คิดไปเองฝ่ายเดียว

บทที่ 35: คิดไปเองฝ่ายเดียว

จริงอยู่ที่เมื่อวานซูฮวาตบหน้าฉู่สั่วสั่วไปหนึ่งฉาด แต่ก็ตบแค่ข้างเดียว และก็ไม่ได้บวมขนาดนี้ด้วย

เห็นได้ชัดว่ามีคนมาซ้ำเติม

ซูฮวาหาเบอร์ของกู้หนานอินแล้วโทรออกทันที “หนานอิน หน้าของฉู่สั่วสั่วไปโดนอะไรมาเหรอ”

กู้หนานอินถึงกับหลุดหัวเราะออกมาดังลั่น หลังจากหัวเราะอยู่พักใหญ่จึงหยุดแล้วเล่าว่า “เมื่อคืนหล่อนไปดื่มเหล้าที่บาร์จนถึงเที่ยงคืน ขากลับบ้านก็ถูกคนดักกลางทาง ลากลงจากรถแล้วทุบจนสลบ หน้าเลยบวมเป็นหัวหมูอย่างที่เห็นนั่นแหละ บอดี้การ์ดที่พามาด้วยก็โดนทุบจนสลบเหมือนกัน ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวจริงๆ ขอฉันหัวเราะอีกหน่อยเถอะ ฮ่าๆๆ”

ซูฮวารอจนเธอหัวเราะเสร็จแล้วจึงถาม “แจ้งความหรือยัง”

“แจ้งแล้ว ตำรวจไปดูกล้องวงจรปิด แต่ปรากฏว่ากล้องตรงนั้นเสียพอดี เลยปิดคดีไม่ได้”

ซูฮวาลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

ไม่ว่าใครจะเป็นคนทำร้ายฉู่สั่วสั่วก็ตาม ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร

เธอเงียบไปครู่หนึ่งแล้วถาม “แล้วนี่เธอไปเยี่ยมหล่อนมาเหรอ”

ที่จริงแล้วเธออยากจะถามว่า กู้เป่ยเสวียนไปเยี่ยมหรือเปล่า มากกว่า

แต่บางเรื่องมันก็เป็นไปโดยสัญชาตญาณ ควบคุมไม่ได้จริงๆ

กู้หนานอินราวกับอ่านใจเธอออก “พี่สะใภ้ไม่ต้องห่วงค่ะ พี่ชายฉันไม่ได้ไป เมื่อวานตอนบ่ายเขามีธุระด่วนเลยต้องบินไปต่างประเทศแล้ว ฉันไปกับพ่อมาต่างหาก ฉู่สั่วสั่วร้องไห้ฟูมฟายจะเป็นจะตาย สมน้ำหน้า!”

หลังจากคุยกับกู้หนานอินต่ออีกครู่หนึ่ง ซูฮวาก็วางสาย

เมื่อล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้ว เธอก็เดินออกมาที่ห้องนั่งเล่น

อาหารเช้าถูกจัดวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ส่วนซูเพ่ยหลันคงจะไปโรงพยาบาลแล้ว

ทะเบียนบ้านถูกวางไว้ข้างๆ จานอาหารเช้า บนนั้นมีกระดาษโน้ตวางทับอยู่

ซูฮวาหยิบขึ้นมาอ่าน ข้อความในนั้นเขียนว่า: ลูกสาวแม่ แม่หาทะเบียนบ้านให้แล้วนะ ขอให้มีความสุขกับการหย่า! หย่าเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งหลุดพ้นจากความทุกข์เร็วเท่านั้น! อีกไม่กี่วันแม่จะจัดนัดบอดให้! วันละสองรอบ เช้ารอบ เย็นรอบ! ให้มันอกแตกตายไปเลย ทั้งกู้เป่ยเสวียน ทั้งไอ้แก่สารเลวกู้เอ้าถิง!

ซูฮวาหลุดหัวเราะพรืดออกมา แต่ยิ่งหัวเราะก็ยิ่งรู้สึกเศร้า

เธอรู้สึกว่าหลังจากหย่าแล้ว เธออาจจะต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเปิดใจรับผู้ชายคนอื่นได้

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ซูฮวาก็นำทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนใส่กระเป๋า วันนี้เธอมีนัดจะไปหย่ากับกู้เป่ยเสวียน

ทันใดนั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นสายจากกู้เป่ยเสวียน

น้ำเสียงของเขาฟังดูห่างไกล “เมื่อวานตอนบ่ายเกิดเรื่องที่สาขาต่างประเทศนิดหน่อย ผมเลยต้องรีบมาจัดการ เรื่องหย่ารอผมกลับไปก่อนค่อยว่ากันนะ”

ซูฮวาถอนหายใจอย่างโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง แต่ไม่นานความกังวลก็กลับมาอีกครั้ง “คุณต้องไปนานแค่ไหนถึงจะกลับคะ”

“อย่างน้อยก็หนึ่งอาทิตย์ อย่างมากก็ครึ่งเดือน”

ซูฮวาชะงักไปเล็กน้อย “ถ้างั้นรอคุณกลับมาก่อนก็ได้ค่ะ”

“ได้”

ขณะที่กำลังจะวางสาย ซูฮวาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “เมื่อคืนฉู่สั่วสั่วถูกคนลอบทำร้าย ไม่ใช่ฝีมือคนของฉันนะคะ”

น้ำเสียงของกู้เป่ยเสวียนราบเรียบ “ผมรู้”

ซูฮวาประหลาดใจเล็กน้อย “คุณรู้เหรอคะ”

“อืม น่าจะเป็นคนเดียวกับที่ทำร้ายเธอคราวก่อน”

“ใครคะ”

“อาเหยา”

เพียงสองพยางค์สั้นๆ แต่มันกลับทิ่มแทงเข้ากลางใจของซูฮวา

อารมณ์ของเธอพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที เธอตะโกนออกไปแทบจะโดยสัญชาตญาณ “ไม่ใช่เขา!”

น้ำเสียงที่เคยอ่อนโยนกลับแหลมสูงจนแม้แต่ตัวเองยังรู้สึกแปลกใจ

หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง เธอก็ปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง “ไม่ใช่เขาหรอกค่ะ เขาเสียชีวิตไปนานแล้ว ตายในเหตุการณ์ไฟไหม้ คราวก่อนที่บ้านคุณตา ฉันเคยพาคุณไปดูหลุมศพของเขาแล้ว คุณจำไม่ได้เหรอคะ”

กู้เป่ยเสวียนไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ครางรับในลำคอเบาๆ

ซูฮวารู้สึกว่าเขายังคงไม่เชื่อคำพูดของเธอ ที่ตอบรับเช่นนั้นก็เป็นเพียงการปัดๆ ไปเพื่อให้เธอหยุดพูด

แต่เธอเองก็ไม่อยากจะเถียงอะไรอีก จึงสงบสติอารมณ์แล้วกล่าว “รอคุณกลับมาแล้วค่อยโทรหาฉันแล้วกันนะคะ”

“ได้”

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา

หญิงสาวคนหนึ่งชื่อเสิ่นเยวียนมาหาเธอถึงที่ ทันทีที่เข้ามาในบ้านก็เอ่ยทักทาย “สวัสดีค่ะรุ่นพี่ ฉันชื่อเสิ่นเยวียนนะคะ เป็นน้องสาวของพี่เสิ่นหวยค่ะ”

ซูฮวาได้รับโทรศัพท์จากเสิ่นหวยล่วงหน้าแล้ว จึงเชิญเธอเข้ามาในบ้าน

ให้เธอนั่งลง แล้วรินชาให้หนึ่งถ้วย

เสิ่นเยวียนแนะนำตัวเอง “ฉันก็เรียนคณะโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยจิงตูเหมือนกันค่ะ แต่เรียนได้แค่ครึ่งปีก็ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนด้านโบราณคดีระหว่างประเทศที่ต่างประเทศ เพิ่งเรียนจบปีนี้ ตอนนี้ทำงานอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เทศบาล ได้ยินชื่อเสียงของรุ่นพี่มานานแล้วค่ะ ตอนนั้นรุ่นพี่เป็นถึงดาวเด่นของมหาวิทยาลัยเลยนะคะ”

ซูฮวายิ้ม “ไม่ต้องเรียกรุ่นพี่ก็ได้ค่ะ... พอดีฉันได้เข้าเรียนเร็วกว่าเกณฑ์นิดหน่อย เพราะตอนประถมเคยสอบข้ามชั้นน่ะค่ะ ถึงจะเรียนจบเร็วกว่า แต่จริงๆ แล้วฉันอาจจะอายุน้อยกว่าคุณก็ได้”

เมื่อเทียบอายุกันดู ปรากฏว่าทั้งสองเกิดวันเดือนปีเดียวกันเป๊ะ

ซูฮวาเกิดหลังเสิ่นเยวียนเพียงไม่กี่ชั่วโมง

การมาครั้งนี้ของเสิ่นเยวียน คือมาในฐานะตัวแทนของพิพิธภัณฑ์ เพื่อเชิญซูฮวาเข้าร่วมโครงการบูรณะภาพวาดโบราณชิ้นหนึ่ง

เมื่อซูฮวาตามเธอไปยังพิพิธภัณฑ์เทศบาล จึงได้รู้ว่าภาพที่จะต้องบูรณะนั้นคือภาพวาดชีวิตสันโดษของหวังเหมิง หนึ่งใน “สี่จอมปราชญ์แห่งราชวงศ์หยวน”

ภาพวาดนี้คือภาพเดียวกันกับที่ชายร่างสูงผอมและชายหัวล้านลักพาตัวเธอไปเพื่อให้บูรณะเมื่อสองสามเดือนก่อน

ตอนนั้นเธอเพิ่งจะลอกภาพเสร็จ ยังไม่ทันได้เริ่มซ่อมแซม ตำรวจก็บุกเข้าจับกุมเสียก่อน

ซูฮวาจึงสงสัย “ทำไมภาพนี้ถึงยังไม่ได้รับการบูรณะจนถึงป่านนี้ล่ะคะ”

เสิ่นเยวียนถอนหายใจ “ตามขั้นตอนแล้ว ของกลางจะต้องถูกส่งไปที่คลังหลวงก่อน แล้วทางนั้นถึงจะจัดสรรมาให้พิพิธภัณฑ์ของเราค่ะ พอของมาถึง เราจะต้องให้ทีมผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบและศึกษาก่อน จากนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านการบูรณะถึงจะเริ่มวางแผนการซ่อมแซมได้ ซึ่งแค่ขั้นตอนพวกนี้ก็ใช้เวลาสองสามเดือนแล้ว ที่เราเชิญคุณมาในครั้งนี้ ก็เพราะอยากให้คุณเข้ามาร่วมทีมบูรณะกับผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ ในฐานะที่คุณเป็นคนคัดลอกภาพนี้ด้วยตัวเอง และอีกอย่าง... นี่ก็เป็นความต้องการของพี่ชายฉันด้วยค่ะ”

ซูฮวาเข้าใจในทันที ที่เสิ่นหวยทำเช่นนี้ก็เพราะหวังดีต่อเธอ

ฝีมือในวงการเอกชนนั้น ต่อให้เก่งกาจแค่ไหน ก็ยังคงดูเหมือนเป็นวิชานอกรีตอยู่ดี

แต่ถ้าเป็นงานของทางการ ก็จะดูเป็นทางการและน่าเชื่อถือกว่า

การที่เขาให้เธอมีส่วนร่วมในการบูรณะครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการยกระดับโปรไฟล์ให้เธอ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ค่อยต้องการมันเท่าไหร่ก็ตาม

เมื่อมาถึงแผนกอนุรักษ์โบราณวัตถุ

ทันทีที่ซูฮวาก้าวเข้าไปในห้องบูรณะ ก็เห็นผู้เชี่ยวชาญนั่งกันอยู่เต็มห้อง

คนที่อายุน้อยที่สุดในที่นั้นก็คงจะสี่สิบห้าสิบปีขึ้นไปแล้ว ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยผมขาวโพลน ทั้งหมดล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ถูกเชิญมาจากทั่วประเทศ

ซูฮวาคือคนที่อายุน้อยที่สุด

แต่เพราะเธอเป็นหลานสาวของคุณตาสุเหวินม่าย และมีชื่อเสียงในวงการอยู่พอสมควร จึงไม่มีใครกล้าดูแคลนเธอ

หลังจากที่ได้พูดคุยหารือเกี่ยวกับแผนการบูรณะกับผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นตลอดช่วงเช้า

พอถึงเวลาอาหารกลางวัน ซูฮวาก็ไม่ค่อยอยากจะร่วมโต๊ะกับบรรดาผู้สูงวัยในห้องนั้น เธอจึงปลีกตัวออกมา

เมื่อออกมาข้างนอก ก็เห็นเสิ่นเยวียนยืนรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว เธอยิ้มแล้วกล่าวว่า “ผู้อำนวยการของเราให้ฉันมาดูแลคุณเป็นพิเศษค่ะ”

ทั้งสองคนเรียนจบโบราณคดีมาเหมือนกัน จึงมีเรื่องให้คุยกันถูกคอ แถมอายุยังไล่เลี่ยกันอีก ไม่นานก็สนิทสนมกัน

แน่นอนว่าเหตุผลหลักก็คือเสิ่นเยวียนเป็นคนร่าเริงและเข้ากับคนง่าย

ขณะที่เดินอยู่ ซูฮวาก็ได้รับข้อความวีแชทจากเสิ่นหวย เขาถามถึงสถานการณ์ของวันนี้

ซูฮวาจึงเดินไปพลางตอบข้อความไปพลาง

ทันใดนั้น ดวงตาของเสิ่นเยวียนก็เป็นประกายขึ้นมา เธอเอามือปิดปากแล้วอุทาน “ว้าว หล่อมาก! ผอ.กำลังเดินมากับใครอะ... โห โคตรหล่อ! ตายแล้ว... เขาเดินมาทางนี้! พระเจ้าช่วย หล่ออะไรเบอร์นี้ ใจบางไปหมดแล้ว!”

เธอลูบหน้าตัวเองอย่างลนลาน จัดผมเผ้า แล้วก็จัดเสื้อผ้าอีกที ก่อนจะเอาข้อศอกกระทุ้งซูฮวา “เร็วเข้า ปากฉันซีดไหม ผมกับเสื้อผ้าโอเคหรือเปล่า”

ซูฮวาที่กำลังก้มหน้าตอบข้อความอยู่ ได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาเหลือบมองเธอแล้วตอบ “ก็โอเคนะ”

เสิ่นเยวียนหน้าแดง “ผู้ชายหล่อคนนั้นมองมาทางฉันด้วย แถมยังยิ้มให้ฉันอีก เธอว่าเขาต้องสนใจฉันแน่ๆ เลยใช่ไหม”

ซูฮวาจึงมองตามสายตาของเธอไป

ผู้ชายคนนั้นหล่อจริงๆ

หนุ่มหล่อ รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาด โครงหน้าดูดีมีระดับ ดวงหน้าคมคายราวกับรูปสลัก

เขาสวมชุดสูทสีเข้ม ดูภูมิฐานและสง่างาม

แต่ผู้ชายหล่อคนนี้คือสามีที่เธอกำลังจะหย่าด้วย กู้เป่ยเสวียน

สายตาของเขามองมาที่เธออย่างชัดเจน ไม่ใช่เสิ่นเยวียน

ผู้หญิงเราคงจะชอบคิดไปเองฝ่ายเดียวสินะ ซูฮวาคิด

เมื่อสบตากัน กู้เป่ยเสวียนก็ยิ้มและพยักหน้าให้เธอเล็กน้อย เขาคุยกับผู้อำนวยการสองสามคำแล้วก็ก้าวยาวๆ มาทางพวกเธอ

เสิ่นเยวียนหยุดกึกทันที เอามือเช็ดกับเสื้อผ้าตัวเองอย่างแรงหลายครั้ง

ซูฮวาก็หยุดเดินเช่นกัน เธอมองเสิ่นเยวียนอย่างสงสัย “ทำไมไม่เดินต่อล่ะ”

เสิ่นเยวียนตาค้าง จ้องมองกู้เป่ยเสวียนไม่วางตา ตอนนี้เธอตื่นเต้นจนไม่มีสติจะตอบคำถามของซูฮวาแล้ว

เมื่อกู้เป่ยเสวียนเดินมาถึงตรงหน้า

เสิ่นเยวียนก็รีบยื่นมือออกไปก่อนแล้วกล่าวอย่างกระตือรือร้น “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเสิ่นเยวียน เยวียนที่แปลว่านกเหยี่ยว ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรคะ”

กู้เป่ยเสวียนไม่ได้ยื่นมือไปจับด้วย เขาเพียงปรายตามองเธออย่างเย็นชาแล้วกล่าว “ผมมาหาซูฮวา”

เสิ่นเยวียนรีบควงแขนซูฮวาแล้วยิ้มหวาน “เธอเป็นเพื่อนรักของฉันเองค่ะ เราสองคนเกิดวันเดือนปีเดียวกันเลยนะคะ คุณมาหาเธอก็เหมือนมาหาฉันนั่นแหละค่ะ”

ซูฮวาถึงกับไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

ไม่คิดว่าเสิ่นเยวียนจะเป็นคนตลกขนาดนี้

เห็นได้ชัดว่ากู้เป่ยเสวียนไม่มีความอดทนจะมาต่อล้อต่อเถียงกับเธอ เขาจึงยกมือขึ้นโอบไหล่ซูฮวาแล้วดึงเธอเข้ามาในอ้อมกอด “กลางวันนี้ไปทานข้าวด้วยกันนะ”

“ค่ะ” ซูฮวารับคำ

เสิ่นเยวียนถึงกับตาค้าง “ซูฮวา เธอรู้จักกับสุดหล่อคนนี้ด้วยเหรอ เขาเป็นอะไรกับเธอ แล้วทำไมเขาต้องโอบเธอด้วย”

ซูฮวายิ้มละไม “ก็รู้จักกันน่ะ ความสัมพันธ์ก็ค่อนข้างจะใกล้ชิด”

สามีภรรยา...ใกล้ชิดที่สุดและห่างเหินที่สุด ยามใกล้ชิดก็สนิทแนบแน่น ยามห่างเหินก็ราวกับคนแปลกหน้า

เมื่อได้ยินว่าความสัมพันธ์ค่อนข้างใกล้ชิด เสิ่นเยวียนก็คิดว่าทั้งสองเป็นญาติกัน ดวงตาของเธอก็เริ่มเป็นประกายอีกครั้ง กำลังจะเอ่ยปากพูด

แต่ความอดทนของกู้เป่ยเสวียนก็หมดลงแล้ว เขาโอบซูฮวาแล้วเดินเชิดหน้าจากไปทันที

ทิ้งให้เสิ่นเยวียนยืนงงอยู่ตรงนั้น



ตอนก่อน

จบบทที่ คิดไปเองฝ่ายเดียว

ตอนถัดไป