บทที่ 18 สุขคนเดียวไม่เท่าสุขด้วยกัน
เมื่อมองดู ‘กฎหมายคุ้มครองแรงงาน’ ที่เพิ่งออกมา ฟรานซ์ก็เผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ เขารู้ว่าจากนี้ไปความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นสูงกับชนชั้นนายทุนจะไม่มีทางประนีประนอมกันได้อีกต่อไป
แม้แต่ระบบการทำงานแปดชั่วโมงก็ยังถูกเสนอขึ้นมา แสดงให้เห็นว่าขุนนางถูกนายทุนยั่วโมโหจนถึงขีดสุด จึงได้ตัดรากถอนโคนพวกเขาโดยตรง
จากนี้ไป ชนชั้นกรรมกรของออสเตรียและชนชั้นนายทุนก็จะแยกทางกัน รัฐบาลได้ให้สิ่งที่พวกเขาต้องการผ่านทางกฎหมายแล้ว อุปสรรคเพียงอย่างเดียวก็คือนายทุน
ในเวลานี้ ชนชั้นนายทุนยังจะกล้าใช้ขบวนการกรรมกรเพื่อชิงอำนาจอีกหรือ?
เห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้ ศัตรูของขบวนการกรรมกรในตอนนี้ไม่ใช่รัฐบาลอีกต่อไป แต่เป็นชนชั้นนายทุน
ในอนาคตอันใกล้นี้ พวกนายทุนจะต้องต่อสู้กับชนชั้นกรรมกรไปอีกนาน จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยอมถอย
“ไทเรน นำเนื้อหาของ ‘กฎหมายคุ้มครองแรงงาน’ ของเราไปเผยแพร่ให้เร็วที่สุด อย่าลืมส่งไปให้องค์กรสหภาพแรงงานที่ปารีสด้วย!” ฟรานซ์สั่ง
นี่คือยุคที่ดีที่สุด และก็เป็นยุคที่เลวร้ายที่สุด ปี 1847 ประเทศที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมสำเร็จแล้วทั่วโลกมีเพียงประเทศเดียวคือบริเตนใหญ่
มหาอำนาจยุโรปที่เหลือล้วนกำลังไล่ตาม การปฏิวัติอุตสาหกรรมของฝรั่งเศสกำลังดำเนินอยู่ และจะสำเร็จในทศวรรษที่ 1860
การปฏิวัติอุตสาหกรรมในภูมิภาคเยอรมันเพิ่งจะเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นปรัสเซียหรือออสเตรีย ทุกคนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
การเพิ่มต้นทุนแรงงาน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าลดลง?
นี่ไม่ใช่ปัญหาเลย ปัญหาใหญ่ที่สุดของออสเตรียคือการขาดแคลนตลาด ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรหรือชาวนา ทุกคนล้วนยากจนข้นแค้น จะเอาอะไรมาซื้อสินค้า?
ก่อนที่จะสร้างตลาดขึ้นมาได้ สินค้าที่ผลิตออกมาจะขายให้ใคร?
ส่งออกหรือ?
ไม่ใช่ว่าฟรานซ์ดูถูกอุตสาหกรรมของออสเตรีย สินค้าอุตสาหกรรมในยุคนี้ยังคงเป็นของอังกฤษที่ดีที่สุด สินค้าหลักของออสเตรียยังคงเป็นธัญพืช
ดังนั้นจึงควรสร้างตลาดอย่างใจเย็นก่อน แล้วจึงค่อยๆ พัฒนาอุตสาหกรรมต่อไป
แต่สุขคนเดียวไม่เท่าสุขด้วยกัน คนที่ไม่เห็นแก่ตัวอย่างฟรานซ์ย่อมต้องคำนึงถึงประชาชนทั่วโลก ชีวิตของทุกคนล้วนไม่ง่าย ต้องรีบปรับปรุงใช่หรือไม่?
ในด้านนี้เขาเชื่อว่าจุดยืนการปฏิวัติของประชาชนชาวฝรั่งเศสนั้นมั่นคง จะต้องทำงานนี้ให้สำเร็จอย่างแน่นอน มีแต่ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของชนชั้นกรรมกรแล้ว โลกนี้จึงจะสวยงามยิ่งขึ้น
ฟรานซ์ยังไม่รู้ว่า ในหนังสือประวัติศาสตร์ในอนาคต การที่รัฐบาลออสเตรียเสนอระบบการทำงานแปดชั่วโมง ได้กลายเป็นชนวนของการปฏิวัติครั้งใหญ่ในยุโรป
การปฏิวัติเดือนมีนาคมที่เวียนนา ซึ่งเดิมได้รับการประเมินจากนักประวัติศาสตร์อย่างสูง ภายใต้ผลกระทบจากปีกผีเสื้อของเขา ได้กลายเป็นกบฏที่ชนชั้นนายทุนก่อขึ้นเพราะไม่พอใจที่รัฐบาลออก ‘กฎหมายคุ้มครองแรงงาน’
เรื่องหลังนี้ฟรานซ์เป็นผู้ตัดสินเอง เมื่อต้องโจมตีศัตรู เขาไม่เคยอ่อนข้อ
เรื่องในอนาคตไม่ต้องพูดถึง ตอนนี้เวียนนาได้เดือดพล่านแล้ว หนังสือพิมพ์ได้ตีพิมพ์ ‘กฎหมายคุ้มครองแรงงาน’ ฉบับเต็มด้วยความเร็วสูงสุด
นักเขียนและปัญญาชนนับไม่ถ้วนกำลังเขียนบทความอย่างแข็งขัน บ้างก็ชื่นชม บ้างก็วิจารณ์ แต่ทุกคนก็กระตือรือร้น
ฝ่ายปฏิรูปเริ่มแตกแยก ฝ่ายหนึ่งเฉลิมฉลอง การปฏิรูปของออสเตรียในที่สุดก็ได้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม หลายคนวิเคราะห์อย่างมองโลกในแง่ดีว่า ไม่นานหลังจาก ‘กฎหมายคุ้มครองแรงงาน’ รัฐบาลก็จะปฏิรูปให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน
อีกฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มผลประโยชน์ของนายทุน พวกเขาใช้ภาษาที่รุนแรงที่สุดโจมตีรัฐบาลว่าทำลายระบบเสรีภาพ พวกเขาเชื่อว่าในประเทศเสรี ปัญหาเหล่านี้ควรปล่อยให้ตลาดตัดสิน
ในประเด็นนี้ ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันอย่างหนัก นายทุนที่ไม่ยอมให้ผลประโยชน์เสียหายได้เริ่มวางแผนอย่างลับๆ กระแสใต้น้ำจากเวียนนาได้แพร่กระจายไปทั่วออสเตรีย
กรรมกรในเวียนนาในตอนแรกไม่เชื่อ ต่อมาก็ตกใจ และเมื่อยืนยันข่าวแล้ว ก็เริ่มเฉลิมฉลอง ราวกับกำลังบอกลาวันคืนที่ยากลำบาก
…
ปารีส
ในฐานะที่เป็นแหล่งกำเนิดของขบวนการปฏิวัติยุโรป ประชาชนชาวปารีสมีความเป็นนักปฏิวัติมากที่สุดมาโดยตลอด ทันทีที่ ‘กฎหมายคุ้มครองแรงงาน’ ที่รัฐบาลออสเตรียออกมาแพร่กระจายมาถึง ก็ทำให้เกิดความฮือฮาขึ้น
รัฐบาลออสเตรียที่ขึ้นชื่อเรื่องความอนุรักษ์นิยมยังรู้ที่จะออกกฎหมายคุ้มครองผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมกร ราชวงศ์ออร์เลอ็องกลับยังทำไม่ได้ รัฐบาลที่ชั่วร้ายเช่นนี้จะต้องถูกโค่นล้ม
แน่นอนว่าการก่อกบฏไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน องค์กรสหภาพแรงงานปารีสที่มีประสบการณ์การต่อสู้โชกโชนได้จัดการประชุมอย่างเข้มข้นในทันที
เมื่อเห็นรัฐบาลออสเตรียออกกฎหมายคุ้มครองสิทธิของกรรมกรโดยสมัครใจ และยังเสนอระบบการทำงานแปดชั่วโมงซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานที่ก้าวหน้า หลายคนก็มีความหวังต่อรัฐบาลปารีสเช่นกัน
เผื่อว่าขุนนางในรัฐบาลปารีสจะคิดได้กะทันหันล่ะ? ข้อเรียกร้องของพวกเขาไม่สูง เพียงแค่ลอกเลียน ‘กฎหมายคุ้มครองแรงงาน’ ของออสเตรียมาก็พอแล้ว
ตั้งแต่ปลายปี 1847 ปารีสก็ได้เริ่มการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เพื่อเรียกร้องสิทธิของตนเอง กรรมกรชาวปารีสหลายแสนคนได้เดินขบวนประท้วงบนท้องถนน
ในไม่ช้า กิจกรรมที่มีความหมายนี้ก็ได้แพร่กระจายจากปารีสไปทั่วฝรั่งเศส และแพร่กระจายไปทั่วทวีปยุโรปเหมือนไวรัส เมืองในยุโรปเกือบทุกแห่งล้วนเกิดการนัดหยุดงาน
‘ระบบการทำงานแปดชั่วโมง’ ได้กลายเป็นธงนำของขบวนการกรรมกรในยุคนี้ เนื่องจากเป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ภาพลักษณ์ของรัฐบาลออสเตรียในสายตาชาวโลกจึงเปลี่ยนแปลงไปมาก
นับตั้งแต่ปี 1817 ที่โรเบิร์ต โอเวน ชาวอังกฤษ เสนอ ‘ระบบการทำงานแปดชั่วโมง’ นี่เป็นครั้งแรกในโลกที่รัฐบาลออกกฎหมายบังคับใช้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นเกินกว่าที่รัฐบาลออสเตรียจะคาดคิด
นายกรัฐมนตรีเมทเทอร์นิชที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมมาโดยตลอด ได้กลายเป็นผู้นำของฝ่ายปฏิรูปอีกครั้ง ประชาชนชาวออสเตรียได้ให้การประเมินการปฏิรูปครั้งนี้ของเขาอย่างสูง
แต่ทั้งหมดนี้กลับไม่ใชสิ่งที่นายกรัฐมนตรีเมทเทอร์นิชต้องการ ภายนอกแล้ว เขาดูเหมือนจะเป็นผู้ชนะในการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำลายแผนการของคู่แข่งได้สำเร็จ แต่ยังผลักดันการปฏิรูปให้ก้าวไปอีกขั้น และได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
ในความเป็นจริง นายกรัฐมนตรีเมทเทอร์นิชมีแต่ความขมขื่น ภายใต้แรงกดดันของขุนนาง เขาจึงต้องออก ‘กฎหมายคุ้มครองแรงงาน’ และกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับชนชั้นนายทุนตั้งแต่นั้นมา
นายทุนนั้นน่ากลัวหรือไม่?
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทุกคนรู้คำตอบนี้ดี
การตอบโต้มาเร็วกว่าที่ทุกคนคาดคิด
วันที่ 24 พฤศจิกายน 1847 สามวันหลังจากที่ ‘กฎหมายคุ้มครองแรงงาน’ ออกมา พวกนายทุนก็ได้จัดการนัดหยุดงานอย่างเป็นระบบ โรงงานและร้านค้าในเวียนนาเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ปิดทำการในวันนั้น
ชนชั้นนายทุนยังได้ยื่นคำร้องต่อกษัตริย์ ขอให้ยกเลิก ‘กฎหมายคุ้มครองแรงงาน’ และปลดคณะรัฐมนตรีเมทเทอร์นิช
รัฐบาลออสเตรียกำลังประสบปัญหา พลังของชนชั้นนายทุนแข็งแกร่งกว่าที่ทุกคนคิด แม้แต่ขุนนางที่ไม่มีไหวพริบบางคนก็ถูกนายทุนยุยงให้เข้าร่วมการนัดหยุดงานด้วย
ถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรีเมทเทอร์นิชจะต้องพิสูจน์ตัวเองแล้ว หากไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ไม่นานเวียนนาก็จะวุ่นวาย