บทที่ 39 เยือนเต๋ออวิ๋นเช่อ
“พรวด!”
ปัสสาวะสายหนึ่งฉีดลงในโถส้วม
สีเหลืองอ่อน สายน้ำต่อเนื่อง ทรงพลัง แสดงให้เห็นว่าเจ้าของมีต่อมลูกหมากและไตที่แข็งแรง
“การที่ไม่หยดติ๋ง ๆ นี่มันดีจริง ๆ!”
เหยาหยวนสลัดตัวเล็กน้อย หาวออกมา ความเหนื่อยล้าจากการตื่นเช้าในฤดูหนาวไม่ยอมจางหายไป เขาเปิดก๊อกน้ำ น้ำเย็นเฉียบ เขาใช้มือวักน้ำลูบหน้าอย่างแรงสองสามครั้ง ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นมา รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก
เขาไม่ได้อยากทำอาหาร ต้มน้ำหนึ่งกา หาชามมาตอกไข่ใส่หนึ่งฟอง ตีให้เข้ากันแล้วเทน้ำร้อนลงไป เติมน้ำตาลทรายครึ่งช้อนเล็ก หยดน้ำมันงาสองสามหยด รอให้พออุ่น ๆ แล้วก็ดื่มรวดเดียวจนหมด
นี่เรียกว่าน้ำไข่
ช่วยเสริมสารอาหาร แก้ร้อนใน ดับกระหาย ถ้าใส่น้ำผึ้งจะดีที่สุด ไม่มีก็ใช้น้ำตาลทรายแทนได้
เขาแต่งตัวอย่างจริงจัง สวมรองเท้าแล้วเดินออกจากบ้าน ระหว่างทาง เขามองย้อนกลับไปที่ตึกจิ่นหูหยวนอพาร์ตเมนต์สูงกว่า 20 ชั้นแห่งนี้ ในยุคหลังราคาห้องมือสองอยู่ที่สิบล้านหยวนกว่า
วันนี้เหยาหยวนจะออกไปข้างนอก ไปที่ต้าซิงตามคำเชิญของเหล่ากัว
บอกว่าเป็นงานเลี้ยงรับศิษย์อะไรสักอย่าง
นับปีดูแล้ว เยวี่ยอวิ๋นเผิงยังเร็วไป จางอวิ๋นเหลยยังเด็กอยู่ ในใจก็พอจะเดาได้แล้ว
ต้าซิงอยู่ทางใต้ของเมืองหลวง เป็นชานเมืองอย่างแท้จริง ในสมัยโบราณเรียกว่าจี้ ก็คือจี้ในบทกวีที่เฉินข่ายเกอท่องว่า “นอกเขตแดนกระบี่พลันได้ยินข่าวตีเมืองจี้เป่ยแตก เมื่อแรกได้ฟังน้ำตาก็อาบเสื้อผ้า”
การเดินทางก็ยาวไกล ในยุคนั้นเขตและอำเภอรอบ ๆ เมืองหลวงล้วนแต่เก่าแก่และทรุดโทรม ไม่ได้ดีไปกว่าทงโจวเลย
เหยาหยวนเพิ่งจะลงจากรถ ชายร่างผอมที่ตาแทบจะถลนออกมาจากเบ้าก็เดินเข้ามาหาอย่างระมัดระวังแล้วถามว่า “คุณคือคุณเหยาหรือครับ”
“คุณคือ”
“ผมชื่อหลี่จิง เป็นคนจากคณะเซี่ยงเซิงต้าฮุ่ย เขาบอกว่าคุณมาครั้งแรก กลัวว่าคุณจะไม่รู้จักทาง ก็เลยให้มารอคุณที่นี่”
“อ้อ สวัสดีครับ สวัสดีครับ”
เหยาหยวนจับมือเขาพลางหัวเราะแหะ ๆ ในใจ ‘ฉันเห็นคุณตั้งนานแล้ว’
ทักทายเสร็จก็กำลังจะไป เขายังถามอีกว่า “ไม่ต้องรอรับคนอื่นเหรอครับ”
“ไม่ต้องครับ ไม่ต้อง คนอื่นเขารู้จักทางกันหมด”
“อ้อ งั้นก็แสดงว่ามีแค่ผมคนเดียวที่เป็นคนนอกสินะ”
“ดูคุณพูดสิครับ ถ้าผมไม่ใช่คนพูดเร็วแบบนี้คงจะตอบไม่ทันแน่ วันนี้คุณเป็นแขกผู้มีเกียรติที่สุดของพวกเรา พวกเราก็ถือโอกาสนี้ขอบคุณคุณด้วย”
หลี่จิงยิ้มแหะ ๆ ดูเหมือนมนุษย์ต่างดาวมาก
เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งรุ่นแรก ๆ ต่อมาก็ทะเลาะกับเหล่ากัวแล้วออกจากเต๋ออวิ๋นเช่อไป
ดูเหมือนจะหายหน้าหายตาไป แต่จริง ๆ แล้วเขาก็ไปได้ดี เป็นรองประธานสมาคมศิลปะการแสดงพื้นบ้านแห่งกรุงปักกิ่ง มีละครให้เล่น มีรายการให้ออก ดีกว่าอีกหลายคนที่แยกตัวออกไปตั้งคณะเองเยอะ
หลังจากเดินทางบุกป่าฝ่าดงมาอีก เหยาหยวนรู้สึกเหมือนกำลังจะเข้าหมู่บ้าน ในที่สุดก็เจอลานบ้านเก่า ๆ แห่งหนึ่ง กำแพงอิฐสีเทา บ้านกระเบื้อง ประตูเหล็กขึ้นสนิม ข้างในมีคนอยู่สิบกว่าคนกำลังครึกครื้นกันอยู่
เขากวาดตามองดู คนที่จำได้นอกจากเหล่ากัวกับอวี๋เชียนแล้ว ยังมีจางเหวินซุ่น ฟ่านเจิ้นอวี้ สวี่เต๋อเลี่ยง เหออวิ๋นเหว่ย และคนอื่น ๆ
แน่นอนว่าตอนนั้นยังไม่ได้เข้าพิธีรับศิษย์ตั้งชื่อ สวี่เต๋อเลี่ยงยังชื่อสวี่เลี่ยง เหออวิ๋นเหว่ยยังชื่อเหอเหว่ย
“คุณเหยามาแล้ว!”
ผู้ใหญ่หลายคนไม่ต้องลุกขึ้น แต่กัวเต๋อกังต้องออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง พลางต้อนรับพลางประสานมือ “การมาเยือนของท่าน ทำให้กระท่อมซอมซ่อของผมสว่างไสวขึ้นมาเลย!”
“เกรงใจเกินไปแล้ว ผมก็แค่มาเข้าร่วมวงสนุก ๆ”
“เชิญข้างในครับ เชิญข้างใน”
หวังฮุ่ย ภรรยาในอนาคตของกัวเต๋อกังก็อยู่ด้วย ไป๋ฮุ่ยหมิง ภรรยาของอวี๋เชียนก็อยู่ด้วย โอ้โห ภรรยาคนนี้สวยจริง ๆ เคยแสดงละครมาก่อน
เหยาหยวนเดินวนประสานมือทักทาย รู้จักทุกคนทีละคน ทุกคนล้วนเป็นคนในวงการหรือคนในครอบครัว มีแค่เขาคนเดียวที่เป็นคนนอก และเขาก็มองไปที่ตัวเอกของงานในวันนี้ ชายหนุ่มที่มีมาดนักเลงน้อย ๆ
เป็นนายจริง ๆ ด้วย เฉา อวิ๋น จิน!
พูดตามตรง เหยาหยวนไม่ชอบศิษย์ของเหล่ากัวเลยสักคน ไม่ชอบเลยสักคน
แต่เขาชอบดูความสนุก
คนมาครบแล้ว เวลาอันเป็นมงคลก็มาถึง ทุกคนเข้าไปในบ้าน เบียดเสียดยัดเยียดกันจนแทบจะไม่มีที่ว่าง
พิธีรับศิษย์แบบดั้งเดิมต้องมีขั้นตอนที่ซับซ้อนมาก เช่น ไหว้ปรมาจารย์ โขกศีรษะคารวะชา ศิษย์มอบของขวัญ อาจารย์ให้โอวาทและตั้งชื่อ เป็นต้น
ตอนนี้ไม่มีเงื่อนไข เลยทำแบบง่าย ๆ เฉาอวิ๋นจินโขกศีรษะหนึ่งครั้ง คารวะชาหนึ่งถ้วยก็ถือว่าเสร็จสิ้น ต่อมาในปี 2006 ถึงได้จัดพิธีรับศิษย์อย่างเป็นทางการพร้อมกับเหออวิ๋นเหว่ยและคนอื่น ๆ
“อาจารย์!”
“เออ ดี ดี!”
เหล่ากัวมองดูเฉาอวิ๋นจินที่ดูซื่อ ๆ บื้อ ๆ อารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที หวังฮุ่ยกระทุ้งเขาหนึ่งทีถึงไม่เสียอาการต่อหน้าธารกำนัล
เพราะจน!
ตอนที่ลำบากที่สุด เหล่ากัวเคยขายเพจเจอร์เพื่อแลกกับหมั่นโถวกิน หวังฮุ่ยก็เคยขายรถยนต์เซี่ยลี่เพื่อประทังค่าใช้จ่าย จนถึงก่อนปี 2004 เต๋ออวิ๋นเช่อจนมาก
“ขอบคุณผู้อาวุโสและมิตรสหายทุกท่านที่ให้เกียรติ ที่พักของผมคับแคบ เตรียมสุราอาหารไว้เล็กน้อย เรามากินข้าวกันเถอะ!”
ตะโกนหนึ่งเสียงก็เริ่มกินกัน
เหยาหยวนมาดูความสนุก ในใจก็คาดหวังไว้แล้ว แต่ก็รู้สึกว่ามันเรียบง่ายเกินไป ไม่มีแก๊ส ใช้เตาฟืน ที่ก็เล็ก โต๊ะก็ไม่พอ คนที่อาวุโสน้อยก็ยืนกินอยู่ห้องนอก คนที่อาวุโสมากก็นั่งกินอยู่ห้องใน
อาหารก็ไม่เลว เหล่ากัวถือว่ากัดฟันยอมจ่าย ยังคงพูดอย่างเกรงใจไม่หยุด “น่าอายจริง ๆ น่าอายจริง ๆ!”
“วันนี้คนที่มาได้ก็ไม่หัวเราะเยาะแกหรอก รีบกินเถอะ” อวี๋เชียนพูด
“ไม่ได้พูดกับแกซะหน่อย ฉันกลัวคุณเหยาจะกินไม่ชิน”
“ไม่เลย ดีมาก ๆ ครับ!”
เหยาหยวนไปไหนก็ไม่อด เขาลุกขึ้นไปตักซุปผักรวมชามหนึ่ง ซดเสียงดังซู้ด ๆ แล้วพูดว่า “ซุปนี่ก็อร่อยดี ฝีมือใครครับ”
“ฉันทำเองค่ะ วันนี้ทำครั้งแรก”
ไป๋ฮุ่ยหมิงยิ้มบาง ๆ ภรรยาสาววัย 23 ปีมีเสน่ห์มาก
“อืม ๆ อร่อยครับ อาจารย์อวี๋ เพื่อนคนนี้ของคุณผมขอคบด้วยคนนะ!”
“หือ”
อาจารย์อวี๋เกาหัว รู้สึกว่ามีอะไรแปลก ๆ
ไม่ว่าจะเป็นวงการไหน ข้างในก็มีเรื่องสกปรก วงการศิลปะการแสดงก็ไม่ได้สะอาดไปกว่ากัน
ขณะกินข้าวก็พูดคุยเล่นกัน เหล่ากัวถามขึ้นมาลอย ๆ “คุณเหยา คุณว่าเด็กหนุ่มพวกนั้นข้างนอกเป็นยังไงบ้าง”
“ก็ดีทุกคนเลย ทุกคนมีกระดูกขบถที่ท้ายทอย”
อึก!
เหล่ากัวถึงกับพูดไม่ออก นี่จะให้ผมตอบยังไง
“ล้อเล่นน่า ล้อเล่น”
เหยาหยวนหัวเราะฮ่า ๆ แล้วถามกลับไปว่า “แล้วทางคุณช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง คนดูเพิ่มขึ้นไหม”
“เพิ่มขึ้นครับ เมื่อก่อนน้อยสุดก็คนเดียว มากสุดก็เจ็ดแปดคน ตอนนี้แต่ละรอบมีอย่างน้อยเจ็ดคน ที่สำคัญคือคงที่แล้ว ดูเหมือนว่าคนดูจะชอบฟัง”
“คนดูชอบฟังเซี่ยงเซิงมาตลอด แต่ตอนนี้เซี่ยงเซิงในทีวีมันไม่น่าฟัง คนดูก็เลยไม่สนใจ”
“นั่นก็จริง”
“แต่ละคนใส่สูทผูกเนคไท แม้แต่บทร่ายเร็วก็พูดไม่ได้ จะน่าฟังได้ยังไง”
“อย่าว่าแต่บทร่ายเร็วเลย แม้แต่ปล่อยมุกยังทำไม่เป็นเลย!”
คำพูดนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากทุกคน
เหยาหยวนวางตะเกียบลงแล้วยิ้ม “ผมมีคำถามหนึ่ง ทุกท่านล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญ มีความสามารถติดตัว คลุกคลีอยู่ในวงการเซี่ยงเซิงมานาน แต่ไม่ทราบว่าได้ศึกษาประวัติความเป็นมาของเซี่ยงเซิงกันบ้างไหมครับ”
“ประวัติความเป็นมาเหรอ”
ทุกคนมองหน้ากันไปมา จับต้นชนปลายไม่ถูก
“ปัญหาก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าการเซ็นเซอร์มันเข้มงวดขึ้น ในทีวีหลายเรื่องก็ไม่ให้พูด หลังจากเหลียงจั่วเสียไปก็ไม่มีคนเขียนบทดี ๆ อีก แถมกิจกรรมความบันเทิงก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆสรุปก็คือเซี่ยงเซิงกำลังถึงทางตัน ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง”
“แต่ก็ยังเป็นคำพูดเดิมที่ผมเคยพูดไปครั้งก่อน เวลาที่หาทิศทางไม่เจอก็ให้กลับไปดูที่จุดเริ่มต้น”
เหยาหยวนมองดูคนทั้งโต๊ะแล้วพูดว่า “พอดีวันนี้มาทัน ทั้งรุ่นเก่า รุ่นกลาง รุ่นใหม่ก็อยู่กันครบ เราลองมาไล่เรียงกันตั้งแต่ต้นดีไหม ว่าเซี่ยงเซิงควรจะทำยังไงกันแน่”