คาบเรียนภาษาอังกฤษดูเรื่อง ไททานิค
ทานข้าวเที่ยงเสร็จ ยังมีเวลาพักกลางวันอีกประมาณหนึ่งชั่วโมง
หูเฟย กับเซี่ยจือ ทานข้าวเสร็จก็กลับมา ส่วน หลี่ ซือซือ ก็นัดกับคนอื่นทะเลาะเดือด...เอ่อ โต้วาทีก็คงได้มั้ง
และครั้งนี้คือ หยางมี่ จากห้อง 6 ส่วน หยวนหวา ก็ติดตามไปด้วยอย่างกระตือรือร้น เพื่อไปดูละคร และห้ามทัพในกรณีที่จำเป็น
ในช่วงเวลาพักกลางวันนั้น
เซี่ยจือ ทำโจทย์อีกพักหนึ่งถึงได้เก็บของ แล้วก็ฟุบหลับไปบนโต๊ะ
ส่วน หูเฟย ไม่จำเป็นต้องพักกลางวัน เขามีสภาพจิตใจดีมากๆ
ตำราเรียนฟิสิกส์ระดับมหาวิทยาลัย เขาทบทวนด้วยตนเองจบหมดแล้ว ต่อไปก็สามารถทำแบบฝึกหัดได้เลย
หลังจากทำแบบฝึกหัดเสร็จ ก็บิดขี้เกียจเล็กน้อย พลางหันไปมองเด็กสาวที่อยู่ข้างๆ เด็กสาวตะแคงหน้า ใช้แขนข้างหนึ่งหนุนศีรษะ หลับอย่างสงบ ราวกับนางฟ้าองค์หนึ่ง
ขนตายาวๆ ขยับเล็กน้อย ทอดเงาจางๆ เป็นแถวอยู่บนใบหน้า พัดลมในห้องเรียนเป่าลม ‘ฮูว ฮูว’ ทำให้รู้สึกขี้เกียจและง่วงนอน
หูเฟย วางมือบนโต๊ะ ใช้มือเท้าคาง นั่งมองเด็กสาวอย่างเงียบๆ เป็นช่วงเวลาที่สงบสุขงดงาม
………
………
จนกระทั่ง “ติ๊ง ติ่ง ติ้ง~” เสียงกริ่งเตรียมเข้าเรียนดังขึ้น คนที่กำลังหลับอยู่ต่างตื่นขึ้นทีละคน
เซี่ยจือ ก็ถูกเสียงปลุกให้ตื่น เธอยกหัวขึ้นจากโต๊ะอย่างงัวเงีย ขยี้ตาที่ยังปรือๆ
เสียงแอบหัวเราะดังมาจากข้างๆ ปลุกให้ เซี่ยจือ ลืมตาตื่นขึ้นอย่างกะทันหัน เธอพบว่าเป็น หูเฟย นั่นเอง
“คุณ... คุณหัวเราะอะไรน่ะ?”
หูเฟย อดหัวเราะไว้ พร้อมรอยยิ้มที่ยังคงแฝงอยู่ แล้วชี้ไปที่แขนเสื้อชุดนักเรียนของ เซี่ยจือ
เซี่ยจือ ก้มหน้าดู เห็นรอยน้ำเปียกเป็นวงอยู่บนนั้น เธอถึงกับยกมือขึ้นมาแตะมุมปากตัวเองโดยอัตโนมัติ
เปียก แย่แล้ว นอนหลับแล้วน้ำลายไหล แถมยังโดนจับได้อีก เสียหน้าอีกแล้ว
(#/。\#) (อิโมจิ แสดงความเขินอาย)
อ๊า...
เซี่ยจือ กำลังจะทำตัวเป็นนกกระจอกเทศ ก็คิดอะไรขึ้นได้ ต้องเงยหน้าขึ้น จัดการคราบน้ำลายที่มุมปาก ใช้กระดาษทิชชูเช็ดรอยน้ำบนแขนเสื้อให้แห้ง
หูเฟย ครั้งนี้ยังพอมีจิตสำนึก ไม่มองเธอแล้ว ไม่อย่างนั้น เซี่ยจือ คงต้องกลับไปทำตัวเป็นนกกระจอกเทศอีกรอบ
เมื่อเสียงกริ่งดังสงบลง บรรดานักเรียนที่กำลังงัวเงียต่างนั่งประจำที่ ประตูห้องเรียนก็เปิดออก
ช่วงบ่ายเป็นคาบเรียนภาษาอังกฤษ
อาจารย์อวี๋เหยียน วันนี้มาในชุดเดรสสายเดี่ยวผ้าชีฟองสีขาว ผมยาวสีน้ำตาลอ่อนทิ้งตัวลงบนบ่า เผยให้เห็นไหล่สวยขาวเนียนเป็นประกาย
เดิมทีเป็นคนหน้าตาดีอยู่แล้ว บวกกับการแต่งกายและแต่งหน้าที่เหมาะสม ราวกับดอกลิลลี่ดอกหนึ่งที่กำลังเบ่งบานสวยงาม ดึงดูดสายตาทุกคนในห้อง
แต่น่าแปลกคือ ในมือท่านไม่ได้ถือหนังสือเรียนภาษาอังกฤษมาด้วย
อาจารย์อวี๋เหยียน เดินมาที่แท่นบรรยายหน้าชั้น พูดด้วยน้ำเสียงขึงขังเล็กน้อย แล้วประกาศว่า :
“วันนี้คาบเรียนภาษาอังกฤษนี้พวกเราจะไม่เรียน... แต่จะดูหนังกันค่ะ”
“ว้อททททท?”
ข้างล่างทีแรกก็อึ้งไปครู่หนึ่ง พอตั้งสติได้ ก็เกิดเสียงโห่ร้องดีใจดังสนั่น
?(?︶')(?︶')?...โอ้เย้!
ช่วงสองสามวันนี้ ตารางเรียนแน่นเอี้ยดจนทุกคนแทบหายใจไม่ออก ไม่คิดว่าคาบภาษาอังกฤษจะให้ดูหนัง นี่มันข่าวดีสุดๆ
“นี่มันดีเกินไปแล้ว!”
“ใช่แล้ว ผมรักอาจารย์อวี๋”
“อาจารย์อวี๋คือเทพธิดา”
“เทพธิดา”
“เทพธิดา”
“เทพธิดา”
ข้างล่างไม่รู้ใครเป็นคนนำ เริ่มตะโกนพร้อมกันว่า ‘เทพธิดา’
อาจารย์อวี๋เหยียน ใบหน้ายิ้มแย้ม ยกมือขึ้นบอกให้เงียบลง
“เอาล่ะค่ะ เอาล่ะค่ะ ถ้าพวกเธอเป็นแบบนี้อีก ฉันจะเชื่อจริงๆ แล้วนะ” อวี๋เหยียน พูดติดตลกเล็กน้อย
“อาจารย์อวี๋ เป็นเรื่องจริงอยู่แล้วครับ ท่านคือเทพธิดาของเรา”
“ผมยอมแลกอายุขัยเพื่อนร่วมโต๊ะสิบปี เพื่อแลกกับอาจารย์อวี๋จะได้คงความสาวตลอดไป”
“แม่งเอ๊ย ไอ้ตัวน่ารำคาญนี่!”
อาจารย์อวี๋เหยียน ยิ้มกว้างกว่าเดิม นักเรียนนี่บริสุทธิ์จริงๆ ถ้าเธอดีกับพวกเขา พวกเขาก็จะดีตอบ
นี่คือเหตุผลที่ อวี๋เหยียน ชอบงานอาจารย์
“ก็ได้ค่ะ ได้ค่ะ งั้นพวกเธอจะเชื่อฟังคำพูดของเทพธิดาไหมคะ?”
ตอบพร้อมกัน : “ฟังครับ/ค่ะ~”
“ดี งั้นทุกคนเงียบก่อนได้ไหม?”
ทันใดนั้น ห้องเรียนก็เงียบกริบ ราวกับป่าช้า
มองดูนักเรียนข้างล่างที่แต่ละคนทำตัวเหมือนเด็กน้อยน่ารัก ว่าง่ายสุดๆ
อาจารย์อวี๋เหยียน รู้สึกดีกับ ห้อง 2 มากขึ้นไปอีกหลายเท่า
“ฉันเคยบอกไปแล้วว่า การเรียนภาษาอังกฤษต้องไม่น่าเบื่อเกินไป”
“ดังนั้น วันนี้จะให้พวกเธอชมภาพยนตร์ เป็นภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ เรื่องไททานิค”
“เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินชื่อ หรือเคยไปชมในโรงภาพยนตร์มากันแล้ว”
“แต่ว่า ครั้งนี้ของพวกเราจะไม่เหมือนตอนไปดูที่โรงภาพยนตร์นะ”
“ตอนที่ชมภาพยนตร์ ให้พวกเธอตั้งใจฟังบทพูด และการออกเสียงภาษาพูด”
“ด้านบนมีคำบรรยายภาษาอังกฤษ ด้านล่างมีคำแปลภาษาจีน”
“ให้พวกเธอพยายามดูคำบรรยายภาษาอังกฤษให้มากๆ”
“ทำความเข้าใจน้ำเสียงและอารมณ์ของนักแสดงเวลาพูดบท ซึ่งจะช่วยได้อย่างมากในการฝึกฟังภาษาอังกฤษในอนาคต”
“เอาล่ะ หัวหน้ากลุ่มสาระวิชาภาษาอังกฤษขึ้นมาหน่อย ช่วยจัดการเรื่องเครื่องฉายโปรเจกเตอร์…”
………
“เพื่อนร่วมชั้น เซี่ยจือ คุณเคยดูเรื่องไททานิคไหม?”
ในระหว่างที่หัวหน้ากลุ่มสาระวิชาภาษาอังกฤษกำลังจัดเตรียมเครื่องฉายโปรเจกเตอร์นั้น หูเฟย ถือโอกาสชวน เซี่ยจือ คุยอีกครั้ง
“อ๊ะ?” เซี่ยจือ หันหน้ากลับมาทันที
“ฉัน... ฉันไม่เคยดูค่ะ”
เรื่องไททานิคทุกคนรู้จัก แต่คนที่เคยดูจบจริงๆ มีไม่มากนัก
สำหรับ เซี่ยจือ ที่ขนาดเรื่อง A Chinese Odyssey (ไซอิ๋ว เดี๋ยวลิงเดี๋ยวคน) ยังไม่เคยดู ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
“เนื้อเรื่องเกี่ยวกับอะไรเหรอ?” เซี่ยจือ กะพริบตา ถามเสียงเบา
“อืม เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับกีฬากระโดดน้ำ”
“เป็นภาพยนตร์สร้างแรงบันดาลใจ ที่พระเอกกับนางเอกพยายามฝึกกระโดดน้ำเพื่อเข้าแข่งขันโอลิมปิก”
“โกหก!”
“มันเป็นภาพยนตร์รักต่างหากล่ะ ไม่ใช่เหรอ?” เซี่ยจือ ขมวดคิ้ว แสดงความไม่พอใจต่อ หูเฟย
คิดว่าเธอไม่รู้อะไรเลยหรือไง ถึงได้มาโกหกเธอแบบนี้
o(?^?)o (อิโมจิ แสดงความไม่พอใจ)
“ฮึ่ม ไม่คุยด้วยแล้ว” เซี่ยจือ หันหน้าหนีไป เหลือเพียงใบหน้าด้านข้างที่แสดงท่าทางงอนๆ ให้ หูเฟย
หูเฟย : “.....”
ให้ตายสิ เจ้าตัวเล็กฉลาดขึ้นแล้ว โกหกไม่ได้แล้วเหรอเนี่ย
………
เมื่อการติดตั้งโปรเจกเตอร์เสร็จสิ้น ปิดประตู หน้าต่าง และไฟในห้องก็ดับลง ภาพยนตร์ก็เริ่มฉาย
เริ่มต้นภาพยนตร์ด้วยทีมนักสำรวจกำลังสำรวจซากเรือไททานิคอันโด่งดังในทะเลลึก จุดประสงค์คือเพื่อกู้สร้อยคอเพชรอันล้ำค่า ที่ชื่อ ‘หัวใจแห่งมหาสมุทร’ (海洋之心 - Heart of the Ocean)
พวกเขาใช้เครื่องมือที่ทันสมัย เข้าไปในซากเรือ เพื่อค้นหาตู้เซฟที่เก็บสร้อยคอไว้
………
ทุกคนตั้งใจดูเป็นพิเศษ
ไม่มีใครลืมคำกำชับของอาจารย์อวี๋เหยียน ก่อนหน้านี้ที่ให้ตั้งใจฟังบทพูดและการออกเสียง
พยายามดูคำบรรยายภาษาอังกฤษให้มากที่สุด ถ้าไม่ชัดเจนค่อยดูคำบรรยายภาษาจีนด้านล่าง และดูเหมือนคำบรรยายก็ถูกปรับไว้ด้วย คำบรรยายภาษาอังกฤษตัวใหญ่ มองเห็นชัดเจนกว่า แต่คำบรรยายภาษาจีนตัวเล็กกว่า ..แบบนี้เหมาะกับการเรียนรู้ดี
เรื่องราวดำเนินไป
ทีมนักสำรวจค้นพบตู้เซฟที่เก็บ หัวใจแห่งมหาสมุทร แต่พอเปิดดู ก็ไม่พบร่องรอยของ หัวใจแห่งมหาสมุทร
พวกเขากลับเจอภาพวาดภาพหนึ่งอยู่ข้างใน
ภาพวาดเป็นรูปผู้หญิงเปลือยกายนอนอยู่บนเก้าอี้เอน สร้อยคอที่น่าตื่นตาตื่นใจ ห้อยอยู่บนลำคอที่ขาวผ่องราวหิมะ
ผู้หญิงดูสง่างาม หรูหรา สวยงามน่าหลงใหล เต็มไปด้วยบรรยากาศของชนชั้นสูง แต่ก็แฝงความขบถและความโดดเด่นไว้ด้วย
แน่นอนว่า ในภาพยนตร์ต้นฉบับ ภาพวาดศิลปะเรือนร่าง ภาพนี้แสดงเนินอกได้ชัดเจน
แต่ในฉบับที่ฉายในห้องนี้ มีการเซ็นเซอร์ไว้ แต่ถึงอย่างนั้น นักเรียนข้างล่างก็ฮือฮาไม่น้อย
หลายคนก้มหน้าลง หรือมองซ้ายมองขวา เพื่อแก้เก้อ
ในยุคนั้น แค่เห็นฉากจูบในทีวียังต้องแกล้งลุกไปรินน้ำดื่มเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภาพวาดระดับนี้
ส่วน หูเฟย กลับทำตัวสบายๆ
แค่นี้เอง?
เขาเป็นคนขับรถมือเก๋าที่ขึ้นทางด่วนแล้วยังขับด้วยมือเดียวได้ถึง 300 กม./ชม. (หมายถึง เก่งมากๆ เก่งเกินมนุษย์)
[ผู้แปล : 老司机 - คนขับรถมือเก๋า/โชเฟอร์สูงวัย หมายถึง คนที่มีประสบการณ์สูง แต่ในบริบทนี้หมายถึงประสบการณ์ทางเพศ/เรื่องผู้ใหญ่)]
ระดับนี้สำหรับเขาแล้ว ไม่มีอะไรมาทำให้หวั่นไหวได้เลย แม้แต่จะพูดคำว่า wwyy (คำย่อ/เป็นคำที่ต้องเซ็นเซอร์) ก็ยังไปไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องนี้
หยวนหวา ที่อยู่ข้างๆ ยังแสร้งทำเป็นไม่สนใจ ไม่หันมอง ยกน้ำแร่จากภูเขาหิมะของตัวเองขึ้นดื่ม
แต่ก็แอบเหลือบมองสองสามครั้ง แล้วก็ดื่มน้ำต่อ
ดูหนังเรื่องเดียว ทำเอาเด็กคนนี้กระหายน้ำซะขนาดนั้น
หูเฟย ยิ้มเล็กน้อย มองต่อไปอย่างโจ่งแจ้ง ไม่หลบเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติจากข้างๆ จึงหันไปดู เขาเห็น เซี่ยจือ กำลังจ้องมองตัวเอง ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย
หูเฟย รู้สึกว่าท่าจะไม่ดีแล้ว ผ่านไปครู่หนึ่ง เห็น เซี่ยจือ พูดออกมาอย่างงอนๆ ว่า : “คนลามก!”
หูเฟย : U?ェ?U???
“ไม่สิ ฟังผมอธิบาย เพื่อนร่วมชั้น เซี่ยจือ...”
“จริงๆ แล้วผมมีภาวะสูญเสียการมองเห็นชั่วคราวนะ และก็เมื่อกี้ผมไม่เห็นอะไรเลย”
“จริงๆ นะ อยากมากเมื่อกี้ผมก็เห็นแค่ช่วงคอขึ้นไปเท่านั้นเอง”
“ไม่ต้องพูดแล้ว!”
“หึ! คนโกหก! คนลามก!”