สร้างชื่อด้วยงานแรก
บทที่ 2 สร้างชื่อด้วยงานแรก
ซูฮวารู้สึกสับสนไปหมด ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
เธอค่อย ๆ หันกลับไปมองกู้เป่ยเสวียน
ปกติเขาเป็นคนไม่ค่อยยิ้ม แต่เวลาที่ยิ้ม ช่างดูดีเหลือเกิน ราวกับมีสายลมอ่อนโยนในฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน ดวงตาที่ดำสนิทและแจ่มใสของเขาส่องประกายราวกับทะเลดาว
อีกไม่นานก็จะได้กลับไปอยู่กับคนที่เขารักแล้ว คงจะมีความสุขมากสินะ
ซูฮวา ยิ้มตอบกลับไป เป็นรอยยิ้มที่เหมือนหัวใจแตกสลายไปแล้วอย่างสิ้นเชิง "ฉันก็ขอให้คุณมีความสุขเช่นกันค่ะ" พูดจบเธอก็หันหลังกลับไปขึ้นรถ
ทันทีที่ปิดประตูรถ น้ำตาก็ไหลอาบแก้ม ความเจ็บปวดครั้งใหม่ที่เพิ่มเข้ามาบนบาดแผลเก่าทำให้เธออยากจะนั่งกอดเข่าอยู่เฉย ๆ
คนขับรถยกกระเป๋าเดินทางใส่ท้ายรถ แล้วขึ้นรถสตาร์ตเครื่องยนต์
มองรถที่แล่นออกไปอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มที่มุมปากของกู้เป่ยเสวียน ก็แข็งค้างอยู่ตรงนั้น แสงในดวงตาค่อย ๆ หรี่ลงทีละน้อย
กลับมาที่บ้านตระกูลซู
ซูเพ่ยหลัน เห็นดวงตาที่บวมแดงของเธอ กับกระเป๋าเดินทางในมือ ก็ตกใจมาก "นี่ลูกเป็นอะไรหรือเปล่า?"
ซูฮวา ก้มหน้าลงเปลี่ยนรองเท้า พยายามทำใจให้สงบแล้วพูดว่า "หนูจะย้ายกลับมาอยู่บ้านค่ะ"
ซูเพ่ยหลัน ลุกขึ้นจากโซฟาอย่างรวดเร็ว "เกิดอะไรขึ้น? จะแยกกันอยู่กับกู้เป่ยเสวียน อย่างนั้นเหรอ?"
"ค่ะ อดีตแฟนของเขากลับมาแล้ว"
ซูเพ่ยหลัน ฟังแล้วเดือดดาล "สามปีก่อน กู้เป่ยเสวียน เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ หมอบอกว่าเขาต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิต อดีตแฟนคนนั้นก็ทิ้งเขาไป! มีแต่แกนะ ที่คอยอยู่เคียงข้างเขา พาเขาไปหาหมอดีๆ ทั่วโลก คอยทำกายภาพบำบัดให้ นวดขาให้... ดูแลปรนนิบัติเขาอย่างกับอะไรดี แต่ดูตอนนี้สิ! พอเขากลับมาเดินได้ วิ่งได้ ผู้หญิงคนนั้นก็กลับมา!...ง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ ไม่ละอายแก่ใจบ้างหรือไง!"
"แล้วกู้เป่ยเสวียนก็ปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เหรอ เขายอมทิ้งผู้หญิงที่อยู่กับเขาในวันที่ไม่เหลือใคร...เพื่อกลับไปหาคนที่ทิ้งเขาไปเนี่ยนะ! เขาเอาสมองส่วนไหนคิดอยู่!"
ซูฮวา ก้มลงหยิบเช็คออกจากกระเป๋าเดินทางแล้วยื่นให้แม่ "นี่เป็นค่าชดเชยที่เขาให้ค่ะ"
ซูเพ่ยหลัน จ้องมองเลขศูนย์เป็นแถวยาวบนเช็ค ดวงตาของเธอเบิกกว้างในทันที
นับดูแล้ว ตัวเลขหนึ่งตามด้วยเลขศูนย์อีกแปดตัว!
สีหน้าของเธอดีขึ้นเล็กน้อย "นี่ไม่ใช่เรื่องของเงิน คิดว่ามีเงินแล้วจะเอาเปรียบใครยังไงก็ได้งั้นเหรอ"
ซูฮวาก้มหน้าลงจนคางแทบชิดอก เสียงของเธอแผ่วเบาราวกระซิบ "บนโลกนี้มีผู้ชายตั้งเท่าไหร่...ที่พอหย่าแล้วก็ไม่เหลืออะไรให้ผู้หญิงเลย บางคนยังคิดแค้นตามราวีไม่เลิก หรือเลวร้ายที่สุด...ก็ถึงกับฆ่าภรรยาตัวเองเพื่อรักษาทรัพย์สินไว้" เธอยิ้มเศร้า "ถ้าเทียบกับคนพวกนั้นแล้ว... สิ่งที่กู้เป่ยเสวียนทำ...มันก็ถือว่าดีมากแล้วไม่ใช่เหรอคะ"
"แต่แกจะยอมกล้ำกลืนฝืนทนอย่างนั้นเหรอ?"
ซูฮวา หัวเราะอย่างขมขื่น "แล้วเเม่จะให้หนูทำยังไงล่ะคะ? ร้องห่มร้องไห้ โวยวาย? มันมีประโยชน์อะไร? ไม่มีหรอกค่ะ หัวใจของเขาไม่ได้อยู่ที่หนูเเล้ว จะรั้งเขาไว้ก็ไม่มีความหมาย แถมยังรั้งไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำ แม่คะ วันนี้หนูเหนื่อยมากแล้ว ขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะคะ"
"ไปเถอะลูก" ซูเพ่ยหลัน มองลูกสาวอย่างเจ็บปวด แล้วถอนหายใจออกมา
เด็กคนนี้ไม่เคยสร้างปัญหาเลย แต่การที่ไม่สร้างปัญหากลับทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดใจ
ซูฮวา หันหลังแล้วเดินเข้าห้องนอนไป
เธอนอนหลับไปสองวันสองคืน
จนซูเพ่ยหลัน ต้องคอยเข้ามาดูอยู่เรื่อย ๆ เพื่อเช็กว่าเธอยังหายใจอยู่หรือไม่
อันที่จริง ซูฮวา แทบไม่ได้หลับเลย แค่ไม่อยากขยับตัว ไม่รู้สึกหิว ร่างกายอ่อนแรงไปหมด รู้สึกเหมือนหัวใจขาดหายไปเป็นส่วนใหญ่ เจ็บปวดราวกับโลกถล่ม
ในวันที่สาม เธอพยุงตัวลุกขึ้น
หลังจากทำความสะอาดร่างกาย เธอก็โทรศัพท์หากู้เป่ยเสวียน "คุณเตรียมเอกสารหย่าพร้อมหรือยังคะ? จะไปทำเรื่องเมื่อไหร่?"
กู้เป่ยเสวียน เงียบไปครู่หนึ่งแล้วตอบว่า "ผมกำลังเดินทางไปทำงานต่างเมือง เรื่องนี้ไว้ค่อยคุยกันตอนผมกลับมาแล้วกันนะ"
"ค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันไปทำงานก่อนนะ ยังไงฉันจะโทรหาอีกที"
"หางานได้เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ? ที่ไหน?" เขาถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
"เป็นร้านขายของโบราณค่ะ ก่อนหน้านี้เขาโทรมาชวนหลายครั้งแล้ว"
"อย่าหักโหมนะ ถ้าขาดเงินก็บอกผมได้" เสียงของเขาแหบต่ำและอ่อนโยน ราวกับผสมผสานด้วยแสงจันทร์ ชวนให้หลงใหล
ซูฮวา รู้สึกเจ็บปวดในใจ จึงพูดอย่างเหินห่างว่า "ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะ"
หลังจากกินอาหารเช้า ซูฮวาก็เรียกรถแท็กซี่ไปที่ร้านกู่เป่าจาย
ผู้ที่ออกมาต้อนรับเธอคือเสิ่นหวย คุณชายเจ้าของร้าน
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนและกางเกงขายาวสีกากี รูปร่างสูงโปร่ง ดูสุภาพอ่อนโยน
หลังจากแนะนำซูฮวา ให้ทุกคนในร้านรู้จักแล้ว เสิ่นหวยก็พาเธอขึ้นไปชั้นบน และแนะนำให้รู้จักกับชุยโซ่วเซิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินสิ่งของโบราณอาวุโสของร้าน
"คุณชุย นี่คือซูฮวา ทายาทผู้สืบทอดฉายา "หัตถ์เทวดาแห่งการซ่อม" ของปรมาจารย์ซู เธอเก่งในการซ่อมแซมภาพเขียนโบราณ ต่อไปเธอจะเป็นช่างซ่อมแซมวัตถุโบราณคนใหม่ของเรา ถ้าคุณมีเรื่องที่ตัดสินใจไม่ถูก สามารถไปปรึกษาเธอได้"
ชุยโซ่วเซิง ที่อายุเกือบหกสิบแล้ว มองซูฮวาผ่านแว่นสายตายาว
เด็กสาวอายุยี่สิบต้น ๆ จะเป็นช่างซ่อมแซมวัตถุโบราณได้ยังไง? ในอายุเท่านี้ เขายังเป็นแค่ลูกศิษย์ฝึกหัดอยู่เลย แต่คุณชายเจ้าของร้านกลับยกย่องเธอขนาดนี้ แถมยังบอกให้เขาไปปรึกษาเธอได้อีก!
แม้ว่าเขาจะรับปากอย่างดี แต่ในใจกลับไม่พอใจเลยสักนิด!
เมื่อเสิ่นหวยออกไปแล้ว เขาก็ถามซูฮวาว่า "หนูซู อายุยังน้อยอยู่เลย ทำงานนี้มากี่ปีแล้ว?"
ซูฮวา ยิ้มจางๆ "น่าจะสิบกว่าปีค่ะ"
ชุยโซ่วเซิง ไม่เชื่อ "ปีนี้หนูอายุเท่าไหร่?"
"ยี่สิบสามค่ะ"
ชุยโซ่วเซิง คิดในใจว่า เด็กเมื่อวานซืนอย่างเธอ นอกจากอายุน้อยแล้วยังพูดเกินจริงอีกด้วย คอยดูเถอะจะต้องถูกตบหน้า
การทำงานในสายอาชีพนี้ ต้องใช้ฝีมือจริง ใช้แค่ลมปากไม่ได้!
ในระหว่างที่คุยกัน มีพนักงานวิ่งขึ้นมาเรียก
ซูฮวาและชุยโซ่วเซิง จึงลงไปชั้นล่าง
เห็นชายวัยสามสิบกว่าคนหนึ่ง ถือภาพเขียนโบราณที่สกปรกเก่าขาดรุ่งริ่งมาหนึ่งภาพ และถามว่าสามารถซ่อมแซมได้หรือไม่
ชุยโซ่วเซิง เพียงแค่เหลือบตามองก็รู้ว่ามันไม่สามารถเรียกว่าภาพเขียนได้อีกต่อไป เพราะมันเป็นเพียงก้อนสีดำที่ขาดวิ่นและยับยู่ยี่ เต็มไปด้วยรูหนอน
การซ่อมแซมความเสียหายระดับนี้ จะมีเพียงช่างซ่อมระดับสูงสุดของประเทศเท่านั้น ที่มีความสามารถพอจะซ่อมได้
เขาแอบดีใจในความโชคร้ายของคนอื่นและมองไปที่ซูฮวา "หนูซู ทุกคนกำลังจับตามองเธออยู่นะ อย่าทำให้พวกเขาผิดหวังล่ะ"
ซูฮวา เดินไปหยิบภาพเขียนขึ้นมาดูอย่างละเอียด แล้วพูดกับแขกว่า "ซ่อมได้ค่ะ"
แขกคนนั้นได้ยินก็ดีใจมาก "ใครจะซ่อม? แล้วจะใช้เวลานานแค่ไหน?"
"ฉันค่ะ ใช้เวลาสามวันก็น่าจะเสร็จเเล้ว"
"เธอเหรอ?" แขกมองดูซูฮวา ที่ดูอ่อนวัย เต็มไปด้วยความสงสัย "นี่คือภาพเขียนแท้จริงของหวังเจี้ยน หนึ่งใน "สี่ราชา" ในช่วงปลายราชวงศ์หมิงถึงต้นราชวงศ์ชิง! ราคาประมูลเริ่มต้นก็หลักล้านแล้ว เธออย่าทำมันพังนะ!"
ทุกคนที่มองมายังซูฮวา ก็เต็มไปด้วยสายตาสงสัยเช่นกัน สามวัน? นี่มันเกินไปแล้ว
ชุยโซ่วเซิง ยักไหล่ พร้อมกับลูบหนวด "หนูซู พวกคนหนุ่มสาวก็แบบนี้แหละ เกิดมาก็กล้าหาญโดยไม่กลัวอะไร แต่ก็ต้องรู้ว่าตัวเองทำได้แค่ไหน หากเธอซ่อมภาพของแขกคนนี้พัง ชื่อเสียงของร้านกู่เป่าจายของเราก็จะพังไปด้วย ความเสียหายระดับนี้ แม้แต่ช่างซ่อมระดับสูงสุดยังไม่กล้าบอกว่าจะซ่อมเสร็จภายในสามวันเลย กว่าพวกเขาจะซ่อมภาพเขียนโบราณได้แต่ละภาพ ก็ต้องใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปีไม่ใช่เหรอ?"
สิ่งที่เขาอยากจะสื่อคือ: เธออย่าทำอะไรเกินตัว!
น้ำเสียงของซูฮวา หนักแน่น "สามวันก็เสร็จค่ะ หากฉันซ่อมจนพัง ฉันจะชดใช้ให้เป็นสองเท่าของราคาตลาดเลย"
แขกคนนั้นตั้งใจจะนำภาพไปประมูลอยู่แล้ว เมื่อได้ยินข้อเสนอดี ๆ แบบนี้ ก็ตกลงในทันที "พูดเปล่าๆ ไม่ได้ เรามาทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกันดีกว่า"
"ได้ค่ะ"
หลังจากประเมินราคาและเซ็นสัญญาแล้ว ซูฮวาก็ถือภาพเขียนโบราณขึ้นไปที่ห้องซ่อมแซมชั้นบน
เมื่อเปิดประตูเข้าไป
ในห้องมีโต๊ะไม้เนื้อแข็งสีแดงสูงครึ่งตัววางอยู่สองโต๊ะ มีอุปกรณ์ซ่อมแซมครบครัน ทั้งแปรงพู่กัน มีดหางแกะ ผ้าขนหนูขนแกะ พู่กันขนแกะ และกระดาษซวน
การซ่อมแซมภาพเขียนโบราณ มีขั้นตอนหลักอยู่สี่ขั้นตอน ได้แก่ การล้าง การลอก การปะและการซ่อมให้สมบูรณ์
ซูฮวาให้คนต้มน้ำร้อนหนึ่งกา แล้วเริ่มล้างภาพเขียนโบราณด้วยแปรงที่จุ่มน้ำร้อน
ทุกขั้นตอนทำอย่างระมัดระวัง ต้องล้างคราบสกปรกออกให้หมด แต่ก็ต้องระวังไม่ให้น้ำที่ไหลมากเกินไปทำลายเส้นใยกระดาษที่บอบบางของภาพเขียนโบราณ
พูดง่ายแต่ทำยาก
โชคดีที่เธอซ่อมแซมภาพเขียนโบราณกับตาทวดมาตั้งแต่เด็ก ทำให้คุ้นเคยกับงานแบบนี้เป็นอย่างดี
คุณปู่คุณย่าของกู้เป่ยเสวียน ก็ชื่นชอบการสะสมของโบราณมาก ในสองปีที่ผ่านมา เธอแทบจะเหมางานซ่อมแซมภาพเขียนโบราณของบ้านพวกเขาไปทั้งหมดแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงภาพเขียนโบราณระดับนี้เลย แม้แต่ภาพที่เก่ากว่าและชำรุดมากกว่านี้ เธอก็เคยซ่อมมาแล้วทั้งนั้น
เวลาเป็นสิ่งสำคัญ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซูฮวาจึงยุ่งจนไม่มีเวลาพักเลย
การได้ยุ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้เธอลืมกู้เป่ยเสวียนไปได้ชั่วขณะ และทำให้ความเศร้าจางลง
สามวันต่อมา แขกคนนั้นก็กลับมาเอาภาพเขียน
ซูฮวานำภาพเขียนที่ซ่อมเสร็จแล้วลงไปที่ชั้นหนึ่ง
แขกคนนั้นมองภาพที่แตกต่างจากเดิมราวฟ้ากับเหว ก็ตกใจ "นี่เป็นภาพที่ผมเอามาเหรอ? เธอไม่ได้เอาไปสลับกับภาพอื่นใช่ไหม?"
ชุยโซ่วเซิงผู้จัดการร้าน และพนักงานต่างเดินเข้ามาดู และก็ตกใจเช่นกัน
ภาพเขียนเต็มไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน ยอดเขาสูงชันและต้นไม้ที่เขียวชอุ่ม ดูเหมือนมีชีวิตชีวามาก
นี่มันยังใช่ภาพที่เหมือนเศษผ้าขาด ๆ รุ่งริ่งที่มองไม่เห็นภาพเดิมหรือเปล่า?
ซูฮวา พูดอย่างใจเย็น "คุณสามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบความแท้จริงได้ค่ะ"
หลังจากตรวจสอบแล้ว แขกคนนั้นก็ยกนิ้วโป้งให้ซูฮวา แล้วถือภาพกลับไปด้วยความพึงพอใจ
ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วถนนสายร้านขายของเก่า ทุกคนต่างรู้ว่าร้านกู่เป่าจาย มีช่างซ่อมแซมภาพเขียนโบราณคนใหม่ อายุเพียงยี่สิบต้นๆ แต่ฝีมือเทียบเท่าปรมาจารย์ระดับชาติ
ในช่วงเย็น
กู้เป่ยเสวียน โทรศัพท์มา "รถของผมจอดอยู่หน้าร้านคุณ ออกมาได้เลย"
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย หัวใจของซูฮวา ก็เจ็บแปลบ
เธอยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา แล้วพูดเสียงเบาว่า "นี่ก็ใกล้จะมืดแล้ว ตอนนี้ไปที่สำนักทะเบียนคงไม่ทันแล้ว เราค่อยนัดกันพรุ่งนี้เช้าได้ไหมคะ?"
กู้เป่ยเสวียน เงียบไปครู่หนึ่ง "คุณย่าอยากพบเรา บอกว่ามีเรื่องสำคัญ"