บทที่ 21 อาฆาตพยาบาท

บทที่ 21 อาฆาตพยาบาท

ดันเจี้ยนเข้าได้วันละครั้ง ฉือโย่วหาที่เงียบๆ กินข้าวเที่ยง จากนั้นก็วนเวียนอยู่แถวดันเจี้ยน ฆ่าซอมบี้เพิ่มเลเวลไปพลาง หาผู้รอดชีวิตสำหรับเปิดดันเจี้ยนในวันพรุ่งนี้ไปพลาง

น่าเสียดายที่จนถึงบ่ายสามโมง ฉือโย่วก็ยังไม่เจอผู้รอดชีวิตเลย

พูดตามตรง ที่นี่เป็นทำเลที่ดีสำหรับการฟาร์มมอนสเตอร์

ก่อนวันสิ้นโลก ที่นี่เป็นย่านการค้า มีผู้คนพลุกพล่าน พื้นที่กว้างขวาง แม้แต่ในอาคารสำนักงานก็เช่นกัน

ซอมบี้เยอะ ภูมิประเทศเรียบง่าย แถมยังมีดันเจี้ยนอีก

มันคือสวรรค์สำหรับการฟาร์มมอนสเตอร์เพื่อเพิ่มเลเวลจริงๆ

แต่สำหรับการค้นหาผู้รอดชีวิต มันแย่มากๆ

เพราะมีผู้คนพลุกพล่าน พื้นที่กว้างขวาง ในช่วงเวลาที่วันสิ้นโลกมาถึง ย่านการค้าก็เกือบจะล่มสลายทั้งหมด

ผู้รอดชีวิตที่สามารถมีชีวิตรอดในสถานที่แบบนี้ได้หลายวัน

ต้องเป็นแบบฉือโย่วที่สามารถฆ่าซอมบี้ได้ราวกับหั่นผัก

ไม่งั้นก็ต้องเป็นคนที่ซ่อนตัวอยู่ในจุดที่ปลอดภัยมาก

และทั้งสองอย่างนี้ก็จับตัวยาก

อย่างแรก พวกเขาจะออกไปฆ่าซอมบี้ในตอนกลางวัน หากได้ยินเสียงอะไรแว่วๆ และมองเห็นฉือโย่ว แถมยังรู้ตัวว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าตัวเอง พวกเขาก็จะรีบหนีไปทันที โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

อย่างหลัง แม้แต่ซอมบี้ก็ยังหาไม่เจอ ฉือโย่วก็ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่

เรื่องที่เขาเจอคนสองกลุ่มในอาคารสำนักงานก่อนหน้านี้ มันเป็นเพราะโชคล้วนๆ

“ตัวสุดท้าย”

ฉือโย่วฟันซอมบี้ตัวหนึ่งขาดเป็นสองท่อน แสงสีเงินปรากฏขึ้นจากศพ

คิ้วของฉือโย่วกระตุก เขาเอื้อมมือไปคว้าแสงนั้นมา แสงสว่างหายไป กลายเป็นการ์ดใบหนึ่ง

อุปกรณ์: เข็มขัดเก็บของขั้นต้น

ระดับ: เงิน

คุณสมบัติ: พลังชีวิต +2

ทักษะเพิ่มเติม

ช่องเก็บของ: สามารถเก็บสิ่งของได้ไม่เกินสิบชิ้น และปริมาตรรวมไม่เกินหนึ่งลูกบาศก์เมตร

ฉือโย่วสวมใส่เข็มขัดเก็บของสีเงินทันที เมื่อคิดในใจ หยกน้ำแข็งในมือก็หายไป เมื่อคิดในใจอีกครั้ง หยกน้ำแข็งก็ปรากฏขึ้นในมืออีกครั้ง

โชคดีจริงๆ

ไอเทมดีๆ แบบนี้ก็ดรอปได้ด้วย

ในฐานะที่เป็นเกมวันสิ้นโลกที่เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ

ระบบอุปกรณ์ค่อนข้างซับซ้อน เครื่องประดับศีรษะ ต่างหู หน้ากาก สร้อยคอ เสื้อ กางเกง รองเท้า ถุงมือ เข็มขัดเก็บของ และอื่นๆ อีกหลายสิบอย่างที่สามารถสวมใส่ได้

ในจำนวนนี้ ต่างหูสามารถสวมใส่ได้สองข้าง ส่วนแหวนสามารถสวมใส่ได้ถึงสิบวง

ดังนั้น ในช่วงหลังของวันสิ้นโลก ผู้คนจำนวนมากจึงดูเหมือนตัวละครในเกมจริงๆ

เครื่องประดับศีรษะที่หรูหรา เสื้อผ้าที่โอ่อ่า และแหวนที่เต็มนิ้วมือ

แต่ก็มีคนที่ดูเหมือนแต่งตัวมอซอ แต่จริงๆ แล้วสวมใส่อุปกรณ์เทพเช่นกัน

ในเวลานี้ ฉือโย่วยืนอยู่ที่ขอบดาดฟ้าชั้นสี่สิบเอ็ด มองไปรอบๆ อาคาร สายตาที่เฉียบคมกวาดมองไปทีละชั้น

ตั้งแต่พลังชีวิตและจิตของเขาเกินห้าสิบแต้ม สายตาของเขาก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

จากที่เคยสายตาสั้นเล็กน้อย ตอนนี้ต่อให้ห่างออกไปหลายสิบเมตร เขาก็ยังคงมองเห็นตัวหนังสือเล็กๆ บนกระดาษได้อย่างชัดเจน

ฉือโย่วกวาดสายตามองไปที่หน้าต่างของอาคารทีละบาน สุดท้ายก็เห็นคนสองสามคนในอาคารสำนักงานที่อยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่งกิโลเมตร ณ ประมาณชั้นที่ยี่สิบ

เขามั่นใจว่า คนที่อยู่ในชั้นนั้นต้องเป็นคน

เพราะถ้าเป็นซอมบี้ พวกมันคงไม่ถอดเสื้อผ้ากอดกัน และทำเรื่องอย่างว่าหรอก

ฉือโย่วก้าวออกไป ร่างกายของเขารู้สึกเหมือนกำลังร่วงหล่น เขาร่วงลงมาจากที่สูงราวกับดาวตก

เสียงดังโครม ฉือโย่วกระแทกพื้นอย่างแรง ลมที่พัดขึ้นมาพัดเศษเนื้อและเลือดกระจายไปทั่ว แต่ด้วย [ขนวิหคโรย] ฉือโย่วจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ เดินออกมาจากหลุมตื้นๆ แต่ก็ไม่ได้รีบไปที่อาคารสำนักงาน

เพราะดันเจี้ยนจะเปิดอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ ต่อให้เขาไปจับคนมาตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ พรุ่งนี้ค่อยลงมือก็ยังไม่สาย

ช่วงเวลานี้ ควรให้ความสำคัญกับการกำจัดซอมบี้เพิ่มเลเวล และหากมีใครมาที่นี่ ควรกำจัดคนเหล่านั้นก่อนที่พวกเขาจะรู้ข้อมูลของดันเจี้ยน

ฉือโย่วไม่ได้กลัวว่าคนเหล่านี้จะรวมทีมกันต่อสู้กับเขาหลังจากที่พบดันเจี้ยน

ในตอนนี้ ฉือโย่วเลเวล 6 มีอาวุธระดับกึ่งตำนาน อุปกรณ์ระดับทองและทองดำ

ในกรณีที่อาวุธปืนและพาหนะใช้การไม่ได้ การเผชิญหน้ากับผู้เล่นคนอื่นๆ ที่ถืออาวุธธรรมดา และเลเวลไม่สูง

อย่าว่าแต่ต่อสู้เลย แค่เอามาเปรียบเทียบกัน ก็ถือว่าดูถูกฉือโย่วแล้ว

สาเหตุที่ฉือโย่วกังวลจริงๆ ก็คือกลไกของดันเจี้ยน

เข้าได้วันละครั้ง หากมีคนพบดันเจี้ยน แล้วเข้าไปก่อนเขา ฉือโย่วก็ต้องเสียเวลาไปหนึ่งวัน

นี่คือข้อเสียของการไม่มีทีม หากฉือโย่วมีเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ พวกเขาก็สามารถผลัดกันเฝ้าดันเจี้ยนได้ ไม่ต้องเฝ้าอยู่ที่นี่ตลอดเวลา

นี่คือสาเหตุหลักที่เขาสร้างกองกำลังในชาติที่แล้ว

การทำทุกอย่างคนเดียว สักวันก็ต้องเหนื่อยตาย หากมีลูกน้อง มันก็จะแบ่งเบาภาระเล็กๆ น้อยๆ ไปได้มาก

แต่ด้วยบทเรียนจากชาติที่แล้ว ต่อให้ลำบากกว่า ฉือโย่วก็ยังคงเลือกที่จะเป็นหมาป่าเดียวดาย

ถูหยิง(เหยี่ยวหัวล้าน) เตาป่าหลี่(แผลเป็นแซ่หลี่) กู่ซ่างเจา(ตัวเห็บบนหนังกลอง สื่อถึงความว่องไว)

คนทั้งสามนี้คือลูกน้องคนสนิทสามในสี่คนของฉือโย่วในชาติที่แล้ว

ในฐานะลูกน้องของตัวร้าย แน่นอนว่าคนทั้งสามนี้ไม่ใช่คนดีอะไรก่อนวันสิ้นโลก

ถูหยิงเป็นนักเลงในบาร์แห่งหนึ่งในเมืองเหยียนเจียง

เตาปาหลี่เคยเป็นนักเลงมาก่อน สุดท้ายก็ติดคุก พอออกมาก็ไม่มีงานทำ

ส่วนกู่ซ่างเจา แค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นคนแบบไหน ขโมยของเล็กๆ น้อยๆ เป็นประจำ ติดคุกเป็นว่าเล่น เขายังตั้งฉายาให้ตัวเองว่ากู่ซ่างเจา บางครั้งฉือโย่วและคนอื่นๆ ก็เรียกเขาว่าลิงผอม ไม่มีใครรู้จักชื่อจริงของเขา

คนทั้งสามไม่ใช่คนดีอะไรก่อนวันสิ้นโลก พอถึงวันสิ้นโลกก็ยิ่งเลวร้าย

ใครจะไปคิดว่าคนชั่วทั้งสามแบบนี้ จะได้รับอิทธิพลมาจากพระเอก แล้วหักหลังฉือโย่ว

ต้องบอกว่า นี่อาจเป็นเพราะรัศมีตัวเอก

คนที่อยู่บนเรือลำเดียวกันก็ยังทะเลาะกันเองได้

เมื่อนึกถึงคนทั้งสามนี้ ฉือโย่วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกมีอารมณ์โกรธ

ถ้าไม่ใช่เพราะคนทั้งสามนี้ เขาน่าจะลากคนในกลุ่มพระเอกมาตายแทนได้สองคน ไม่น่าจะตายอย่างน่าอนาถ

สิ่งเดียวที่ทำให้ฉือโย่วรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยก็คือ ลูกน้องที่เขาไว้ใจมากที่สุดไม่ได้ทรยศ เขาเสี่ยงชีวิตแย่งศพของฉือโย่วออกมา ฝังศพให้เขา เพื่อป้องกันไม่ให้เขาถูกซอมบี้กิน

ส่วนหลังจากฝังศพแล้ว ลูกน้องคนนั้นจะมีชีวิตรอด หรือถูกสัตว์เดรัจฉานทั้งสามฆ่าตายหรือไม่? ฉือโย่วก็ไม่รู้ เพราะเขากลายเป็นวิญญาณตามติดพระเอกไปแล้ว

ถึงแม้ว่าในชาตินี้เขาจะให้ความสำคัญกับกลุ่มพระเอกมากกว่า แต่รออีกสองสามวัน หลังจากได้ยามาแล้ว และไปเอาหีบสมบัติระดับตำนานในคฤหาสน์ หากไม่มีเรื่องเร่งด่วนอะไร เขาจะต้องไปยังสถานที่ที่เขาเจอคนเหล่านี้ครั้งแรกในชาติที่แล้ว

การให้อภัยไม่ใช่นิสัยของฉือโย่ว

ไม่ต้องพูดนะว่า การแก้แค้นที่ดีที่สุดคือการไม่ต่องใส่ใจ หรืออย่าไปเสียพลังงานกับการเกลียดคนพาลสองสามคนเลย

ผายลม!

ไร้สาระน่า อย่ามาทำเป็นคนดี!

หากไม่ฆ่าคนทั้งสามนี้ และแก้แค้น เขาก็คงไม่คู่ควรกับแซ่ฉือ!

โหดเหี้ยม เลือดเย็น อาฆาตพยาบาท

นี่คือฉือโย่วที่แท้จริง เขาเป็นคนที่เจ้าคิดเจ้าแค้น

ต่อให้เวลานั้นแก้แค้นไม่ได้ ในอนาคตเขาก็จะหาวิธีแก้แค้นอย่างแน่นอน จะไม่ปล่อยให้คนที่เคยทำให้เขาขุ่นเคืองใจไปแม้แต่คนเดียว

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 21 อาฆาตพยาบาท

ตอนถัดไป