หยางฟานผู้สับสนงุนงง

บทเพลงจบลง ท่ามกลางเสียงปรบมือเบาบางที่ดังขึ้นประปราย

หยางฟานพาสวีซานกลับไปนั่งที่โต๊ะฝั่งชายแล้วก็เริ่มพูดคุยกันอย่างออกรส แต่ไม่นานก็มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นจางเจี้ยนที่เพิ่งโดนปฏิเสธอย่างหมดรูปกลับยังไม่ยอมแพ้ งัดแผน กู้สถานการณ์ ออกมาใช้อย่างไร้ยางอาย

เขาถือแก้วเหล้าเดินตรงมายังหยางฟานและสวีซาน หยุดยืนอยู่ตรงหน้าแล้วยิ้มแห้งๆ ก่อนพูดขึ้น

“คุณสาวสวย ร้องเพลงเพราะมากเลยครับ แฟนเพลงขอดื่มด้วยสักแก้ว!”

“……”

สวีซานหันไปมองหน้าเขาเล็กน้อย ก่อนตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ไว้หน้า

“ขอโทษนะคะ ฉันดื่มแค่กับเขาคนเดียว”

พูดจบ เธอก็หันไปส่งสายตาเจ้าเล่ห์ให้หยางฟาน แล้วกระพริบตาน่ารักใส่เขาหนึ่งที

หยางฟานยังอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ แม้จะคาดเดาได้ว่าเธอมีใจให้บ้าง แต่ท่าทีที่แสดงออกมานี่เกินคาดมากทีเดียว กระนั้นเขาก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัด กลับกันยังรู้สึกพอใจอยู่ไม่น้อย

ใบหน้าของจางเจี้ยนในตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากหมาที่เพิ่งโดนสาดน้ำร้อน

เขาเคยคิดว่าสาวสวยคนนี้น่าจะคุยง่าย ใช้สถานะหลานหัวหน้าเข้าไปสู้หน่อยอาจมีลุ้น แต่ตอนนี้ถึงกับงงว่าแพ้ไปได้ยังไง

ก่อนหน้านี้ก็โดนหลินซีหยวนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ตอนนี้มาที่สวีซานก็ยังพัง

ไหนๆ เขาก็สูงกว่า หน้าตาดีกว่า ทำไมถึงโดนเมิน?

หรือรสนิยมผู้หญิงสมัยนี้มันเพี้ยนไปหมดแล้ว!?

เวลาผ่านไปเรื่อยๆ

ไม่นาน สาวๆ ฝั่งนั้นก็พากันลุกขึ้นยืนเตรียมตัวออกจากห้อง

หลินซีหยวนพูดขึ้นพลางหันไปมองสวีซาน

“ยัยบ้า ได้เวลาแล้ว ไปกันเถอะ”

สวีซานเข้าใจทันทีว่างานเริ่มแล้ว เธอก้มหน้าลงกระซิบข้างหูหยางฟาน กลิ่นหอมบางเบาจากร่างกายเธอลอยมากระทบจมูกเขาจนรู้สึกเคลิ้ม

“ฉันต้องไปเดินแบบแล้วนะ อยากไปดูไหม?”

จากบทสนทนาก่อนหน้า หยางฟานพอจะรู้แล้วว่าสาวๆ เหล่านี้คือทีมที่มาเดินแบบ ที-สเตจ ข้างล่าง และจะมีกิจกรรมเล่นเกมเล็กๆ กับลูกค้าด้วย รวมเวลาทั้งหมดสองชั่วโมง

เขาไม่รู้สึกว่ามันน่าสนใจอะไรนัก แต่ก็ไม่อยากให้ดูว่าเฉยเมยเกินไป จึงตอบว่า

“เดี๋ยวตามไปดูนะ”

สวีซานไม่ได้ซีเรียสอะไร ยิ้มหวานแล้วว่า

“โอเค เสร็จงานแล้วเดี๋ยวฉันกลับมาดื่มด้วยนะ”

แล้วเธอก็เดินตามกลุ่มสาวๆ และเฉินเฟิงออกจากห้อง เหลือไว้เพียงชายหนุ่มสี่คน

ซือเจี๋ยหันมาถามด้วยความอยากรู้

“นายไม่ไปดูเหรอ?”

“เดี๋ยวค่อยลงไป”

“โห ไอ้บ้า! แล้วตกลงนายไปทำอีท่าไหนถึงมัดใจนางแบบคนนั้นได้วะ?”

ความจริงแล้วแม้แต่หยางฟานเองก็ยังงงไม่หาย

“อย่าคิดมากเลย มา ดื่มต่อดีกว่า”

สี่คนในห้องก็พากันชนแก้ว ดื่มไปคุยไป เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งจางเจี้ยนพูดขึ้น

“พวกเธอใกล้จบแล้ว นายไม่ลงไปดูเหรอ? เดี๋ยวเธอกลับบ้านไปก่อนนะ”

หยางฟานไม่ได้กังวลว่าเธอจะกลับหรือไม่ เพียงแต่เขาเคยรับปากไว้แล้วว่าจะลงไปดู จึงพยักหน้า

“งั้นฉันลงไปดูหน่อย พวกนายจะไปไหม?”

จางเจี้ยนที่ยังแอบเจ็บใจอยู่ตอบเสียงเซ็งๆ

“เฮ้อ! ไปทำไมให้เจ็บซ้ำ? อยู่กินเหล้าต่อดีกว่า”

…..

เมื่อหยางฟานมาถึงชั้นล่าง สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือเวทีขนาดเล็กที่มีสาวสวยหกคนสวมชุดแบบเดียวกันยืนเรียงรายอยู่ พร้อมกับพิธีกรถือไมค์พูดอยู่ด้านหน้า

บริเวณด้านล่างมีผู้คนมากมายมุงดูอยู่เต็ม ทั้งหมดเป็นลูกค้าของ KTV แห่งนี้

พิธีกรพูดพ่นน้ำลายอยู่พักใหญ่ ก่อนที่สาวๆ บนเวทีจะเริ่มเดินแบบทีละคนท่วงท่าของพวกเธอดูพลิ้วไหวมีเสน่ห์ เห็นได้ชัดว่าเคยผ่านการฝึกฝนมาแล้วไม่น้อย

เขายืนดูอยู่อย่างเบื่อๆ อยู่พักใหญ่

ในที่สุดกิจกรรมก็จบลง ชายหนุ่มหลายคนพากันกรูกล้าเข้าไปหานางแบบเพื่อหวังจะทำความรู้จัก แต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างไม่ลังเล

รอบๆ ตัวพวกเธอเต็มไปด้วยผู้คน โชคดีที่มีพนักงานของ KTV คอยดูแลความเรียบร้อยอยู่ ทำให้บรรดาลูกค้ายังคงมีสติ ไม่ได้ก่อเหตุวุ่นวายใดๆ ขึ้น

แม้จะถูกปฏิเสธ แต่ส่วนใหญ่ก็แค่ทำหน้าเสียดายก่อนจะถอยกลับไปอย่างสงบ

หลังจากสาวๆ เดินลงจากเวที หลินซีหยวนก็เหลือบเห็นหยางฟานอยู่ไม่ไกลนัก จึงหันมาถามสวีซานด้วยความสงสัย

“ยัยบ้า! เธอไม่กลับพร้อมเราจริงดิ?”

สวีซานพยักหน้าเบาๆ

“พี่หยวนหยวนกลับไปก่อนเถอะ ฉันจะอยู่ต่ออีกหน่อย ไม่เป็นไรหรอก”

หลินซีหยวนขมวดคิ้ว

“วันนี้เธอเป็นอะไรเนี่ย? รู้จักกับหมอนั่นมาก่อนเหรอ?”

“ไม่รู้จัก”

“…”

หลินซีหยวนถึงกับพูดไม่ออก

“งั้นเธอเป็นบ้าอะไรขึ้นมา?”

สวีซานเพียงแค่ยิ้มหวาน ไม่ตอบอะไร แล้วกระซิบเบาๆ

“ไม่พูดละ เขามาแล้ว”

พูดจบก็เดินเข้าไปหา พร้อมคล้องแขนหยางฟานอย่างสนิทสนม

หลินซีหยวนมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าเหมือนโดนฟาดเข้าเต็มแรง รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกลับหัว

ยัยเด็กนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กลายเป็นคนไม่เลือกกินขนาดนี้!?

ขณะนั้นเอง มีสาวอีกคนหนึ่งในทีมที่ม้วนผมเกล้าเดินมาข้างๆ เธอ แล้วพูดเสียงเบา

“เธอไม่ได้เพี้ยนหรอก เธอสังเกตมั้ยว่ารองเท้าผู้ชายคนนั้นเป็นของ แอร์เมส?”

หือ!?

เรื่องแบบนี้เธอไม่ทันได้สังเกตเลย ก็ใครจะไปมองรองเท้าผู้ชายกันล่ะ?

ตอนนี้เธอเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วว่าทำไมสวีซานถึงเปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้แบบนี้

เธอหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ

“แค่รองเท้า แอร์เมส เอง รุ่นธรรมดาก็แค่หมื่นสองหมื่น ยัยนั่นจะเว่อร์ไปหน่อยไหม?”

“เรื่องของเธอแหละ รักจะเล่นก็เล่นไป”

“ก็จริง งั้นไปกันเถอะ”

ทางด้านหยางฟาน พาสวีซานกลับมาที่ห้อง VIP ฝั่งชายหนุ่มทั้งสี่ยังคงดื่มกันต่อ จางเจี้ยนเงยหน้าถามขึ้น

“แล้วคนอื่นล่ะ?”

หยางฟานยักไหล่

“ก็กลับหมดแล้วไง”

“เออ งั้นเหรอ”

จากนั้นหยางฟานกับสวีซานก็แยกไปอีกมุม เปิดเหล้าเอง ไม่ได้ไปร่วมวงกับอีกฝ่าย

ทุกคนในห้องเห็นแบบนั้นก็รู้ทันทีว่าทั้งคู่ต้องการเวลาเป็นส่วนตัว จึงไม่มีใครเข้าไปยุ่ง

ทั้งสองคนดื่มคุยกันไปเรื่อยๆ ความสนิทสนมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะนั่งแนบชิดติดกันอยู่แล้ว

สวีซานไม่ได้รู้สึกต่อต้านการใกล้ชิดแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เธอกลับเป็นฝ่ายจับแขนหยางฟานมาให้เปิดแผนที่ในมือถืออีกด้วย

หยางฟานมองสาวน้อยข้างกายที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ใจจะเต็มไปด้วยอารมณ์บางอย่าง แต่ก็ยังพยายามข่มไว้

เขาเหลือบมองชายหนุ่มกลุ่มอื่นที่ยังคงดื่มกันต่อ โดยไม่มีใครสนใจเขากับเธอแม้แต่น้อย

เมื่อเขาหันกลับไปมองใบหน้าแสนสวยของเธออีกครั้ง แม้เจ้าตัวจะทำเป็นใจเย็น แต่แววตาที่หวานเย้ายวนนั้นกลับเผยความรู้สึกออกมาชัดเจน

แล้วสาวน้อยก็ลุกขึ้นนั่งคร่อมลงบนตักของเขา หันข้างเอนพิงพร้อมโอบรอบคออย่างอ่อนนุ่ม ร่างกายแนบแน่นจนแทบไม่มีช่องว่าง

เมื่อเห็นว่าหยางฟานเริ่มไม่ค่อยนิ่งนัก สวีซานก็ยื่นหน้าไปกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูเขาด้วยเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน

เพียงประโยคสั้นๆ เท่านั้น หยางฟานก็ดูมีสีหน้าสนใจขึ้นมาทันที เขาตบไหล่เธอเบาๆ หนึ่งที ก่อนจะลุกขึ้นเดินตรงไปยังประตูห้อง

สวีซานยิ้มบางๆ แล้วลุกตามไปโดยไม่พูดอะไร รอยยิ้มที่มุมปากยังคงอยู่

ทันทีที่เข้าสู่ห้องน้ำ สาวน้อยก็โผเข้ากอดเขาทันที ร่างบางแนบชิด แล้วริมฝีปากก็จุมพิตลงไปอย่างไม่ลังเล

ในสถานการณ์ที่เสียงเงียบดังกว่าคำพูดแบบนี้หยางฟานก็ปล่อยตัวตามอารมณ์โดยไม่ลังเล เล่นเกมที่ต่างคนต่างรู้ดีว่าเริ่มยังไงแต่ไม่มีใครรู้จะจบเมื่อไร

ในใจเขารู้สึกแปลกใจกับความกล้าและความเปิดเผยของเธอ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกวินาทีที่ผ่านไป เขากำลังดื่มด่ำกับมันอย่างเต็มที่

ใครจะคิดว่า หลังจูบอันเร่าร้อนนั้น สวีซานจะยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวอย่างอ่อนช้อย ราวกับต้องการสลัดอะไรบางอย่างทิ้งไปจากชีวิต

แต่สิ่งที่เธอพยายามจะทิ้งมันไม่ใช่อะไรอื่นมันคือ โชคชะตา
และเจ้าโชคชะตานี่แหละต่อให้หันหลังให้ มันก็ใช่ว่าจะปล่อยเธอไปง่ายๆ

สุดท้าย โชคชะตาก็ไม่ยอมให้เธอหลุดพ้น
มันพุ่งเข้าหาเธอโดยไม่ให้ตั้งตัว
เธอร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงถอนหายใจแผ่วเบา ทั้งเหนื่อยล้าและยอมจำนน




ตอนก่อน

จบบทที่ หยางฟานผู้สับสนงุนงง

ตอนถัดไป