บทที่ 40 ว่าด้วยเรื่องเซี่ยงเซิง

“เซี่ยงเซิงเหมาะกับสมัยหมิงและชิง ย้อนไปได้ไกลสุดถึงสมัยซ่ง ซึ่งมันไกลเกินไป เราจะไม่พูดถึง”

“ว่ากันแค่ช่วงปลายราชวงศ์ชิง เซี่ยงเซิงเริ่มรุ่งเรือง มีจางซานลู่ มีฉงปู้พ่า ฉงปู้พ่ายิ่งถูกยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ของเซี่ยงเซิง ตอนนั้นถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในแปดอสูรแห่งเทียนเฉียว”

“ที่มาที่ไปเหล่านี้พวกคุณเข้าใจดีกว่าผม ผมจะไม่มาอวดรู้ แต่เคยคิดกันไหมว่า ทำไมศิลปะการแสดงพื้นบ้านถึงรุ่งเรืองเป็นพิเศษในย่านเทียนเฉียว”

“…”

ไม่ว่าจะเป็นสมัยก่อนหรือตอนนี้ คนที่พูดเซี่ยงเซิงส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือมาสูงนัก ยกเว้นบางกรณี

ความรู้ที่พวกเขาได้รับก็คือสิ่งที่สืบทอดกันมานี่แหละ ทุกคนรู้ว่าเทียนเฉียวดัง แต่ทำไมถึงดัง ไม่มีใครสามารถอธิบายได้อย่างเป็นระบบ

“หลังจากราชวงศ์ชิงตั้งเมืองหลวงที่ปักกิ่ง ก็ให้ชาวแมนจูอาศัยอยู่ในเมืองชั้นใน แล้วขับไล่ชาวฮั่นและพ่อค้าเดิมออกไปนอกเมือง แล้วพ่อค้าเหล่านี้ไปไหนกันล่ะ”
ในหนังสือมีบันทึกไว้ว่า ‘อาศัยพื้นที่บริเวณหอสักการะฟ้าเทียนถันและแท่นบูชาเทพการเกษตรเซียนหนงถัน ไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ดิน จึงมีคนมาตั้งแผงลอยขายของชำมากมาย ค่อย ๆ กลายเป็นตลาดเล็ก ๆ’

“บริเวณหอสักการะฟ้าเทียนถันและแท่นบูชาเทพการเกษตรเซียนหนงถันนี่แหละ คือต้นแบบของเทียนเฉียว”

“และเมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ชาวบ้านและพ่อค้าในเมืองชั้นนอกก็มากขึ้นเรื่อย ๆ ตลาดเล็ก ๆ ก็ค่อย ๆ กลายเป็นตลาดใหญ่ จนกระทั่งปลายราชวงศ์ชิงและสมัยสาธารณรัฐ ก็เข้าสู่ยุคทอง”

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยสาธารณรัฐ รัฐบาลได้ปรับปรุงเขตเมือง สร้างโรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และอื่น ๆ ในบริเวณนี้ อีกทั้งยังขยายถนน วางผังเมืองใหม่ เชื่อมตลาดและงานวัดที่อยู่ใกล้เคียงเข้าด้วยกัน ตอนนั้นบริเวณนี้มีวัดอยู่สิบแห่ง”

“มีตลาด มีงานวัด คนว่างงานเยอะ เงินหมุนเวียนเยอะ พวกที่ตั้งแผงลอย เล่นกายกรรม ร้องงิ้ว ก็เลยพากันมาที่นี่ มีครบทุกอาชีพ ทุกการแสดง และอาหารร้อยแปดอย่าง”

เหยาหยวนเล่าประวัติศาสตร์พื้นบ้านไปหนึ่งตอน แล้วจึงพูดว่า “ดังนั้นคุณลองคิดดูสิ ตั้งแต่ปลายราชวงศ์ชิงถึงสมัยสาธารณรัฐ จนถึงช่วงต้นของการปลดปล่อย ผู้ชมเซี่ยงเซิงล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดา คนว่างงาน”

“ศิลปินอยากจะทำเงิน ก็ต้องพูดในสิ่งที่ผู้ชมชอบฟัง”

“แล้วตอนนั้นชาวบ้านชอบฟังอะไรล่ะ”

เอ๊ะ
ตอนแรกที่เหยาหยวนเล่า ทุกคนยังงง ๆ อยู่ แต่พอถามคำถามนี้ออกมา เหล่ากัวก็เริ่มจับรสชาติได้บ้างแล้ว จึงพูดว่า “《ขายเศษผ้า》 《ฉายหนังฝรั่ง》?”

“ใช่ครับ นี่คืออาชีพพื้นบ้าน ชาวบ้านหลายคนมีประสบการณ์ตรง” เหยาหยวนพูด

“《โรงทาน》 《อวดบ้าน》?” อวี๋เชียนก็พูดขึ้นบ้าง

“ใช่ครับ ผิวเผินแล้วคือการวาดภาพคนขี้โม้ แต่จริง ๆ แล้วล่ะ มันตอบสนองจินตนาการเพ้อฝันของคนชั้นล่าง ที่จินตนาการว่าตัวเองจะรวยยังไง จินตนาการว่าคนอื่นจะรวยยังไง นี่เรียกว่าคานหาบทองคำของฮ่องเต้” เหยาหยวนพูด

คนที่นั่งอยู่เริ่มสนใจขึ้นมา การวิเคราะห์จากมุมนี้ก็น่าสนใจดีนี่!

การจำแนกประเภทของเซี่ยงเซิง เริ่มจากการแบ่งตามรูปแบบการแสดง คือ เดี่ยว คู่ และกลุ่ม

หรือแบ่งตามทักษะ มีทั้งแบบที่เน้นการพูดเร็ว มีการร้องเพลงเยอะ หรือมีการเลียนแบบเยอะ

หรือจะแบ่งตามที่มา มีทั้งที่ดัดแปลงมาจากนิทาน มีที่ดัดแปลงมาจากเรื่องตลก มีที่ดัดแปลงมาจากนิทานพื้นบ้าน

แต่การวิเคราะห์จากมุมมองทางจิตวิทยาของผู้ชมนั้น มีน้อยคนนักที่จะทำ

“ผู้ชมของเซี่ยงเซิงคือชาวบ้าน และวัตถุดิบของผู้สร้างก็มาจากชาวบ้านเช่นกัน ประสบการณ์ตรงของตัวเอง เรื่องซุบซิบที่ได้ยินมา ประวัติศาสตร์นอกกระแสที่อ่านเจอในหนังสือ เรื่องตลกที่เล่าต่อกันมาตามท้องถนน หรือแม้แต่ข่าวซุบซิบในหนังสือพิมพ์ นำมาผ่านกระบวนการทางศิลปะ สุดท้ายก็กลายเป็นเซี่ยงเซิง”

“บทที่เขียนออกมาแบบนี้จะไม่มีความรู้สึกแปลกแยก ชาวบ้านคุ้นเคย คุ้นเคยก็ชอบฟัง เพราะมันตอบสนองความต้องการทางสุนทรียภาพของมหาชน ตอนนั้นไม่มีใครไม่เคยเล่าเรื่องตลกสองแง่สองง่ามใช่ไหมล่ะ”

“ฮ่า ๆ ๆ!”

พอพูดถึงเรื่องนี้ ทุกคนก็หัวเราะ

ศิลปะการแสดงพื้นบ้านแบบดั้งเดิมเป็นแหล่งรวมเรื่องลามก เพราะชาวบ้านชอบฟัง ตัวอย่างเช่นเพลงดังอย่าง 《สืบสาวธารใส》 ก็เป็นเพลงสองแง่สองง่าม
“ยามสี่กลองดัง สองเราก็ขึ้นเตียงนอน ขึ้นเตียงกว้าง ถอดเสื้อผ้าของฉัน สองเรา ปากต่อปาก แก้มแนบแก้ม ปลายลิ้นของพี่หก สอดเข้าในปากของฉัน”

ตอนนี้ท่อนนี้ถูกตัดออกไปแล้ว

และที่ตลกที่สุดก็คือ พอมีอะไรก็นึกจะพูดว่า 《สืบสาวธารใส》 เป็นการยกย่องเรื่องราวความรักอันงดงาม

“บุปผางามนี้ไร้ผู้เด็ดดม พิณสายขาดไร้ผู้ดีด ข้าเปรียบดั่งเตียวเสี้ยนคิดถึงลิโป้ ดุจดั่งเหยียนผอซีเฝ้ารอจางซาน”

พวกคุณใช้ชู้รักมาสรรเสริญความรักเหรอ

นี่มันก็แค่เพลงสองแง่สองง่ามสำหรับให้ชาวบ้านฟังสนุก ๆ อย่ามาสร้างเรื่องไร้สาระให้มันมากนักเลย

รวมถึงเซี่ยงเซิงแบบดั้งเดิมที่เราได้ยินกันทุกวันนี้ ก็ผ่านการแก้ไขมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ที่ปล่อยออกมาได้ล้วนเป็นฉบับที่สะอาดแล้วทั้งนั้น

เหยาหยวนพูดต่อ “ต่อมา ในยุคแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรม เซี่ยงเซิงเก่า ๆ ไม่ให้พูดแล้ว ต้องพูดเซี่ยงเซิงใหม่ เซี่ยงเซิงใหม่มีเนื้อหาอะไร 《วีรบุรุษน้อยแปดคน》 《ปัญหารถน้ำ》 《สดุดีวีรบุรุษผู้พิชิตยอดเขา》 นี่เรียกว่าเซี่ยงเซิงแบบสรรเสริญ
พอมาถึงยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ กระแสความคิดเปิดกว้าง 《จินตนาการปากเสือ》 《บริษัทโจร》 《ตั้งชื่ออย่างชาญฉลาด》 นี่เรียกว่าเซี่ยงเซิงแบบวิพากษ์วิจารณ์”

“แต่คุณดูสิ ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ผลงานที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน”

“สอดคล้องกับการพัฒนาของยุคสมัย!”

ซี้ด!
เหล่ากัวสะดุ้งทันที ราวกับถูกเหยาหยวนใช้นิ้วทองคำจิ้มที่หน้าผาก

ก็ยังเป็นคำพูดเดิม กัวเต๋อกังพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะเข้าไปอยู่ในวงการเซี่ยงเซิงกระแสหลัก แต่พวกเขาไม่ต้อนรับ จึงต้องมาซุกตัวอยู่ในโรงละครเล็ก ๆ พอโด่งดังขึ้นมาแล้ว ก็กลับคำพูดว่า “ตอนนั้นผมเรียกร้องให้เซี่ยงเซิงกลับคืนสู่โรงละคร”

ตอนนี้เขาอยู่ในช่วงที่สับสน หรือจะพูดได้ว่ายังไม่เข้าสู่สภาวะการสร้างสรรค์ของตัวเอง

เต๋ออวิ๋นเช่อเริ่มพลิกชะตาเมื่อไหร่

คือในปี 2004 ตอนนั้นมีคนขับแท็กซี่โทรไปที่สถานีวิทยุ บอกว่าเซี่ยงเซิงที่พวกคุณเปิดมันเก่าเกินไป วนไปวนมาอยู่ไม่กี่บท ผมรู้จักที่หนึ่งที่เขาพูดบทใหม่ ๆ

ดังนั้นพิธีกรจึงไปอัดเซี่ยงเซิงมาสองสามบทแล้วเปิดในรายการวิทยุ

จากนั้นสื่อและปัญญาชนในปักกิ่งก็เริ่มแนะนำ ทำให้มีอิทธิพลมากขึ้นไปอีก จนกระทั่งถึงเทศกาลตรุษจีนปี 2006 สถานีโทรทัศน์ฟีนิกซ์ก็ทำรายการพิเศษให้เต๋ออวิ๋นเช่อ

แล้วก็ดังเป็นพลุแตก

และช่วงไม่กี่ปีมานี้เอง คือช่วงที่ความสามารถในการสร้างสรรค์ของเหล่ากัวพุ่งถึงขีดสุด

เมื่อพูดถึงเต๋ออวิ๋นเช่อ คนส่วนใหญ่มักจะพูดถึงแต่เรื่องส่วนตัว เรื่องซุบซิบ น้อยคนนักที่จะสนใจปัญหาพื้นฐาน นั่นคือ ผลงาน!
เหล่ากัวดังขึ้นมาได้เพราะผลงาน!

《ฝันพิชิตตะวันตก》 《ชีวิตของฉัน》 《ฉันเป็นมาเฟีย》 และอื่น ๆ อีกมากมาย ในใจของกลุ่มผู้ชมที่เบื่อเซี่ยงเซิงแบบดั้งเดิมและทนดูเซี่ยงเซิงทางทีวีไม่ไหวแล้ว เมื่อได้ฟังครั้งแรกก็มีแค่คำเดียว

มันส์ฉิบหาย!

น่าเสียดายที่ต่อมาเขาไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้แล้ว ผลงานดี ๆ ก็เลยน้อยลงเรื่อย ๆ

วันนี้เหยาหยวนมาเข้าร่วมความสนุก จริง ๆ แล้วก็เพื่อมาพูดคุยกับเหล่ากัวเรื่องนี้ เขาพูดว่า “ในทีวีมีข้อจำกัดเยอะ แต่โรงละครของคุณไม่มีข้อจำกัด ยังจะยึดติดกับบทเก่า ๆ พวกนั้นอยู่ได้ ไม่เสียดายสภาพแวดล้อมดี ๆ เหรอ
ไม่ว่าคุณจะใช้ขวดใหม่ใส่เหล้าเก่า หรือขวดเก่าใส่เหล้าใหม่ ก็ต้องสอดคล้องกับการพัฒนาของยุคสมัย ดูข่าวให้เยอะ ๆ สนใจปรากฏการณ์ทางสังคมในปัจจุบันให้มาก ๆ หรือแม้แต่เริ่มจากตัวเองและคนรอบข้าง อย่ากลัวว่าตัวเองจะพิเศษเกินไป ทุกคนก็เป็นคนธรรมดา รสนิยมคล้าย ๆ กัน”

“ดังนั้นผู้ชมต้องการฟังบทใหม่ ๆ คุณมีไหม”

“ผม...”

เหล่ากัวเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายแล้ว แต่ยังไม่กล้ารับปาก

เหยาหยวนพูดมายืดยาว ก็เพื่อประโยคสุดท้ายนี้ “คุณมีบทใหม่ ๆ ที่ผู้ชมชอบ ผมถึงจะช่วยโปรโมทในวงกว้างได้ ค่าตั๋วไม่กี่หยวนนั่นมันเรื่องเล็กน้อย”

“นี่นามบัตรใหม่ของผม ติดต่อกันภายหลังได้”

เขาวางนามบัตรลง แล้วลุกขึ้นพูดว่า “ผมเดินทางไกล ยังมีธุระอยู่ ขอตัวก่อนนะครับ”

พูดจบก็จากไป

เหล่ากัวกับภรรยาส่งเขาออกไปที่ประตู กลับมาที่โต๊ะอาหารก็เงียบไปชั่วขณะ

ทุกคนผ่านความผันผวนทางจิตใจครั้งใหญ่ ตอนแรกคิดว่าคนคนนี้เป็นคนช่วยขายตั๋ว วันนี้ก็แค่มาขอบคุณ ต่อมาจู่ ๆ ก็มาพูดถึงประวัติศาสตร์เซี่ยงเซิง ก็คิดว่าเป็นแค่คนชอบโม้

แต่ฟังไปฟังมาก็เริ่มมีสาระ สุดท้ายก็เข้าใจแล้วว่าเขามาเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ

อวี๋เชียนหยิบนามบัตรขึ้นมาดูแล้วพูดว่า “ครั้งที่แล้วที่เจอยังเป็นแค่นักศึกษาอยู่เลย ตอนนี้กลายเป็นเจ้านายแล้วเหรอ”

“แล้วเขาหมายความว่ายังไง”

“ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ให้เต๋อกังสร้างบทใหม่ ๆ แล้วเขาจะช่วยโปรโมท”

อวี๋เชียนคีบบุหรี่มวนไว้ “นี่เรียกว่าการลงทุน”

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 40 ว่าด้วยเรื่องเซี่ยงเซิง

ตอนถัดไป