนี้น่าจะ มีเรื่องราว บางอย่างอยู่เบื้องหลัง
คนบ้าไม่มีทางมีความมุ่งมั่นมากพอที่จะมากราบพระอย่างตั้งใจได้ทุกวันแน่ ๆ
เขาคิดเพียงว่า ถ้าตนช่วยอะไรได้ก็ช่วยหน่อยเถอะ อย่างมากก็แค่กล่องข้าวหนึ่งกล่องเท่านั้นเอง
พอเดินเข้าไปใกล้ กลิ่นเหม็นแปลก ๆ ก็ลอยมาแตะจมูกทันที ชายเร่ร่อนคนนั้นใส่เสื้อผ้าหนาและสกปรก แม้จะเป็นหน้าร้อนก็ยังห่มคลุมตัวมิดชิด มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีกลิ่น
หยางฟานยังพอทนได้ แต่กู้รุ่ยเจี๋ยกลับถึงกับขมวดคิ้วทันที ใบหน้าชาวาบด้วยความไม่สบายใจ
ชายเร่ร่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาขุ่นมัวปนสงสัย คล้ายจะงงว่าเหตุใดเขาถึงเดินตรงเข้ามาใกล้ตัวเอง
หยางฟานยื่นกล่องข้าวออกไปแล้วยิ้มบาง ๆ
“นี่ ซื้อจากในวัด เป็นอาหารเจ กินได้นะ”
ชายเร่ร่อนดูมีประกายในดวงตาเล็กน้อยเมื่อได้ยิน แต่ก็ยังไม่ขยับ ไม่พูดอะไร นั่งมองเขานิ่ง ๆ อยู่เช่นนั้น
หยางฟานไม่ได้ใส่ใจ เขาวางกล่องข้าวลงบนพื้นข้าง ๆ ชายเร่ร่อน จากนั้นก็เดินไปนั่งบนขั้นบันไดถัดออกมาเล็กน้อย แล้วหยิบกล่องข้าวอีกสองกล่องออกมา
เขายื่นกล่องหนึ่งให้กู้รุ่ยเจี๋ย
“มากินตรงนี้กันเถอะ วิวตรงนี้ก็ดูใช้ได้นะ”
แม้สาวน้อยจะยังรู้สึกหวาด ๆ อยู่บ้างกับการมีคนเร่ร่อนอยู่ใกล้ ๆ แต่เมื่อเห็นเขานั่งลงและเริ่มกินข้าวอย่างสงบ เธอก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาก จึงนั่งลงข้าง ๆ เขาอย่างว่าง่าย
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังกินกันได้ประมาณครึ่งกล่อง ก็สังเกตเห็นว่าชายเร่ร่อนที่อยู่ไม่ไกลนัก ได้หยิบกล่องข้าวที่วางไว้ขึ้นมาเปิดและเริ่มกินแล้ว
เขากินอย่างมูมมาม มือไม่หยุดตักข้าวเข้าปาก คล้ายคนที่หิวโหยมาหลายวัน
ในขณะที่หยางฟานกับกู้รุ่ยเจี๋ยเพิ่งจะกินไปได้แค่ครึ่งเดียว ชายเร่ร่อนกลับจัดการกล่องข้าวหมดเกลี้ยงในพริบตา
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้น หยิบกล่องเปล่าไปทิ้งที่ถังขยะใกล้ ๆ อย่างเรียบร้อย ก่อนจะหันตัวเดินตรงเข้ามาหาทั้งสอง