บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซ่อมโต๊ะ
ยามเช้า
ฟ้ายังคงมัวๆ หูเฟย สวมชุดวอร์ม
เพราะเขามีบัฟ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย’ แค่ออกกำลังกายวันละหนึ่งชั่วโมง ก็สามารถได้รับผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง
ดังนั้น หูเฟย จึงสร้างนิสัยการออกกำลังกายตอนเช้ามาตลอดหนึ่งปี ร่างกายของเขาก็ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะเทียบเคียงได้แล้ว
เพิ่งลงจากบันได ก็ได้ยินเสียงคุณลุงคุณป้ากำลังโวยวายอยู่ที่ทางเข้าบันได
หูเฟย ลงมา พบว่าเป็นเพราะทางเข้าบันไดโดนรถ SUV คันใหญ่จอดขวางไว้ เหลือช่องว่างไว้แคบมาก ทำให้คนในตึกออกไปข้างนอกไม่ได้เลย
“อะไรกันเนี่ย ไอ้พวกเลวไร้น้ำใจ! แล้วยัยแก่คนนี้จะออกไปยังไงหะ?” คุณป้าบ่นพึมพำ
คุณลุงกดเบอร์โทรศัพท์ที่ติดอยู่บนรถเพื่อขอให้เจ้าของมาย้ายรถ แต่โทรไปแล้วกลับพบว่าไม่มีเลขหมายปลายทาง “ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็เรียกคนจากคณะกรรมการชุมชนมาช่วยเลื่อนรถไปเถอะ”
หูเฟย รีบเข้ามา “คุณลุงคุณป้าครับ ให้ผมจัดการเองครับ”
“เธอเหรอ?” คุณลุงคุณป้ามอง หูเฟย ด้วยสีหน้างุนงง
ยังหนุ่ม หน้าตาดี แต่ดูไม่กำยำเท่าไหร่
เห็น หูเฟย เดินเข้ามาพลางม้วนแขนเสื้อขึ้น เดินไปหน้ารถ หันกลับมายิ้มให้คุณลุงคุณป้า
จากนั้น หูเฟย ก็หันกลับไป งอเข่า ใช้สองมือจับกันชนรถไว้แน่น เสียงดังปัง! ก้นเชิดสูงขึ้น หายใจเข้าลึกๆ สองครั้ง แล้วพูดเสียงทุ้มต่ำว่า “ยกขึ้นสิ!”
ทันใดนั้น กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ก็ปูดขึ้นมาจากแขนของ หูเฟย ที่เดิมดูไม่กำยำนัก ราวกับมังกรขดตัวพุ่งออกมา
ทันใดนั้น เสื้อผ้าข้างในเหมือนโดนสูบลมเข้าไป พองตัวขึ้นมา
โชคดีที่ชุดวอร์มมีความยืดหยุ่นดี ไม่เช่นนั้นคงรู้สึกว่าเสื้อผ้ากำลังจะระเบิดออกมาแล้ว
คุณลุงคุณป้าที่อยู่ข้างๆ มองดูแล้วตะลึงงัน
นี่... พาที่สูบลมมาด้วยหรือเปล่า?
เท้าทั้งสองข้างของ หูเฟย ปักแน่นอยู่บนพื้นราวกับเสาหลัก มั่นคงสุดๆ รถคันใหญ่ที่หนักอย่างน้อยสามสี่ตัน ตอนนี้กลับถูก หูเฟย ยกขึ้นมาจริงๆ [ผู้แปล : สามสี่ตัน เป็นการจงใจของผู้เขียนนิยายเพื่อแสดงความสามารถทางกายภาพของ หูเฟย ครับ]
เห็นด้านหน้ารถทั้งคันถูกยกขึ้นมา ในขณะที่ หูเฟย ดูเหมือนจะไม่ต้องออกแรงเลย
หูเฟย เหลือบมองไปสองข้าง จากนั้นก็ยกหน้ารถเลื่อนไปทางขวา
‘ครืด ครืด’ ยางรถยนต์เสียดสีกับพื้น เกิดเสียงน่ารำคาญ
เลื่อนไปได้ประมาณสองสามเมตร ทางเข้าบันไดก็มีพื้นที่กว้างพอให้ผ่านได้แล้ว
จากนั้นก็วางมือลง หน้ารถตกลงมา ยางรถยนต์แตะพื้น
ช่วงล่างรถดีทีเดียว รถโยกขึ้นลงสองสามครั้งก็หยุดนิ่ง
หูเฟย ตบมือ หันกลับมายิ้มเบาๆ “เรียบร้อยแล้วครับ คุณลุงคุณป้า ตอนนี้ผ่านได้แล้วครับ”
เหมือนกับว่าเพิ่งทำเรื่องเล็กน้อยมากๆ เสร็จ แล้วก็เดินตัวปลิวจากไป
???
????
คุณลุงคุณป้างงเป็นไก่ตาแตก
รถคันใหญ่ขนาดนี้ ถูกยกขึ้นได้อย่างง่ายดายขนาดนั้นเลยเหรอ?
คุณลุงรู้สึกไม่ยอมแพ้ เดินไปหน้ารถ เลียนแบบ หูเฟย ใช้สองมือยึดกันชนไว้ “หนึ่ง สอง สาม...”
“โอ๊ย! แมร่งเอ้ย บ้าชิบ หลังฉ๊าาน!!!”
………
………
หลังจากเล่นบาสเก็ตบอลไปหนึ่งชั่วโมงที่สนาม หูเฟย กลับบ้านไปอาบน้ำ แล้วก็เตรียมไปโรงเรียน
เพื่อประหยัดเวลา ระหว่างทางก็ซื้อซาลาเปาและน้ำเต้าหู้ หวังว่าจะเอาไปทานที่โรงเรียน
เดิมทีคิดว่าตัวเองตื่นเช้าพอแล้ว ผลคือพอมาถึงห้องเรียน กลับพบว่ามีคนมาเช้ากว่าเขาอีก
คือ เซี่ยจือ
เธอนั่งอยู่ที่แถวหลังสุด เหมือนกำลังทำข้อสอบอยู่ ดูตั้งใจเอามากๆ ไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนเข้ามาในห้องเรียนแล้ว
ก้มหน้าลง ผมสีดำขลับหนาๆ ทิ้งตัวไปด้านหนึ่ง เผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างที่งดงามสุดๆ
ตอนนี้ เซี่ยจือ ไม่ได้สวมแว่นอันเทอะทะนั้น หูเฟย สามารถมองเห็นว่าขนตาของเธอยาวและงอนมาก เหมือนผีเสื้อที่เกาะอยู่บนดอกไม้ ปีกสวยๆ กำลังขยับเบาๆ
หูเล็กน่ารัก คางมน คอขาวผ่อง กระดูกไหปลาร้าโผล่ออกมาเล็กน้อย เผยให้เห็นเส้นโค้งที่สมบูรณ์แบบ ราวกับเทพธิดาในประติมากรรมกรีกโบราณ
แสงแดดยามเช้าส่องอ่อนๆ นกน้อยร้องเพลงนอกหน้าต่าง เด็กสาวบริสุทธิ์ราวกับภูติแห่งโลกมนุษย์ ทำให้ผู้คนยากจะละสายตา
“เพื่อนร่วมชั้น เซี่ยจือ มาเช้าจังเลยนะ?”
“อ๊ะ?”
เซี่ยจือ ได้ยินเสียง ก็ตกใจที่อยู่ดีๆ ก็มีคนเพิ่มมาอยู่ข้างๆ เธอทำให้เธอตกใจ
แต่แล้ววินาทีถัดมาเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ก็รีบสวมแว่นตาหนาเตอะนั้นทันที จัดผมให้เรียบร้อย หน้าม้าที่ยาวลงมาเหมือนผ้าม่านปกปิดหน้าผากที่เกลี้ยงเกลาไว้
ภูติแห่งโลกมนุษย์กลับกลายเป็นเด็กผู้หญิงเก็บเห็ดอีกครั้ง
เธอเมิน หูเฟย อย่างงอนๆ เล็กน้อย แล้วก็กลับไปทำข้อสอบของเธอต่อ
หูเฟย เสียดายในใจ ไม่น่าพูดทักเลย จะได้ชื่นชมความงามต่ออีกสักพัก
“เพื่อนร่วมชั้น เซี่ยจือ” หูเฟย เรียกกะทันหัน
“อืม~ มีอะไร?” เซี่ยจือ เงยหน้าขึ้นมอง หูเฟย อย่างสงสัย
“ช่วยลุกขึ้นหน่อยได้ไหมครับ?”
“ทำไมล่ะ?”
อาจจะเป็นเพราะแสง ทำให้ในแว่นตาใหญ่ๆ ของ เซี่ยจือ เผยให้เห็นดวงตาที่ออกสีม่วงเล็กน้อย เหมือนอำพัน ใสบริสุทธิ์ สวยงามมาก
หูเฟย ไม่ได้ตอบ แต่หยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเป้
นั่นมันก็คือ ..บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งซอง
“ผมมาช่วยซ่อมรูบนโต๊ะให้ครับ” หูเฟย ชี้ไปที่รูตรงกลางโต๊ะของ เซี่ยจือ
(=^?ェ?^=)???
เซี่ยจือ มอง หูเฟย อย่างงุนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก แล้วมองไปที่... บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งซองในมือ หูเฟย?
Areyoukiding? (จริงเหรอ?) คุณกำลังล้อเล่นใช่ไหม?
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งซอง จะซ่อมโต๊ะได้งั้นเหรอ?
“ไอ๊หยา ฟังผมเถอะน่า”
น้ำเสียงของ หูเฟย ดูไม่พอใจเล็กน้อย ดูเหมือนจะดุ ทำให้ เซี่ยจือ กลัว รีบลุกขึ้นยืน แล้วหลบไปยืนอยู่ข้างๆ มองดู หูเฟย อย่างงงๆ
เห็น หูเฟย เก็บของบนโต๊ะ เซี่ยจือ ไปทั้งหมด จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดโต๊ะให้สะอาด
ตอนนี้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า อักษรคำว่า ‘早’ ที่ไม่รู้ว่าไอ้งี่เง่าตัวไหนแกะสลักไว้ (แน่ๆ ว่าไม่ใช่ท่านปู่หลู่เอง) มันแกะไว้เบี้ยวๆ บูดๆ เกือบจะทะลุโต๊ะแล้ว
[ผู้แปล : ท่านปู่หลู่ (鲁迅) หมายถึง หลู่ซวิ่น นักเขียน นักวิพากษ์วิจารณ์ และปัญญาชนคนสำคัญ มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลอย่างยิ่งในวรรณกรรมจีน และลายเซ็นของท่านมักจะมีตัว ‘早’ ที่เขียนในรูปแบบเฉพาะตัว]
ถ้าไม่เอาหนังสือมารองไว้ ก็เขียนหนังสือไม่ได้เลย และเซี่ยจือ ก็เคยพลาดมาหลายครั้งแล้ว
หูเฟย สบถด่าบรรพบุรุษของผู้กระทำผิดตัวจริง จากนั้นก็เริ่มทำเรื่องจริงจัง
เริ่มจากบีบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้แตกละเอียด แล้วเทลงในกล่องดินสอ
จากนั้นก็นำเศษบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาบดให้ละเอียดอีกครั้ง จนกลายเป็นเม็ดเล็กๆ มากๆ และบดต่อไปจนเกือบจะเป็นผง
เซี่ยจือ ที่อยู่ข้างๆ เบิกตากลมโตใสๆ มองดูอย่างจริงจัง ใช้มือสองข้างเท้าเข่าเล็กน้อย ย่อตัวลง มองดูอย่างตั้งใจสุดๆ
เห็น หูเฟย เทผงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปละเอียดลงไปในหลุม เทให้เต็มหมดทุกซอกทุกมุม
“เซี่ยจือ ช่วยเปิดกาวให้หน่อย กาวอยู่ในกระเป๋าเป้ผม” หูเฟย เรียก
“ได้เลย”
เซี่ยจือ ได้รับคำสั่ง รีบวิ่งไปที่นั่งของ หูเฟย
กาวอยู่ในกระเป๋าเป้ของเขา เซี่ยจือ รู้สึกกลัวๆ กล้าๆ ที่จะเปิดกระเป๋าเป้ของเขา
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเปิดกระเป๋าเป้ของผู้ชาย รู้สึกอยากรู้อยากเห็นและตื่นเต้นเล็กน้อย
กระเป๋าเป้ของ หูเฟย เป็นแบบสะพายหลังสีดำ สไตล์คล้ายกับของ โท มินจุน จากซีรีส์เกาหลี ‘You Who Came from the Stars’ ที่สะพาย
พอเปิดออกมา มีกลิ่นหอมอ่อนๆ หอมมาก
ไม่กล้าค้นมั่วๆ เซี่ยจือ หาเจอขวดกาวในช่องกระเป๋าที่ใหญ่ที่สุด
กาวเป็นขวดใหม่ ต้องใช้เข็มที่ฝาเจาะก่อน
คนที่มือไม่นิ่งอาจจะเจาะเบี้ยวได้ เซี่ยจือ มือคล่องแคล่วมาก เธอเจาะได้อย่างง่ายดาย
“เรียบร้อยแล้ว นี่ค่ะ” เซี่ยจือ พูดเสียงนุ่มๆ
“อืม” หูเฟย รับมาแล้วหยดกาวลงไปบนผงละเอียด
ต้องหยดให้เต็มทุกส่วน ให้ซึมซับเข้าไปทั้งหมด หลังจากนั้นก็ใช้ปากเป่าด้านบน เพื่อเร่งให้กาวแห้งเร็วขึ้น
ผ่านไปสองสามนาที กาวก็เกือบแห้งแล้ว
ตอนนี้ รอยบุ๋มถูกเติมเต็มจนหมดแล้ว ผงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็แข็งขึ้น แต่พื้นผิวยังขรุขระ ไม่เรียบเสมอกัน
หูเฟย หยิบกระดาษทรายออกมาอีกแผ่น แล้วเริ่มขัดบนผิวโต๊ะ ขัดบริเวณที่ซ่อมให้เรียบเสมอกัน
“ซ่า ซ่า ซ่า”
ไม่นาน หูเฟย ก็หยุดขัด พื้นโต๊ะเรียบเสมอกันหมดแล้ว
เซี่ยจือ ลองใช้มือลูบดู รู้สึกเรียบมากๆ แถมยังแข็งมากด้วย คิดว่าเศษบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะนุ่มๆ เสียอีก
“ว้าว เก่งสุดๆ ไปเลย ซ่อมได้แล้ว!”
ตาของ เซี่ยจือ เป็นประกาย มอง หูเฟย ด้วยสีหน้าอัศจรรย์ใจ ปรบมือด้วยความตื่นเต้น
“เห้อ ยังไม่เสร็จหรอกน่า”
หูเฟย ส่ายหัว ใช้หลังมือเช็ดเหงื่อ ยังเหลือขั้นตอนสุดท้าย—การลงสี
เห็น หูเฟย หยิบขวดสีสำหรับวาดรูปออกมาสองขวด ผสมสีในจานสีให้ได้สีเดียวกับพื้นโต๊ะ แล้วผสมของเหลวบางอย่างที่ระบุไม่ได้ลงไปด้วย
ถือพู่กัน แล้วเริ่มลงสีบนโต๊ะ
ทีละนิด ทีละนิด...
ไม่กี่นาทีต่อมา
“เสร็จสมบูรณ์!”
หูเฟย ถอยหลังหนึ่งก้าว มองผลงานชิ้นเอกของตัวเองอย่างพอใจ
เซี่ยจือ ถึงกับอ้าปากเล็กๆ มองดูด้วยสีหน้าที่ไม่อยากเชื่อ
ตอนนี้ อักษรคำว่า ‘早’ บนโต๊ะหายไปหมดแล้ว ถูกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเติมเต็ม ส่วนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ถูกทาด้วยสีเดียวกับโต๊ะรอบๆ
เหมือนกิ้งก่าเปลี่ยนสี ตอนนี้กลืนไปกับโต๊ะหมดแล้ว มองไม่ออกเลยว่ามีร่องรอยของการซ่อมแซม พื้นโต๊ะที่เรียบเสมอกัน เหมือนเพิ่งซื้อมาใหม่เลย
เซี่ยจือ ใช้มือลูบไปบนนั้น
“สุดยอดจริงๆ เลย!”
“เพื่อนร่วมชั้น หูเฟย ทำได้ยังไง?”
เซี่ยจือ เหมือนสาวบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง มอง หูเฟย เหมือนคุณชายจากในเมือง โดนของแปลกๆ ที่เขานำมาพิชิตใจเสียอยู่หมัด
หูเฟย เลิกคิ้วอย่างภาคภูมิใจ กล่าวว่า :
“แค่นี้เอง?”
“ให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคังซ่วยฟู่มาสักคันรถ ผมจะกลับคืนให้หอไอเฟลหนึ่งหลัง”
[ผู้แปล : 康帅傅 เป็นชื่อที่ล้อเลียนยี่ห้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชื่อดังของจีนคือ 康师傅 เป็นการพูดเปรียบเทียบว่าสามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่จากสิ่งเล็กๆ ได้)
“ว้าวววววววววววววววว!”
เซี่ยจือ ร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ ยกมือขึ้นกำเป็นกำปั้นเล็กๆ ไว้ที่หน้าอก ตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยดวงดาว
“งั้น... งั้นเพื่อนร่วมชั้น หูเฟย รู้วิธีทำแบบนี้ได้ยังไงคะ?”
เซี่ยจือ เหมือนลูกแมวขี้สงสัย มอง หูเฟย ตากะพริบปริบๆ เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“อันนี้เหรอครับ ผมเรียนมาจากท่านอาจารย์ม้านั่งนะ (ชื่อที่ตั้งขึ้นเล่นๆ)”
“ท่านอาจารย์ม้านั่ง?”
เซี่ยจือ ไม่รู้ว่าใคร แต่ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นคนเก่งสุดๆ เลย
“ว่าแต่ อันนี้สีจะไม่ลอกใช่ไหมคะ?” เซี่ยจือ ชี้ไปที่โต๊ะ
“วางใจได้ครับ ผมใส่สารละลายอื่นลงไปด้วย สามารถรับรองได้ว่าสีไม่ลอกแน่นอน”
วิชาเคมีของ หูเฟย ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
เซี่ยจือ ไม่เข้าใจ แต่รู้สึกว่าสุดยอด
“เพื่อนร่วมชั้น หูเฟย ขอบคุณนะคะ”
เซี่ยจือ มีความสุขมากๆ
ในที่สุดก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเขียนสมุดทะลุอีกแล้ว
“ดีครับ ผมตกลงแล้วครับ” หูเฟย หรี่ตาเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มกริ่ม
“อ๊ะ ตกลงอะไรคะ?” เซี่ยจือ งงเป็นไก่ตาแตก
“คุณไม่ได้เตรียมจะเลี้ยงข้าวผมตอนเที่ยงหรอกเหรอครับ?”
“อ๊ะ?”
“ฉัน... ฉันไม่ได้พูดนะคะ คุณจะ...”
เซี่ยจือ เงยหน้าขึ้นกำลังจะอธิบาย แต่เห็น หูเฟย กอดอกมองเธออยู่
u??'u (อิโมจิ แสดงสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย)
อ๊า... เอาอีกแล้ว หลอกฉันอีกแล้ว หลอกให้ฉันเลี้ยงข้าวอีกแล้ว
เซี่ยจือ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วนะที่เธอโดนหลอก
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้?
แต่...
“...ก็ได้ค่ะ ก็ได้ ฉันเลี้ยงก็ได้” เซี่ยจือ พูดเสียงอ่อย
ท้ายที่สุดแล้ว หูเฟย ก็ช่วยเธอไว้ได้มากจริงๆ ช่วยให้เธอไม่ต้องลำบากไปหลายเรื่อง การขอบคุณเขาก็เป็นเรื่องที่สมควร
แถมถ้าไม่ตกลง ก็กลัว หูเฟย จะไม่พอใจอีก
เซี่ยจือ รู้สึกทั้งหงุดหงิด แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้
แถมไม่รู้ทำไม เซี่ยจือ รู้สึกว่าครั้งนี้ตัวเองไม่ได้มีท่าทีต่อต้านรุนแรงเท่าเมื่อวาน
ทั้งๆ ที่เมื่อวานยังกังวลใจไปทั้งเช้าเรื่องจะต้องทานข้าวกับเด็กผู้ชาย วันนี้กลับยอมตกลงทันที เพราะกลัว หูเฟย จะไม่พอใจ
เซี่ยจือเอ๊ยเซี่ยจือ เส้นแบ่งของเธอชักจะต่ำลงเรื่อยๆ แล้วนะ!
เซี่ยจือ คิดว่าหลังจากครั้งนี้ จะต้องรักษาเส้นแบ่งของตัวเองไว้ให้ดีๆ
โดยเฉพาะกับใครบางคน
ฉันจะโดนลูกไม้ของเขาหลอกอีกไม่ได้แล้ว
ส่วนทางด้านนี้ พอ เซี่ยจือ ตกลงปุ๊บ สีหน้าของ หูเฟย ก็เปลี่ยนไปทันที
U^ェ^U
แฮปปี้!!!
มีความสุข!!!
………