บทที่ 15 : ผลกระทบจากความคิดที่หลู่ผิงซีสร้างขึ้น!

"หยุดนะ!"

นกอินทรียักษ์รู้สึกตกใจ มันกำลังเห็นอะไร? มันเห็นหลู่ผิงซี กำลังจัดวางค่ายกลเปลวเพลิง ซึ่งสามารถควบคุมได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในขอบเขตฝึกปราณขั้นที่ห้า เขาต้องการทำอะไรกันแน่? เขากำลังวางแผนที่จะจุดไฟเผาป่าแห่งนี้หรือ?

(นี้แค่อยู่ในขอบเขตฝึกปราณ ยังวุ่นวายขนาดนี้ หากเขาอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน จะไม่ขึ้นไปปั่นป่วนสวรรค์เลยหรือไง? ภูตบุปผาน้อย ไหนตกลงกันว่าจะสอนค่ายกลให้เขาเดือนละ หนึ่งค่ายกล แล้วนี่เธอสอนเขาไปกี่รูปแบบแล้วเนี่ย?)

หลู่ผิงซีกล่าวขึ้นมาอย่างใจเย็น "เพื่อป้องกันสัตว์อสูร ที่อยู่ชั้นบนใช้อุปกรณ์เพื่อสอดแนมชั้นล่าง ผมจำเป็นต้องใช้ค่ายกลโจมตีที่ทรงพลังเพื่อทำลายทุกสิ่ง"

นกอินทรียักษ์ร้องตะโกน "ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้! สัตว์อสูรระดับสูงจะไม่ใช้วิธีการแบบนั้น คุณคิดมากเกินไปแล้ว!"

หลู่ผิงซีขมวดคิ้ว "จริงหรือ? ผมคิดว่าพวกระดับสูงคงสังเกตเห็นศักยภาพที่ไม่ธรรมดาของมนุษย์แล้ว พวกเขาจะใช้อุปกรณ์เฝ้าระวัง และวิธีการอื่น ๆ เพื่อสอดแนม มนุษย์อย่างแน่นอน ผมกังวลมากเกินไปหรือเปล่า?"

นกอินทรียักษ์ร้องตะโกน "คุณกังวลมากเกินไปจริงๆ!"

หลู่ผิงซี ส่ายหน้า "ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี"

หลังจากที่เขาพูดจบ เขาก็หยุดแกะสลักค่ายกล และเดินไปยังเปลวไฟที่ดับไปแล้วเพื่อค้นหา แกนอสูรของอสูรกวาง

หลู่ผิงซี พบเขากวางคู่หนึ่งที่เปล่งแสงสีน้ำเงินและผลึกอสูร อยู่ในกองเถ้าถ่าน

ผลึกอสูรนี้คือค่าเล่าเรียนที่หลู่ผิงซี ต้องจ่ายให้กับภูตบุปผาน้อย หลู่ผิงซี และภูตบุปผาน้อยมีข้อตกลงกัน ว่าจะใช้ผลึกอสูรเป็นค่าเล่าเรียน การจัดวางค่ายกล

ภูตบุปผาน้อยตอบตกลงหลังจากที่เธอครุ่นคิด ตอนนี้เธอจำเป็นต้องการผลึกอสูรจำนวนมาก เพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ และระดับของเธออย่างเร่งด่วน

ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้พลังจิตคือขีดจำกัดสูงสุดของระดับพลัง และพลังปราณคือตัวช่วยในการเลื่อนระดับ หากมีพลังปราณไม่เพียงพอ เธอก็ไม่สามารถกลับไปสู่ระดับเดิมของเธอได้

เพราะเธอเป็นสัตว์อสูรประเภทพืช ถึงแม้ว่าสัตว์อสูรประเภทพืชจะไม่มีพลังโจมตีที่แข็งแกร่ง แต่พวกมันมีความสามารถในการเอาชีวิตรอดที่แข็งแกร่ง

หลู่ผิงซี เก็บวัสดุที่เขาพบ "เสร็จแล้ว ตอนนี้พวกเราไปล่าสัตว์อสูรตัวต่อไปกันต่อ"

นกอินทรียักษ์บ่น "ด้วยความเร็วของคุณ คุณล่าสัตว์อสูรได้แค่สองหรือสามตัวต่อวันเท่านั้น อีกอย่างทำไมถึงทิ้งเนื้อล่ะ? ไม่อย่างนั้นเราจะกินอะไร?"

หลู่ผิงซีตอบคำถาม "ครั้งนี้เป็นการทดสอบพลังของค่ายกลเปลวไฟ ครั้งหน้าผมจะไม่ทำอีกแล้ว"

หลังจากพูดจบหลู่ผิงซี ก็เริ่มจัดวางค่ายกล ในจุดเดิมอีกครั้ง

นกอินทรียักษ์ถามขึ้นมา "คุณกำลังทำอะไรอีก? ทำไมยังต้องตั้งจัดวางค่ายกลอีก? นายมีพลังปราณมากมายจนไม่มีที่ให้ใช้หรือไง?"

หลู่ผิงซีตอบคำถาม "นกอินทรียักษ์ นายประมาทเกินไป ฉากการทำลายล้างขนาดใหญ่เมื่อครู่ อาจจะดึงดูดความสนใจของสัตว์อสูรระดับสูงของชั้นที่สามมาก็ได้ ดังนั้นผมจะต้องวางค่ายกลเพื่อเอาไว้ หากมีสัตว์อสูรระดับสูงมาจริงๆ มันอาจเหยียบค่ายกล และอาจทำให้มันได้รับบาดเจ็บ เพื่อซื้อเวลาให้พวกเรา!"

นกอินทรียักษ์ "..."

(ไม่จริง! ไม่มีสัตว์อสูรแบบนั้นหรอกน่า? สัตว์อสูรระดับสูงพวกนั้น จะลงมายังสถานที่ ที่มีพลังปราณอันน้อยนิด เพื่อสอดแนมนายเพื่ออะไร?)

หลู่ผิงซี ดูเหมือนจะอ่านความคิดของนกอินทรียักษ์ได้ เขาจึงพูดขึ้นมา "ยังไงซะ ถ้าเป็นผม ผมก็จะส่งสัตว์อสูรบริวาร มาดูอย่างแน่นอน"

นกอินทรียักษ์ขี้เกียจคุยกับหลู่ผิงซี มันยังคงบินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้า ใช้สายตาของมันมองสำรวจพื้นที่ แน่นอนว่ามันสามารถค้นหาสัตว์อสูรที่น่าสงสัยได้ สัตว์อสูรนั้นไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นพวกมันมักจะระแวงสัตว์อสูรด้วยกัน

(เดี๋ยวก่อน! ทำไมความคิดของข้าถึงกลายเป็นแบบนี้ไปแล้วล่ะ?)

นกอินทรียักษ์รีบส่ายหัว แล้วติดตามหลู่ผิงซีไป หลังจากที่เขาวางกับดักเสร็จแล้ว หนึ่งชั่วโมงต่อมาเสียงระเบิดก็ดังขึ้นในบริเวณที่หลู่ผิงซี วางกับดักเอาไว้ เสาไฟพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า และเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้น

นกอินทรียักษ์ตกใจ

(เกิดอะไรขึ้น? มีสัตว์อสูรระดับสูงจับตาดูอยู่จริงๆ เหรอ?)

นกอินทรียักษ์ไม่อยากจะเชื่อ เลยว่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งบางตัว จะบังเอิญเหยียบกับดัก เพราะถ้าสัตว์อสูรระดับหนึ่งเหยียบกับดักนั้น ร่างของมันจะมอดไหม้ทันที และไม่สามารถกรีดร้องออกมาได้เลย

นกอินทรียักษ์บินร่อนลงไป มันไม่กล้าบินอยู่บนท้องฟ้าอีกต่อไป มันเดินตามรอยเท้าของหลู่ผิงซี และเดินหายเข้าไปในป่าทึบ

หลู่ผิงซี เหลือบมองไปยังทิศทางของการระเบิด แล้วก็หันหลังกลับไป

นกอินทรียักษ์ ถามขึ้นมาอย่างระมัดระวัง "ทำไมนายถึงไม่กลับไปตรวจสอบล่ะ?"

หลู่ผิงซีตอบคำถามของมัน "นี่คือกับดัก ค่ายกลเปลวเพลิง ที่ผมปรับปรุงใหม่ ไม่สามารถฆ่าสัตว์อสูรตัวนั้นได้ นั่นหมายความว่าสัตว์อสูรตัวนั้นต้องแข็งแกร่งมาก และแกก็มองไม่เห็นมัน นั่นหมายความว่ามันวิธีการซ่อนตัวที่แข็งแกร่ง ดังนั้นการกลับไปตรวจสอบจึงไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้ามพวกเราอาจจะตกอยู่ในอันตรายแทน!"

นกอินทรียักษ์เริ่มกลัวที่จะตั้งคำถามกับหลู่ผิงซี มันพลันค้นพบว่าความระมัดระวังของหลู่ผิงซี ดูเหมือนจะไม่ได้ไร้เหตุผล อย่างน้อยความระมัดระวังของเขาก็ทำให้เขาสามารถเอาชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้ และด้วยความระมัดระวังของเขา ก็ทำให้สัตว์อสูรระดับสูงติดกับดักของเขาไปแล้ว

(นี่คือวิธีที่มนุษย์ใช้ชีวิตอย่างงั้นหรือ? ชีวิตประจำวันของข้าสงบสุขเกินไปหรือเปล่า ทำให้ข้าระมัดระวังตัวน้อยลง?)

นกอินทรียักษ์ เคยจับพ่อค้าและนักผจญภัยที่ขึ้นมายังชั้นที่สาม เพื่อดูความทรงจำของพวกเขา ทำให้นกอินทรียักษ์ได้เรียนรู้ว่าสังคมมนุษย์ในโลกภายนอก แม้จะไม่ได้ต่อสู้กันตลอดเวลา แต่ก็มีการต่อสู้ในแบบเปิดเผย และลับๆ ด้วยวิธีการต่างๆ เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน

มนุษย์ผู้นั้นเคยต่อสู้กับผู้อื่น ในตลาดหุ้น ในสถานที่ที่เรียกว่า wall street ในสถานที่แห่งนั้น บางคนก็รวยขึ้นมาทันทีในชั่วข้ามคืน ขณะที่บางคนก็สูญเสียทุกสิ่งไปในชั่วข้ามคืน ในสถานที่แห่งนั้น ทุกคนจะต้องมีกลยุทธ์ของตนเอง เพื่อนในวันนี้อาจกลายเป็นศัตรูในวันพรุ่งนี้ และศัตรูในวันนี้อาจกลายเป็นเพื่อนในวันพรุ่งนี้

มันคือโลกแห่งการวางแผนและกลอุบาย นกอินทรียักษ์รู้สึกว่าด้วยไอคิวของมัน มันอาจจะสูญเสียทุกอย่าง

เดิมทีมันคิดว่าสถานที่แห่งนั้นอาจเป็นสถานที่ที่พิเศษในโลกมนุษย์ แต่ตอนนี้หลังจากที่มันได้พบเจอกับหลู่ผิงซี มันก็มีความมั่นใจแล้วว่ามนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่น่าสะพรึงกลัวมาก มนุษย์ทุกคนนั้นฉลาดและเจ้าเล่ห์ หากไม่สามารถกำจัดพวกมันได้ แล้วจะทำอะไรได้อีก? สู้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกมันดีกว่า!

ในขณะนี้จิตใจของนกอินทรียักษ์ รับรู้ได้ถึงภัยคุกคามของมนุษย์ ที่มีต่อเผ่าอสูรของพวกมันเพิ่มขึ้นอีกระดับ อย่างไรก็ตามความผูกพันทางเผ่าพันธุ์สำหรับมันแล้ว เผ่าอสูรเผ่าอื่นๆ เป็นศัตรูกันอยู่แล้ว

นกอินทรียักษ์ ยังคงติดตามหลู่ผิงซี ไปล่าสัตว์อสูรต่อไป ประสิทธิภาพการล่าของหลู่ผิงซี ไม่ได้สูงมากนัก แต่กลับปลอดภัยมาก

ในแต่ละครั้งหลู่ผิงซี จะวางกับดักหลังจากทำการล่าสำเร็จ แต่กับดักเหล่านี้ก็ไม่เคยถูกกระตุ้นอีกเลย ดูเหมือนว่าสัตว์อสูรระดับสูงของชั้นที่สามจะได้รับบาดเจ็บสาหัส และกำลังซ่อนตัวเพื่อรักษาบาดแผลของมันอยู่ในตอนนี้

หลู่ผิงซีพูดถูก เขาสามารถซื้อเวลาให้กับมนุษยชาติได้จริงๆ

สัตว์อสูรระดับสูง มันคงไม่คาดคิดว่ามันจะถูกกับดักของมนุษย์ และมันคงคิดว่ามีสัตว์อสูรตัวอื่นวางเอาไว้ และมีสัตว์อสูรเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่เชี่ยวชาญในการวางกับดัก ในชั้นที่สาม

ภูตบุปผาน้อย ที่กำลังเก็บตัวบ่มเพาะพลันจามออกมา เธอเกากลีบดอกไม้บนศีรษะ และบ่นพึมพำออกมา "แปลกจัง ทำไมฉันรู้สึกเหมือนกำลังถูกนินทา"

หลังจากคิดดูแล้ว ภูตบุปผาน้อยก็ไม่สนใจ และเริ่มรักษาบาดแผลของมันต่อไป ในขณะที่หลู่ผิงซียังคงล่าสัตว์อสูร ฝึกฝน และเรียนรู้การจัดวางค่ายกล

หนึ่งเดือนก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 15 : ผลกระทบจากความคิดที่หลู่ผิงซีสร้างขึ้น!

ตอนถัดไป