อันธพาลนอกกฎหมาย?
กู้รุ่ยเจี๋ยเห็นชายเร่ร่อนเดินตรงมาทางพวกเขาก็รู้สึกประหม่าอย่างมาก ถึงกับวางช้อนข้าวลงทันที พูดกับหยางฟานเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“พี่ชาย เขาเดินมาแล้ว เขาเดินมาแล้ว”
หยางฟานหันไปมองเธอด้วยสายตาเอือม ๆ แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“ฉันไม่ได้ตาบอดนะ! เธอจะตื่นเต้นทำไมขนาดนั้น? ก็บอกแล้วไงว่าเขาไม่ใช่คนบ้า แล้วก็ฉันยังอยู่ตรงนี้ทั้งคน”
สาวน้อยน่ารักได้ยินก็แลบลิ้นออกมาอย่างเขิน ๆ รู้ตัวว่าตัวเองอาจจะตื่นตระหนกเกินไปจริง ๆ
บางทีอาจเป็นเพราะชายคนนั้นดูซอมซ่อเกินไป เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน มีกลิ่นเหม็น ทำให้เธอเหมารวมว่าเขาเป็นคนสติไม่ดีไปก่อนแล้ว
ชายเร่ร่อนเดินตรงมายืนอยู่ต่อหน้าหยางฟาน สายตามองเขาไม่วางตา
แต่หยางฟานกลับยิ้มบาง ๆ อย่างไม่ใส่ใจ
“อิ่มรึยัง? ถ้ายังไม่อิ่มก็กินให้เต็มที่เลยนะ”
ในแววตาของชายเร่ร่อนปรากฏความรู้สึกซับซ้อน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง
“น้องชาย นายมีศัตรูรึเปล่า? หรือเคยมีใครที่เคยล่วงเกินนาย”
ห๊ะ??
น้ำเสียงของชายเร่ร่อนฟังดูแหบพร่าแต่เนื้อความกลับทำให้หยางฟานขนลุกซู่
ฟังจากน้ำเสียงนี่มันเหมือนพวกคนนอกกฎหมายชัด ๆ ไม่ใช่แบบจางซานที่ฮา ๆ หรอกนะ แต่แบบที่โหด ๆ เหมือนเหล่าม่ออะไรแบบนั้น
ในฐานะพลเมืองดีที่เคารพกฎหมาย เขาก็อดรู้สึกกลัวขึ้นมาไม่ได้ รีบโบกมือปฏิเสธพลางพูดว่า
“พี่ชาย อย่าถึงขั้นนั้นเลยครับ ไม่ต้องขนาดนั้น ทุกคนก็มีช่วงลำบากกันทั้งนั้น ผมก็แค่ช่วยตามกำลังเท่านั้นเอง แล้วผมก็ไม่มีศัตรูอะไรด้วย”
จะว่าไปคนที่เคยล่วงเกินเขาก็มีอยู่บ้าง แต่ถ้าจะถึงขั้นเรียกว่าศัตรู เขาว่าคงยังไม่ถึงขนาดนั้นสักคน
ตอนนี้เขารู้สึกว่า ถ้าตัวเองมีศัตรูจริง ๆ คนตรงหน้านี่อาจจะไปทำอะไรบ้า ๆ ก็ได้
คงอยากตอบแทนบุญคุณด้วยเกียรติสุดท้ายในชีวิตล่ะมั้ง
แต่แค่ข้าวมื้อเดียวเอง ถึงขนาดนี้เลยเหรอ?
ชายเร่ร่อนได้ยินแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าเบา ๆ กำลังจะเดินกลับไปยังที่ของเขา
หยางฟานอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้
“พี่นับถือพุทธเหรอ?”
“เพื่อให้ใจสงบ”
“มีโทรศัพท์ไหม?”
ชายเร่ร่อนชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถาม ก่อนจะส่ายหน้า
“น้องชายคิดว่าฉันดูมีโทรศัพท์เหรอ? ขายไปนานแล้ว เอาเงินไปซื้อเหล้ากินหมดแล้ว”
คำตอบนั้นทำให้หยางฟานรู้สึกถึงความเคารพที่ได้รับจากเขาอย่างลึกซึ้ง เกิดความซาบซึ้งอย่างประหลาด
เขาไม่มีเงินสดติดตัว ตั้งใจจะโอนเงินให้ชายเร่ร่อนช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่พออีกฝ่ายบอกว่าเอาโทรศัพท์ไปขายซื้อเหล้ากินแล้ว เขาก็ได้แต่พูดไม่ออก
กู้รุ่ยเจี๋ยที่นั่งฟังบทสนทนาอยู่ข้าง ๆ ก็เข้าใจความตั้งใจของหยางฟาน พูดขึ้นเบา ๆ ว่า
“พี่ หนูมีเงินสดนะ”
หยางฟานได้ยินก็หันไปมองเธอด้วยแววตาชื่นชมเล็กน้อย จากนั้นเอียงศีรษะไปทางชายเร่ร่อนเล็กน้อย ท่าทางสื่อความหมายชัดเจน
สาวน้อยน่ารักก็เข้าใจดี รีบหยิบเงินสดทั้งหมดจากกระเป๋าออกมายื่นให้ พร้อมพูดอย่างรู้สึกเกรงใจ
“มีแค่แปดร้อยหยวนเองค่ะ หรือหนูจะไปกดเงินเพิ่มดี?”
หยางฟานยังไม่ทันเอ่ยอะไร ชายเร่ร่อนกลับพูดขึ้นก่อน
“น้องชายไม่ต้องให้เงินฉันหรอกนายเองก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรอยากให้ฉันช่วยถ้าไม่ใช่ว่าฉันหิวจนทนไม่ไหวจริง ๆ ฉันก็คงไม่ ถ้านายมีอะไรให้ฉันช่วยในอนาคตก็มาหาฉันที่นี่ได้”
หยางฟานได้ยินแล้วก็ยิ้มพลางพูด
“ถ้าพี่พูดอย่างนี้ ก็ยิ่งควรรับเงินไว้นะครับ ถ้าพี่หิวตายไปซะก่อน ผมจะไปหาพี่ได้ที่ไหนเวลาเดือดร้อน?”
เขาพูดหยอกด้วยน้ำเสียงขบขัน แต่ชายเร่ร่อนไม่รับมุกนั้น ยังคงปฏิเสธเงินจากสาวน้อยอย่างเด็ดขาด แล้วก็หันหลังเดินกลับไปนั่งที่ขั้นบันไดเดิม
หยางฟานเห็นท่าทางเช่นนั้นก็ไม่คิดจะฝืนยัดเยียดเงินให้ เพราะเห็นได้ชัดว่าชายคนนี้มีศักดิ์ศรีสูงมาก
เขาเองก็ไม่ได้คิดจะซักถามเรื่องราวในอดีตของอีกฝ่าย เพียงแค่กินข้าวของตัวเองไปอย่างเงียบ ๆ จนหมด
จากนั้นจึงลุกขึ้น พูดกับชายเร่ร่อนว่า
“ไปก่อนนะครับ! หวังว่าครั้งหน้ามาที่นี่จะได้เจอกันอีก”
พูดจบก็เดินจากไปพร้อมกับสาวน้อยน่ารัก
ดวงตาของชายเร่ร่อนมองตามแผ่นหลังของเขา ความรู้สึกในแววตาเปลี่ยนไปหลายรอบ ดูซับซ้อนยากจะอ่าน
…..
ระหว่างทางลงเขา กู้รุ่ยเจี๋ยก็ถามหยางฟานอย่างมีความสงสัย
“พี่ เขาคนนั้นเขาจะเป็นนักฆ่าแบบในละครไหมคะ? ฟังเขาพูดแล้วน่ากลัวจัง.”
หยางฟานได้ยินก็หัวเราะออกมา
“นักฆ่าอะไรล่ะ? อย่าพูดเพ้อเจ้อเลยเขาก็แค่เป็นคนที่มีเรื่องราวในชีวิตเท่านั้นเอง เอาเถอะ จะไปสนใจทำไม คนเดินทางผ่านเท่านั้น บางทีเราอาจจะไม่เจอกันอีกเลยก็ได้”
เมื่อได้ยินเขาพูดอย่างนั้น กู้รุ่ยเจี๋ยก็พยักหน้าตามทันที เปลี่ยนเรื่องอย่างร่าเริง
“พี่ หนูอยากดูหนังอ่ะ”
คำขอเล็ก ๆ แบบนี้แน่นอนว่าหยางฟานย่อมไม่ปฏิเสธ
เขาพาเธอไปดูหนังหนึ่งเรื่อง จากนั้นพากินมื้อค่ำหรูหราสมใจ ก่อนจะส่งเธอกลับบ้าน
เขายังบอกเธออีกว่า ช่วงนี้เขามีธุระ ต้องจัดการหลายอย่าง คงต้องรอสักพักถึงจะมีเวลามาเจอเธออีกครั้ง
คำพูดนั้นทำให้สาวน้อยแสดงท่าทางเสียดายเล็กน้อย แต่ก็เข้าใจดี
ชายหนุ่มคนนี้รวยขนาดนี้ ก็ต้องมีหน้าที่การงานสำคัญแน่นอน
เธอต้องทำตัวให้ว่านอนสอนง่าย จะได้เพิ่มคะแนนในใจเขาให้มากที่สุด และถ้าโชคดีให้เขาตกหลุมรักเธอเข้าเต็ม ๆ
ดังนั้นเธอจึงไม่พูดอะไรอีก นอกจากกำชับว่า “เสร็จธุระแล้วอย่าลืมติดต่อหนูนะ”
แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือธุระที่หยางฟานพูดถึงนั้นแท้จริงคือเสี่ยวลู่กำลังจะมาหาเขาในวันพรุ่งนี้
ถ้าเธอรู้เหตุผลที่แท้จริงล่ะก็ ไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไร
หลังจากแยกจากกัน หยางฟานก็นั่งแท็กซี่กลับบ้าน พอลงจากรถได้ไม่นาน เสียงของระบบก็ดังขึ้นทันที
【ตรวจพบเป้าหมายที่มีศักยภาพ ต้องการดูข้อมูลหรือไม่?】
หืม?
เขามองไปรอบตัว แล้วก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเลือกซื้อผลไม้อยู่ไม่ไกลนัก
พอมองชัด ๆ ว่าเป็นใคร เขาก็หัวเราะออกมาในทันที
เพราะเขารู้จักผู้หญิงคนนั้น
เธอคือแฟนสาวของเพื่อนคนหนึ่งของเขานั่นเอง!
เพื่อนคนนี้ของหยางฟาน ฐานะทางบ้านถือว่าดีมาก เป็นหนึ่งในรุ่นสองจากการเวนคืนที่ดินหรือที่เรียกกันว่า เฉ่าเอ้อร์ไต้ คนรุ่นใหม่ที่ครอบครัวร่ำรวยจากการขายที่ดินให้รัฐ มีอสังหาริมทรัพย์อยู่ในชื่อถึงสี่หลัง แถมยังมีหน้าร้านอีกสองแห่ง
แถมเจ้าตัวยังมีแฟนสาวหน้าตาสวยระดับนางแบบ จนทำให้หยางฟานกับเพื่อนคนอื่น ๆ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาตาร้อนอยู่พักใหญ่
ทว่าเพื่อนคนนี้กลับไม่มีงานการเป็นชิ้นเป็นอัน ใช้ชีวิตไปวัน ๆ แบบไม่รีบร้อน ไม่ต่างจากพวกที่เกาะพ่อแม่กิน
เจ้าตัวเคยพูดว่า “ก็ในเมื่อมีให้เกาะอยู่แล้ว ต่อให้อยู่เฉย ๆ แค่ค่าเช่าก็ยังได้เยอะกว่าคนทำงานงก ๆ ทั้งวันอีก”
“ดูข้อมูล”
【ชื่อ】: โจวเวินเวิน
【อายุ】: 28 ปี
【คะแนนภาพรวมด้านหน้าตา】: 80
【ส่วนสูง】: 156 ซม.
【น้ำหนัก】: 45 กก.
【ค่าความบริสุทธิ์】: 91
【สถานะปัจจุบัน】: ช่วงมีประจำเดือน (ปวดเล็กน้อย)
【ค่าความสนิทสนม】: 33
หยางฟานดูข้อมูลของเธอด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วก็พบว่าผู้หญิงที่เขาเคยอิจฉาเพื่อนมานาน แท้จริงแล้วคะแนนหน้าตาแค่ผ่านเกณฑ์เท่านั้นเอง ยังไม่ถึงระดับของบรรดาเครื่องมือสาว ๆที่ระบบส่งมาให้เขาด้วยซ้ำ
อารมณ์ของเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ถึงเขาจะรู้จักเธอมาสองสามปีแล้ว แต่ก็แทบไม่ได้คุยกันมากนัก ค่าความสนิทที่ 33 ก็คงพอจะจัดว่าเป็นแค่เพื่อนธรรมดาได้
ส่วนค่าความบริสุทธิ์นั้นนั่นมันไม่ใช่ธุระอะไรของเขา เพราะเขากับแฟนของเธอก็ยังถือว่าเป็นเพื่อนที่ค่อนข้างสนิทกัน
ตอนนั้นเอง เธอก็หันมาเห็นเขาพอดี รีบโบกมือทักอย่างสนิทสนม
“หยางฟาน? นายเพิ่งกลับมาจากไหนน่ะ? มากินผลไม้เร็ว”
เขายิ้มขณะเดินเข้าไปหา
“แล้วแฟนเธอล่ะ?”
“ไปดื่มกับเพื่อนร่วมงานแล้ว”
“ทำไมไม่ไปด้วยล่ะ?”
“แบบนั้นมันน่าเบื่อน่ะ ฉันไม่อยากไปว่าแต่ เรื่องที่พูดไว้คราวก่อน นายว่ายังไงบ้าง?”
หืม?
เรื่องเมื่อคราวก่อน?
หยางฟานได้ยินแล้วก็นึกย้อนไปสักพัก แต่ยังไม่ทันจะนึกออก ฝ่ายหญิงก็พูดต่อ
“ก็เรื่องจะแนะนำแฟนให้นายไงล่ะ! ดูท่าทางนายไม่ได้ใส่ใจเลย คนที่ฉันแนะนำเขายอมตกลงจะไปเจอนายนะ”
เขาถึงกับร้องอ๋อออกมาในใจ ตอนนั้นเธอเคยพูดเรื่องนี้จริง ตอนนั้นเขายังสนใจอยู่ไม่น้อย
แต่พอเขาได้รับระบบมาแล้ว ก็ลืมเรื่องพวกนี้ไปหมดอย่างสิ้นเชิง