นักกินตัวยง
“ว่าแต่ นี่ค่ะการ์ด” เซี่ยจือ ไม่ลืมว่าวันนี้เธอเป็นคนเลี้ยงข้าว
“เห้ย เซี่ยจือ ส่วนของฉันเธอก็เลี้ยงไปด้วยใช่ไหม?” หยวนหวา ขยับเข้ามาพูดอย่างทะเล้นกะทันหัน
ยังไม่ทันที่ หลี่ ซือซือ จะได้ชก หยวนหวา หูเฟย ก็เตะ หยวนหวา กระเด็นไปก่อน
(`ー?)o╭╯☆#╰─﹏─)╯
ไปไอ้ตัวน่ารำคาญนี่ กล้าดียังไงคิดจะมาเอาเปรียบ เซี่ยจือ?
กล้าเกินไปแล้ว!
ในโลกนี้ ใครก็ไม่สามารถมาเอาเปรียบ เซี่ยจือ ได้
นอกจากฉัน หูเฟย
หยวนหวา ร้องเสียงดังบอกว่าไม่กล้าอีกแล้ว หูเฟย ถึงได้เดินอ้อมตัวเขาไป
“เซี่ยจือ ดูสิ ไอดอลหวงเธอขนาดไหน” หลี่ ซือซือ ดึงแขน เซี่ยจือ ให้ดู
“นะ... ไหนกัน ไม่เอา อย่าพูดมั่วซั่ว” เซี่ยจือ หน้าแดงก่ำทันที
“จริงนะ ดูสิ ไอดอลเขาก็ไม่ค่อยสนใจใครนะ แต่กับเธอล่ะก็...”
“เฮ้ออออ... ยังจะพูดอีก”
เซี่ยจือ ยิ่งพูด หน้าก็ยิ่งแดงขึ้น ด้วยความหงุดหงิด เธอก็เหยียบเท้าดังๆ แล้ว สะบัดมือ หลี่ ซือซือ ออกไปหาที่นั่งเอง
หลี่ ซือซือ งงเล็กน้อย ตัวเองแค่ล้อเล่นนิดหน่อยเอง เซี่ยจือ จำเป็นต้องมีปฏิกิริยาใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ?
………
………
ทั้งสองคนหาที่นั่งได้แล้ว ครู่เดียวเด็กผู้ชายสองคนก็ซื้ออาหารมาให้แล้ว
ถึงแม้ หูเฟย กับทั้งสามคนจะเป็นเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกัน ‘ครั้งแรก’ แต่ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรต้องรู้สึกห่างเหิน
บนโต๊ะอาหาร มี หยวนหวา กับหลี่ ซือซือ อยู่ด้วย ก็ไม่มีทางที่จะเงียบเหงา เรื่องคุยมีไม่หยุด
“ว่าแต่ ท่านหู”
“ผมเข้าห้องนี้ได้เพราะความสามารถพิเศษด้านวาดรูป ส่วน หลี่ ซือซือ ความสามารถพิเศษคือเปียโน”
“แล้วท่านมีความสามารถพิเศษด้านไหนครับ?” หยวนหวา มอง หูเฟย อย่างสงสัย คนอื่นๆ ก็หันมามองเช่นกัน
หูเฟย เพิ่งย้ายมาใหม่ ทุกคนต่างอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเขามาก แถมเขาก็ทำตัวลึกลับอยู่เสมอ ไม่เคยเล่าเรื่องราวของตัวเองให้ฟังมากนัก
ทำเอาทุกคนยิ่งอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นไปอีก
แม้แต่ เซี่ยจือ ก็เช่นกัน เธอมอง หูเฟย ด้วยสายตาที่กะพริบปริบๆ ปากยังคาบช้อนเหล็กอยู่
การที่เด็กเส้นจะได้เข้าห้องเรียนพิเศษ มักจะต้องมีเหตุผลบางอย่าง ปกติก็คือการใช้ชื่อว่าเป็นนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ
ความสามารถพิเศษของฉันคืออะไร?
หูเฟย ถูกถามคำถามนี้ หน้าก็แดงเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้
ยกโทษให้เขาด้วย ประสบการณ์ในวงการ(ขับรถ) ค่อนข้างยาวนาน สิ่งแรกที่เขาคิดถึงก็คือ...
แค่กๆๆ
คิดแบบนั้นไม่ถูกต้อง
“ผมเหรอ ผมร้องเพลงเก่งนะ” หูเฟย พูดไปเรื่อยๆ
“โอ้~ เข้าใจแล้ว!” หยวนหวา พยักหน้า
ร้องเพลง เต้นรำ วาดรูป สามความสามารถพิเศษที่พวกเด็กเส้นชอบใช้กัน
จบหัวข้อนี้ ทุกคนก็เริ่มคุยเรื่องอื่น
………
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังคุยกันอยู่ เซี่ยจือ ไม่ได้พูดอะไรเลยตลอดเวลา เธอก้มหน้าตั้งใจทานข้าว เมื่อพูดถึงหัวข้อที่น่าสนใจ เธอก็จะเงยหน้าขึ้นมองทั้งสามคนบ้าง
หูเฟย มองดูข้าวผัดในจานของ เซี่ยจือ ที่ใกล้จะหมดแล้ว ถามว่า :
“เพื่อนร่วมชั้น เซี่ยจือ ตอนเที่ยงทานแค่นี้เองเหรอ?”
จริงๆ ข้าวผัดชามเดียวก็ไม่ได้เยอะอะไรอยู่แล้ว แถมตอนแรก เซี่ยจือ ยังแบ่งครึ่งหนึ่งให้ หลี่ ซือซือ ไปอีก
ส่วน หลี่ ซือซือ เอง ข้าวของตัวเองก็ยังกินไม่หมดเลยด้วยซ้ำ
เซี่ยจือ กินแค่นิดเดียวเอง เหมือนให้เจ้านกกินอยู่หรือไง?
“อืม ฉันทานไม่เยอะค่ะ”
เซี่ยจือ มอง หูเฟย เล็กน้อยอย่างรู้สึกผิด
หูเฟย ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ชาติก่อนตอนเพิ่งอยู่กับ เซี่ยจือ ใหม่ๆ เธอก็ทานน้อยมากๆ เหมือนกัน
มีโรคกระเพาะที่ค่อนข้างรุนแรง หลังจากนั้นก็ได้รับการดูแลจากเขา ค่อยๆ ฟื้นฟูสุขภาพ
สุดท้ายก็พบว่าจริงๆ แล้ว เซี่ยจือ มีนิสัยชอบกินอยู่ในตัว
จำได้ว่าครั้งหนึ่งตอนกลางคืน หูเฟย โดนกัดเจ็บจนตื่นขึ้นมา
ลุกขึ้นมาดู พบว่า เซี่ยจือ กำลังกัดนิ้วหัวแม่มือของเขาไม่หยุด ปากยังละเมอพูดว่า : ทำไมขาไก่โอรีออง(นิวออร์ลีนส์)อันนี้ถึงไม่มีรสชาติเลย?
ตอนนั้นทำเอา หูเฟย ขำแทบตาย
จะเห็นได้ว่า เซี่ยจือ เป็นนักกินระดับไหน และโรคกระเพาะของ เซี่ยจือ ก็เกิดจากการไม่ยอมกินข้าวให้ดีตอนสมัยมัธยมปลายปีที่ 3 นี่แหละ
พอดีเลย ถือโอกาสตอนนี้ ยังพอที่จะหยุดม้าตรงหน้าผาได้ทัน [ผู้แปล : ม้าตรงหน้าผา (悬崖勒马) - หมายถึง หยุดยั้ง ก่อนที่จะสายเกินไป]
หูเฟย เอ่ยปากว่า : “งั้นอยากได้น่องไก่ไหมครับ?”
ในจานตรงหน้า หูเฟย มีน่องไก่อยู่สองขา วันนี้เขาตักกับข้าวมาเยอะมาก ตั้งใจเตรียมไว้ให้ เซี่ยจือ โดยเฉพาะ
“ไม่... ไม่เอาค่ะ ฉันทานไม่ไหวแล้วจริงๆ”
เซี่ยจือ กลืนน้ำลายแล้วปฏิเสธ
หูเฟย ไม่ได้คะยั้นคะยอต่อ เขาหยิบน่องไก่ขึ้นมาขาหนึ่งแล้วเริ่มแทะ
“อืม วันนี้ขาไก่อร่อยจริงๆ ทั้งใหญ่ทั้งนุ่ม”
“หอมจัง!”
“เข้าปากแล้วละลาย นุ่มเด้ง”
“ดูสิ น้ำนี่ไหลออกมาเลย”
“หอมสุดๆ ไปเลย!”
“ซี้ด~”
หูเฟย กินไปก็บรรยายไป ทำเอา หยวนหวา และหลี่ ซือซือ ที่อยู่ข้างๆ อยากกินตามไปด้วย
ส่วน เซี่ยจือ ที่อยู่ตรงหน้า หูเฟย กำลังซดน้ำซุปไข่ รู้สึกว่ามันจืดชืดไปเลย สายตาพลางจ้องมอง หูเฟย แทะน่องไก่ไม่กะพริบ แทะจนน้ำมันเลอะปากไปรอบๆ
ดูท่าทางกินแล้วมันจะหอมอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ!
เซี่ยจือ กลืนน้ำลายอีกครั้ง
หูเฟย คนนี้ โคตรน่าชังเลยจริงๆ จะกินน่องไก่ก็กินไปสิ ทำไมต้องมาบรรยายด้วยล่ะ?
ไม่ได้ ข้าวผัดอร่อยที่สุดแล้ว
ฉันต้องลดน้ำหนัก ฉันจะอ้วนขึ้นอีกไม่ได้แล้ว ฉันต้องดูแลรูปร่างตัวเองให้ดี
เซี่ยจือ ขณะสะกดจิตตัวเอง ก็ทานข้าวผัดที่ยิ่งเคี้ยวยิ่งไม่มีรสชาติไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ข้าวผัดเหลือแค่นิดเดียว แต่ทานไปตั้งนานก็ยังไม่หมด
ทานไม่ลงแล้วจริงๆ
สุดท้าย...
“เพื่อนร่วมชั้น หูเฟย ยังเหลือน่องไก่อีกขาหนึ่ง คุณไม่ทานแล้วเหรอ?”
เซี่ยจือ มองดูจานตรงหน้า หูเฟย ถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ใช่ครับ อิ่มแล้ว”
“งั้นก็เสียดายแย่เลยสิ?”
“นั่นก็ช่วยไม่ได้นี่!”
“ว่าแต่ หยวนหวา นายยังทานไหวไหม?” หูเฟย หันไปถาม หยวนหวา
“ผมอิ่มแล้วครับ” หยวนหวา ส่ายหน้า แถมเขาก็ไม่ค่อยชอบทานน่องไก่ด้วย
“แล้วเธอล่ะ?” หูเฟย ถาม หลี่ ซือซือ
“ไม่เอาค่ะ ปกติฉันเป็นคนกินจุมาก ตอนนี้เลยทานไม่ไหวแล้ว”
หลี่ ซือซือ ส่ายหน้าเช่นกัน
“เอาล่ะ ดูท่าน่องไก่นี้ต้องทิ้งซะแล้ว”
หูเฟย ส่ายหัวอย่างจนใจ ทำท่าทางเสียดายสุดๆ
“เดี๋ยวก่อน...” เซี่ยจือ จู่ๆ ก็ยื่นมือห้าม หูเฟย
“ห้ามทิ้งนะคะ! นี่มันเสียของเปล่าๆ!”
เซี่ยจือ มีความคิดฝังหัวอย่างแน่นหนา ว่าเด็ดขาดก็ห้ามทิ้งอาหาร
“แต่ที่นี่ไม่มีใครทานได้แล้วนี่ครับ คุณจะให้ผมเก็บใส่กระเป๋าเอาไปที่ห้องเรียนหรือไง!”
น้ำเสียงของ หูเฟย ดูจนใจปนความไร้เดียงสาเล็กน้อย
“งั้น...” เซี่ยจือ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พูดว่า :
“งั้น... ฉันกินก็ได้ค่ะ!”
“โอ้ แต่คุณบอกว่าทานไม่ไหวแล้วไม่ใช่หรือไง?” หูเฟย ที่รับบทตัวร้าย จงใจแกล้งหยอก เซี่ยจือ
เซี่ยจือ พูดอย่างจริงจังว่า “ห้ามทิ้งอาหาร”
“อืม เพื่อนร่วมชั้น เซี่ยจือ นี่ยึดมั่นในหลักการจริงๆ”
“งั้นคุณก็รีบทานเถอะ พวกเราจะรอจนกว่าคุณจะทานเสร็จ”
หูเฟย ดันจานมาตรงหน้า เซี่ยจือ มองดูเธอ
เซี่ยจือ ขมวดคิ้ว ดวงตากลมโตมอง หูเฟย อย่างจริงจัง ใบหน้าแดงเล็กน้อย
“ฉันขอพูดอะไรก่อนนะ เพื่อนร่วมชั้น หูเฟย ครั้งหน้าถ้าคุณทานไม่หมดแบบนี้ อย่าตักมาเยอะขนาดนี้นะคะ”
หูเฟย พยักหน้ารับรัวๆ “อืมๆๆ แน่นอนครับ”
(แน่นอน... จะตักเยอะกว่าเดิม)
“ฮึ่ม!”
เซี่ยจือ ส่งเสียงขึ้นจมูกเบาๆ แล้วก็หยิบน่องไก่ขึ้นมาแทะ
“อร่อยไหม?” หูเฟย ถาม
“ไม่อร่อย... เอิ้ก” เซี่ยจือ เกือบจะร้องไห้แล้ว