การชิงไหวชิงพริบระหว่างสุนัขจิ้งจอกสองตัว
“แต่—”
“ฉันขายให้เธอได้แค่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของหุ้นเท่านั้นนะ ฉันจะขายให้เธอในราคาเพียงห้าล้านเท่านั้น”
พูดจบ หง จื้อเซิ่ง ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์มองดูปฏิกิริยาของ หูเฟย
หูเฟย : “.....”
พี่บิ๊กครับ พี่เล่นแบบนี้มันไม่แฟร์เลยนะ
เมื่อครู่คุณเพิ่งบอกว่าไม่สนใจวงการนี้ คิดว่าไม่มีอนาคตไม่ใช่หรือไง?
แล้วทำไมถึงยังจะ ถือ หุ้นห้าสิบเปอร์เซ็นต์นั้นไว้อีกล่ะ?!
หูเฟย อดไม่ได้ที่จะถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ผมอยากทราบว่าทำไมคุณถึงไม่ยอมขายทั้งหมดให้ผม?”
หง จื้อเซิ่ง หัวเราะเสียงดังอย่างไม่ถือสาว่า “ฮ่าๆ บอกตรงๆ นะ ฉันยอมรับว่าฉันมีส่วนที่ ‘อยากลองเสี่ยง’”
“ฉันแค่อยากดูว่าเธอมีกึ๋นแค่ไหน ถึงกล้าเอาเงินทั้งหมดไปทุ่มให้บริษัทที่กำลังจะล้มละลาย”
“ฉันไม่รังเกียจที่จะเล่นสนุกกับเธอสักตั้ง”
หูเฟย : “.....”
พี่ไม่รังเกียจ แต่ผมนี่สิรังเกียจมาก!
พี่บิ๊ก พี่ก็ไม่ได้จนอะไร จะเล่นอะไรแบบนี้ทำไม?
ไม่รู้เรื่องอะไรเลยแท้ๆ ยังจะร่วมลงทุนตามไปด้วยงั้นหรือ?
หูเฟย ถึงกับพูดไม่ออกและทำได้เพียงเงียบไป…
หง จื้อเซิ่ง มอง หูเฟย อย่างสนใจจริงจัง
ที่จริงแล้วสำหรับ หง จื้อเซิ่ง เงินห้าล้านหยวนนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย เขามีทุนพออยู่แล้ว
ถ้าเสียก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าได้ก็ไม่เพียงแต่ได้กำไร แต่ยังได้ค้นพบ หูเฟย ซึ่งเป็นคนมีความสามารถอีกด้วย
ทำไมจะไม่ทำเล่า?
ในตอนนี้ หูเฟย กำลังคิดในใจอย่างเงียบๆ เดิมทีเขาต้องการถือหุ้นทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ หง จื้อเซิ่ง เข้ามาแทรกแซงทำให้แผนของเขาปั่นป่วน
หูเฟย มีความมั่นใจอย่างมากว่าจะสามารถทำให้ ‘อี๋ไป๋เฟิน’ กลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมได้ด้วยตัวคนเดียว การมีผู้ถือหุ้นเพิ่มเข้ามา ก็เท่ากับมีคนมาแบ่งเค้กเพิ่มขึ้น
เรื่องแบบนี้ใครมันจะไปพอใจได้กันล่ะ?
อย่างไรก็ตาม เมื่อลองคิดดูอีกที ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเลย อย่างน้อย ‘อี๋ไป๋เฟิน’ ก็มีผู้ยิ่งใหญ่คอยหนุนหลังอยู่ ไม่ว่าจะเรื่องการประชาสัมพันธ์ การดำเนินงาน หรือตอนที่ต้องต่อสู้กับคู่แข่งก็จะมีแต้มต่อมากขึ้น
คิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุด หูเฟย ก็เงยหน้ามอง หง จื้อเซิ่ง แล้วพูดว่า “ได้ครับ แต่ผมมีข้อเรียกร้องอีกอย่าง”
“ว่ามา”
“ผมต้องการอำนาจการตัดสินใจในการดำเนินงานของบริษัทอย่างเบ็ดเสร็จครับ พูดง่ายๆ คือ ต่อจากนี้ไป การดำเนินงานและการจัดการของบริษัททั้งหมด ผมจะเป็นคนตัดสินใจเอง ผมมีสิทธิ์ยับยั้งขั้นสูงสุดครับ”
หูเฟย ยอมให้คนอื่นเข้ามาร่วมแบ่งเค้กได้ แต่จะไม่ยอมให้คนอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการดำเนินงานและการจัดการของตัวเองเด็ดขาด
บริษัทแห่งนี้จะต้องเป็นที่ที่เขาพูดได้คนเดียว เขาจะไม่ยอมให้คนอื่นเข้ามายุ่ง
หาก หง จื้อเซิ่ง ไม่ตกลง หูเฟย ก็ไม่รังเกียจที่จะเริ่มสร้างบริษัทใหม่ตั้งแต่ศูนย์ แน่นอนว่า อาจจะต้องใช้ความพยายามมากขึ้นอีกเล็กน้อย
เดิมทีคิดว่า หง จื้อเซิ่ง จะต่อรอง แต่ไม่คิดว่าเขาจะตกลงอย่างรวดเร็วและง่ายดาย อย่างไรเสีย บริษัทนี้อยู่ในมือเขา ก็ไม่สามารถทำอะไรให้ดีขึ้นได้อยู่แล้ว สู้ยกให้ หูเฟย จัดการทั้งหมดไปเลยไม่ดีกว่า จะได้ดูว่า เด็กคนนี้มีดีแค่ไหน
ต่อจากนั้น ทั้งสองคนก็ตกลงรายละเอียดปลีกย่อยบางประการ เกี่ยวกับการถ่ายโอนอำนาจ การแบ่งผลประโยชน์ และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย
หง จื้อเซิ่ง มองว่า หูเฟย ยังหนุ่ม แต่ไม่คิดว่าบนโต๊ะเจรจา หูเฟย จะไม่เหมือนมือใหม่เลยแม้แต่น้อย ตอนจิบชาเล่นหมากรุก สุภาพเรียบร้อย ราวกับบัณฑิตผู้ถ่อมตน
แต่พอขึ้นสู่โต๊ะเจรจาแล้ว กลับเขี้ยวลากดิน เดินเกมเฉียบคมราวกับข้าหลวงในวัง
ทั้งสองคนต่างฝ่ายต่างรุกและรับ ผลลัพธ์คือเสมอกัน ประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่า เรื่องนี้จึงเจรจาเบื้องต้นเสร็จสิ้น
หง จื้อเซิ่ง หายใจเข้าลึกๆ แววตาที่มอง หูเฟย ยิ่งดูคลุมเครือมากขึ้น
‘เด็กคนนี้ช่างเป็นคนมีความสามารถจริงๆ!’
โลดแล่นในโลกธุรกิจมานานหลายสิบปี หง จื้อเซิ่ง ไม่เคยเจอคนหนุ่มคนไหนที่มีความสามารถเท่า หูเฟย เลย แม้แต่หลายคนที่คร่ำหวอดในวงการยังสู้ไม่ได้ด้วยซ้ำ
หง จื้อเซิ่ง เริ่มมีความคิดที่จะชักชวนมาร่วมงาน แน่นอนว่า ตอนนี้ยังไม่รีบร้อน ยังต้องพิจารณาความสามารถของเขาต่อไป
สิบล้าน หูเฟย ใช้ไปแล้วห้าล้าน ยังเหลือห้าล้าน
“เอาล่ะ เงินห้าล้านที่เหลือ เธอเตรียมจะจัดการอย่างไร?”
“จะให้ฉันโอนให้เลยไหม?” หง จื้อเซิ่ง ถาม
“ไม่รีบร้อนครับ ไม่รีบร้อน”
หูเฟย ปากคอแห้งผาก ดื่มชาร้อนตามไปอึกหนึ่ง ในช่วงนี้เขายังเรียนอยู่ที่โรงเรียน การมีเงินสดติดตัวมากๆ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
แต่เขาได้วางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว
เขาวางถ้วยชาลง “ผมอยากจะถามสักหน่อยครับว่า ในมือคุณมีบิตคอยน์อยู่จำนวนหนึ่งใช่ไหมครับ?” หูเฟย ยื่นตัวออกไปถาม
“อืม... เรื่องนี้เธอก็รู้ด้วยหรือ?”
หง จื้อเซิ่ง ประหลาดใจเล็กน้อย เขามีบิตคอยน์อยู่ในมือจริงตามที่ว่า เพิ่งได้มาจากการที่เถ้าแก่คนหนึ่งมาขอยืมเงินไปเล่นคริปโตฯ
แต่สุดท้ายเล่นเสีย ไม่มีเงินคืน ในที่สุด หง จื้อเซิ่ง จึงต้องรับบิตคอยน์ของเขาไว้แทนหนี้
หูเฟย เมื่อแน่ใจแล้ว ก็ไม่ได้ตอบคำถามของเขา แต่กลับยิ้มอย่างมีเลศนัยเล็กน้อย
ในชาติก่อน บิตคอยน์บูมมาก ราคาบิตคอยน์หนึ่งเหรียญเคยถูกปั่นไปถึงหนึ่งแสนหยวน เรื่องราวของคนที่รวยชั่วข้ามคืนจากการเล่นคริปโตฯ มีมากมายนับไม่ถ้วน และยังมีเรื่องราวเล็กๆ ที่น่าสนใจมากๆ หลุดออกมาเรื่องหนึ่ง
มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเมืองเอ้อ หง จื้อเซิ่ง เคยมีบิตคอยน์จำนวนมากอยู่ในมือ แต่กลับขายทิ้งในราคาถูก
แต่พอเขาเพิ่งขายไป บิตคอยน์ก็เริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านไปหลายปี ระหว่างการขึ้นๆ ลงๆ ราคาบิตคอยน์ก็พุ่งทะลุราคาสวรรค์(ราคาสูงลิบลิ่ว)
ในเวลาต่อมา มีคนคำนวณดูแล้ว หง จื้อเซิ่ง พลาดโอกาสได้เงินไปหลายร้อยล้าน
เรื่องนี้ถูกเขียนไว้ในอัตชีวประวัติของ หง จื้อเซิ่ง เอง ซึ่งทำให้ผู้คนถอนหายใจด้วยความเสียดาย ที่แม้แต่ หง จื้อเซิ่ง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีสายตาทางธุรกิจที่เฉียบคมที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ยังมีช่วงที่มองพลาด
หูเฟย ซึ่งอ่านอัตชีวประวัติของ หง จื้อเซิ่ง มาหลายรอบ ย่อมจำเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน
“ผมอยากจะถามสักหน่อยครับว่า ตอนนี้ในมือคุณมีบิตคอยน์อยู่เท่าไหร่ครับ?” หูเฟย ถาม
“กว่าสองหมื่นเหรียญนะ” หง จื้อเซิ่ง ตอบอย่างเรียบๆ
เชี่ย!
หูเฟย แทบสะดุ้ง!
เยอะขนาดนี้เชียว!
แบบนี้รวยเละแน่นอน!
ในใจ หูเฟย จุดดอกไม้ไฟไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ใช่เวลาที่จะแสดงอาการดีใจ ทำจิตใจให้มั่นคง
หูเฟย ทำสีหน้าเรียบเฉย ราวกับผิวน้ำที่นิ่งสงบ “อืม ตอนนี้ราคาบิตคอยน์อยู่ที่ประมาณ 410 หยวนต่อหนึ่งบิตคอยน์ คาดว่าหลังจากนี้จะยังดิ่งลงอย่างรุนแรงอีก”
“ผมอยากจะใช้เงินสองล้าน เข้าซื้อบิตคอยน์ทั้งหมดในมือคุณครับ”
“เธอแน่ใจหรือ?” หง จื้อเซิ่ง มอง หูเฟย อย่างไม่อยากเชื่อ
ช่วงก่อนหน้านี้บิตคอยน์เคยบูมอยู่พักหนึ่ง ทำให้เกิดกระแสคลั่งคริปโตฯ
ทั่วประเทศ มีคนจำนวนมากเข้ามาในวงการ แต่เหล่าผู้มีอำนาจและอิทธิพลหลายคนนำโดย หง จื้อเซิ่ง กลับไม่มองว่าบิตคอยน์มีอนาคต
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งนี้ช่างแปลกใหม่และก้าวล้ำเกินไป ทำลายแนวคิดของอุตสาหกรรมการลงทุนแบบดั้งเดิม
และก็เป็นดังคาด ครึ่งปีต่อมาคลื่นความหนาวของบิตคอยน์(ช่วงเวลาที่ราคาบิตคอยน์ตกต่ำมาก)ก็ถาโถมเข้ามา
ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกไม่ยอมรับสถานะทางกฎหมายของบิตคอยน์ อีกทั้งการขุดทำให้ทรัพยากรสิ้นเปลือง พลังงานไฟฟ้าสูญเสียมหาศาล กลุ่มอาชญากรรมใช้บิตคอยน์ฟอกเงิน และเหตุผลอื่นๆ อีกมากมาย
ราคาบิตคอยน์ดิ่งลงอย่างรุนแรง จากราคาสูงสุด 5000 หยวน ตอนนี้ตกลงมาอยู่ที่ 410 หยวน และยังจะตกต่อไป ตกไม่สิ้นสุด คนจำนวนนับไม่ถ้วนล้มละลาย
บิตคอยน์กว่า 20,000 เหรียญในมือของ หง จื้อเซิ่ง ที่จริงแล้วเขาเองก็ไม่ได้ต้องการมันนัก แต่มันไม่มีทางเลือก เพราะคนอื่นนำมาใช้หนี้ หากไม่รับไว้ ก็จะไม่ได้อะไรคืนมาเลย
ไม่ต้องคิดที่จะช้อนซื้อตอนราคาตกต่ำสุด หรือรอให้บิตคอยน์กลับมาขึ้นอีก เหล่าผู้มีอำนาจและอิทธิพลหลายคนวิเคราะห์ว่าหลังจากคลื่นความหนาวครั้งนี้ บิตคอยน์จะหมดคุณค่าโดยสิ้นเชิง
ถึงตอนนั้นก็ไม่มีค่าแม้แต่หนึ่งเหมา(ไม่มีค่าเลยแม้แต่น้อย)
“เธอรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้ สถานการณ์บิตคอยน์เป็นอย่างไร?”
หง จื้อเซิ่ง รู้สึกว่า หูเฟย คล้ายกับพวกที่เคยมาขอยืมเงินเขาไปเล่นคริปโตฯ
ในตอนนั้น พวกเขาเหล่านั้น กอดความหวังจะรวยข้ามคืนไม่สนสิ่งใด พุ่งดิ่งลงไปในวังวนนั้นอย่างคลั่งไคล้ สุดท้ายถูกดูดจนไม่เหลือแม้แต่กาก
เพิ่งจะรู้สึกว่า หูเฟย เป็นคนหนุ่มที่มีวิสัยทัศน์ไม่เลว แต่ตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนตัวเองมองพลาดไปแล้ว
คนหนุ่มสาวช่างใจร้อนจริงๆ คิดแต่จะเก็งกำไรเอาเปรียบ แต่เงินหาได้ง่ายขนาดนั้นที่ไหน?
ก่อนหน้านี้ที่ หูเฟย ซื้อกิจการ อี๋ไป๋เฟิน ที่จริงแล้วก็ทำให้เขาประหลาดใจไปแล้ว แต่ถึงอย่างไร อี๋ไป๋เฟิน ก็ยังมีโอกาสกอบกู้ได้
ดังนั้น หง จื้อเซิ่ง ยังคงมองว่า หูเฟย มีแนวโน้มที่ดี มีภาพลักษณ์ที่ดี แต่บิตคอยน์นั้น ไม่มีโอกาสกอบกู้ได้เลย เป็นหลุมพรางโดยสิ้นเชิง
การที่ หูเฟย ยืนกรานที่จะก้าวลงหลุม ทำให้ความประทับใจที่ หง จื้อเซิ่ง มีต่อเขา ..ลดลงอย่างมาก
แม้ในใจความรู้สึกที่มีต่อ หูเฟย จะลดลงไปมาก แต่ก็ยังมีความหวังดีอยู่บ้างที่อยากจะชี้ทางสว่างให้ หูเฟย เพื่อให้เขากลับตัวกลับใจ
หูเฟย ดูเหมือนจะไม่มีทีท่าว่าจะกลับตัวแม้แต่น้อย จึงพูดว่า :
“ผมทราบครับว่าตอนนี้บิตคอยน์ไม่เป็นที่นิยม”
“แต่ผมคิดว่าไม่ช้าก็เร็วบิตคอยน์ก็จะต้องกลับมาพุ่งขึ้น ส่วนจะได้กำไรจริงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับโชค ผมก็แค่ซื้อเสี่ยงโชคเหมือนซื้อหวยเท่านั้น”
หูเฟย ไม่ได้อธิบายมากนัก แต่สีหน้ายังคงแน่วแน่ ไม่แสดงท่าทีถอยร่น
แต่ในใจกลับรำพึงว่า : พี่บิ๊ก รีบๆ ขายมาเลยเถอะ!
บิตคอยน์ของพี่มอบให้ ผู้ต่ำต้อยอย่างข้าอย่างวางใจเถอะครับ
อย่างไรเสียสุดท้ายพี่ก็ต้องขายถูกให้คนอื่นอยู่ดี สู้ขายถูกให้ผมตอนนี้ยังดีกว่า ผมจะขอให้พี่เงินทองไหลมาเทมาในภายภาคหน้าเลยเอ้า!
พูดตามตรง ตอนนี้ หูเฟย ก็เริ่มนิ่งไม่ไหวแล้ว แน่นอนอยู่แล้ว ผ่านไปไม่กี่ปีมันจะเป็นเงินหลายร้อยล้าน ใครมันจะนิ่งสงบอยู่ได้?
ส่วน หง จื้อเซิ่ง มอง หูเฟย แล้ว ช่างเถอะ ดูท่าแล้วคงเกลี้ยกล่อมไม่ได้
เอาเถอะ คนหนุ่มก็ย่อมเลือดร้อน การได้ให้ลิ้มรสความล้มเหลวก็เป็นเรื่องที่ดี…
หง จื้อเซิ่ง ไม่เกลี้ยกล่อมอีกต่อไป อีกอย่าง เขาก็อยากจะปล่อยบิตคอยน์ในมือให้เร็วที่สุด อยู่ในมือไม่ช้าก็เน่าเสีย
ตอนนี้มีคนรับช่วงต่อ เขาก็ยิ่งดีใจ ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังเป็นนักธุรกิจ ทุกสิ่งต้องคำนึงถึงผลประโยชน์เป็นอันดับแรก
“ได้ ฉันขายให้เธอได้ แต่สองล้านน้อยไป หกล้าน” หง จื้อเซิ่ง เริ่มต่อรองราคา
ในตอนนี้เขาไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่ชี้แนะอย่างอดทนอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นนักธุรกิจเต็มตัว
“สองล้านห้าแสน” หูเฟย เสนอราคาใหม่
หง จื้อเซิ่ง : “ห้าล้านห้าแสน”
หูเฟย : “สามล้าน”
หง จื้อเซิ่ง : “ห้าล้าน”
หูเฟย : “สามล้านห้าแสน”
หง จื้อเซิ่ง : “สี่ล้านห้าแสน”
ทั้งสองคนต่อรองราคากันแบบดึงเลื่อยมา(การต่อรองที่ยืดเยื้อ) ต่างฝ่ายต่างรุกและรับ
หูเฟย เสนอราคาครั้งสุดท้ายว่า “สี่ล้าน ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”
หง จื้อเซิ่ง : “...ตกลง!”
เด็กคนนี้ ทำไมถึงเสนอราคามาตรงกับราคาต่ำสุดที่ตัวเองตั้งไว้พอดี?
หง จื้อเซิ่ง รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ต่ำกว่าสี่ล้าน เขายอมปล่อยให้เน่าอยู่ในมือก็จะไม่ขาย แต่ไม่คิดว่า หูเฟย จะเสนอราคามาตรงนี้พอดี จะบอกว่าเขา โชคดี หรือว่า ฉลาดจริงที่เดาใจเขาถูกกันแน่?
เรื่องนี้ หง จื้อเซิ่ง ไม่สามารถรู้ได้และงงไปเหมือนกัน
ในที่สุด หูเฟย ก็เข้าซื้อบิตคอยน์ประมาณ 20,000 เหรียญในมือของ หง จื้อเซิ่ง ไปในราคา 4 ล้านหยวน
ตอนนี้บิตคอยน์หนึ่งเหรียญราคาประมาณ 400 หยวน รวมมูลค่าทั้งหมดประมาณ 8 ล้านหยวน
แต่ตอนนี้ราคาบิตคอยน์ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง ไม่มีใครรู้ว่าจะตกไปถึงเท่าไหร่ หูเฟย เข้าซื้อทั้งหมดในราคาต่อหน่วยที่ 200 หยวน สำหรับ หง จื้อเซิ่ง ถือเป็นการตัดขาดทุนเล็กน้อยไปรอบหนึ่ง
ท้ายที่สุดแล้ว ตอนนี้ใครจะกล้ารับซื้อบิตคอยน์จำนวนมากขนาดนี้ในคราวเดียว?
แต่ก็เคยมีคนมาขอซื้อเขาเช่นกัน แต่เสนอราคาแค่ 100 หยวนต่อหนึ่งบิตคอยน์ ซึ่งถูกเขาไล่ไปทันที เขาไม่ได้ขาดเงินจำนวนนั้น แต่ในประวัติชีวิตของผู้นำระดับสูงไม่ยอมให้มีกรณีที่ล้มเหลวอย่างร้ายแรง
แน่นอนว่า ถ้า หูเฟย ไม่ปรากฏตัว หง จื้อเซิ่ง ในที่สุดก็ต้องขายให้คนคนนั้นอยู่ดี หลายปีต่อมา ก็เสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่หยุด
ส่วนตอนนี้ หง จื้อเซิ่ง พอใจมาก คำนวณดูแล้ว อย่างน้อยก็กอบกู้เงินกลับมาได้อีกหนึ่งถึงสองล้าน ส่วน หูเฟย... เหอเหอ!
ตอนที่ทั้งสองคนทำธุรกรรมเสร็จสิ้น ต่างก็ยิ้มตาหยี เหมือนเป็นการประจันหน้ากันระหว่างสุนัขจิ้งจอกเฒ่ากับสุนัขจิ้งจอกตัวน้อย