บทที่ 26 บันทึกการกอบกู้เพื่อนร่วมทีมตัวถ่วง

วันคืนอันแสนสาหัสผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากขัดเกลามานานกว่าครึ่งเดือน ในที่สุดเหล่านายทหารขุนนางกลุ่มนี้ก็ดูจะมีกลิ่นอายของความเป็นทหารขึ้นมาบ้าง
ในเวลานี้ เนื้อหาการฝึกก็เปลี่ยนไปเช่นกัน นอกจากกาฝึกสมรรถภาพทางกายล้วนๆ แล้ว ยังมีวิชาการบังคับบัญชาการทหารอีกด้วย
การเรียนรู้ในครั้งนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก กรณีศึกษาที่นำมาอธิบายล้วนเป็นการรบในตรอกซอกซอย ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟรานซ์คัดเลือกมาอย่างดี เหตุผลก็คือเขาสนใจนั่นเอง
ทุกคนล้วนมีพื้นฐานทางการทหาร การฟังบรรยายเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อเทียบกับการฝึกสมรรถภาพทางกายก่อนหน้านี้ หลายคนแสดงท่าทีสนใจใคร่รู้เป็นอย่างมาก
นี่สิจึงจะเป็นจุดแข็งของเรา การฝึกเราเหมือนพลทหารธรรมดามันจะได้อย่างไรกัน?
อัลเบรชท์กล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชา “เอาล่ะ ฉันพูดจบแล้ว! พวกเจ้าแบ่งกลุ่มตามหมู่ของตน สมมติว่าศัตรูกำลังบุกโจมตีกรุงเวียนนา ให้วางแผนป้องกันที่สอดคล้องกัน
หรือสมมติว่าศัตรูยึดกรุงเวียนนาได้แล้ว และเรากำลังตีโต้กลับ ให้วางแผนการรบที่สอดคล้องกัน
มีเวลาให้สามวัน ฉันจะให้คะแนนพวกเจ้า คนที่สอบไม่ผ่าน ก็จะพิสูจน์ได้ว่าความสามารถในการบังคับบัญชาการทหารของพวกเจ้ายังไม่ถึงเกณฑ์ เป็นได้แค่คนบ้าพลัง ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปฝึกสมรรถภาพทางกายต่อซะ!”
ความหนาวเย็นยะเยือกแผ่ซ่านลงมาจากเบื้องบน หลายคนทำหน้าเหมือนกินบ๊วยดอง ได้แต่หันไปมองเพื่อนร่วมทีมด้วยสายตาคาดหวัง
‘ความสามารถในการบังคับบัญชาการทหารไม่ถึงเกณฑ์ เป็นได้แค่คนบ้าพลัง’ หากต้องถูกประทับตราด้วยคำวิจารณ์นี้ ชีวิตราชการทหารจบสิ้นก็เป็นเรื่องเล็ก แต่ที่สำคัญคือทุกคนยังต้องรักษาหน้าตาของตัวเองอยู่?
ทุกคนยังเป็นหนุ่มสาว ใครจะยอมรับว่าตัวเองเป็นคนบ้าพลังที่ไม่ใช้สมอง?
ไม่มีใครสงสัยว่าอัลเบรชท์จะไม่กล้าทำ เพราะตระกูลของเขามีธรรมเนียมปฏิบัติกันมา
ในอดีตสมัยที่อาร์ชดยุกคาร์ลทำการปฏิรูปการทหาร ก็เคยทำเรื่องแบบเดียวกันนี้มาแล้ว คือเปลี่ยนกลุ่มขุนนางที่เขาเห็นว่าไม่เหมาะที่จะเป็นนายทหารให้กลายเป็นพลทหารธรรมดา บีบให้พวกเขาต้องลาออกไปเอง
นายทหารขุนนางที่ต้องลาออกเหล่านั้น เรียกได้ว่า อนาคตดับวูบ อย่างแท้จริง!
ในวงสังคมขุนนาง ทุกวันนี้ยังมีตำนานของพวกเขาเล่าขานกันอยู่ ได้รับการขนานนามว่าเป็นความอัปยศของขุนนางออสเตรีย
ขุนนางในดินแดนเยอรมันยังคงรักษาธรรมเนียมการเข้ารับราชการทหารไว้ ทุกคนถูกเลี้ยงดูให้เป็นนายทหารมาตั้งแต่เด็ก หลังจากได้ยินได้ฟังมาสิบกว่าปี ต่อให้เป็นหมู ก็ยังเป็นหมูที่มีความรู้!
กล่าวโดยสรุป ในยุคนี้ขุนนางออสเตรียยังไม่เสื่อมทรามลงไปโดยสิ้นเชิง ทุกคนยังคงมีเกียรติยศ
แม้กระทั่งในสงครามออสเตรีย-ปรัสเซีย พลังรบที่กองทัพออสเตรียแสดงออกมาก็ยังอยู่ในระดับแนวหน้าของยุโรป
แน่นอนว่ากองกำลังป้องกันเมืองอาจจะเป็นข้อยกเว้น บางทีที่นี่อาจจะเป็นตัวแทนขีดจำกัดล่างสุดของกองทัพออสเตรีย ความเจริญรุ่งเรืองของเวียนนาได้กัดกร่อนจิตวิญญาณของเหล่านายทหารไป
ปัญหานี้ ใครจะสามารถอธิบายให้ชัดเจนได้? ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกอบกู้เด็กหนุ่มผู้หลงผิดแปดร้อยคนนี้ ดึงพวกเขากลับมาจากขอบเหวแห่งความเสื่อมทราม แล้วการปฏิวัติเดือนมีนาคมในเวียนนาก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

“เป็นอย่างไรบ้างอัลเบรชท์ ในกลุ่มคนพวกนี้มีคนที่มีแววดีๆ บ้างหรือไม่?” ฟรานซ์ถาม
“เกรงว่าจะต้องทำให้ท่านผิดหวังแล้ว ระดับของคนพวกนี้พูดได้แค่ว่าพอใช้ได้ พวกเขายังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมาก รอให้พวกเขาเรียนรู้ความรู้เหล่านี้จนครบก่อนแล้วค่อยว่ากัน!” อัลเบรชท์ส่ายหน้าแล้วกล่าว
“แล้วถ้าให้เป็นนายทหารระดับกองร้อยหรือกองหมวดล่ะ? คือตอนนี้เลย หากเราส่งพวกเขาลงไปในหน่วยทหาร บังคับบัญชากองร้อยหรือกองหมวด จะสามารถแสดงพลังรบออกมาได้สักกี่ส่วน?” ฟรานซ์ถามด้วยความห่วงใย
“ท่านคาดหวังกับพวกเขาต่ำจริงๆ ตอนนี้คนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้บังคับบัญชาการแนวหน้า หากจะฝืนใช้งานจริงๆ คงจะดึงพลังรบของหน่วยออกมาได้ประมาณหกถึงเจ็ดส่วน” อัลเบรชท์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว
เมื่อได้คำตอบนี้ ฟรานซ์ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก มีพลังรบขนาดนี้ ก็พอจะรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้แล้ว
“ถ้าอย่างนั้นก็เสริมให้พวกเขาอีกสักหน่อยเถอะ ไม่ว่าความสามารถจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยคนพวกนี้ก็ภักดีและมีความกระตือรือร้น ท่านไม่ต้องกังวลว่าพวกเขาจะหนีทัพ!” ฟรานซ์กล่าวด้วยรอยยิ้ม
ไม่เสียแรงที่เขามาด้วยตัวเอง มีกองกำลังป้องกันเมืองบวกกับกองกำลังรักษาพระองค์อยู่ในมือ โดยพื้นฐานแล้วสถานการณ์ก็ถือว่าควบคุมได้แล้ว
“นั่นก็ใช่ อย่างน้อยพวกเขาก็ยังดีกว่าพวกเฒ่าหัวงูในกองกำลังป้องกันเมือง แต่ฟรานซ์ มันจะมีประโยชน์อะไร ตอนนี้ก็ไม่ได้มีสงคราม? หรือว่าท่านจะใช้พวกเขามาแทนที่พวกเฒ่าหัวงูเหล่านั้น?” อัลเบรชท์ถามด้วยความสงสัย
“การปลดนายทหารจำนวนมากในคราวเดียวจะส่งผลกระทบใหญ่หลวงเกินไป เราสามารถใช้ชื่อของการฝึกฝน จัดให้พวกเขาไปดำรงตำแหน่งรองในหน่วยต่างๆ
จากนั้นก็จัดการเดินสวนสนามติดอาวุธขึ้นมาครั้งหนึ่ง ให้พวกเขาเป็นผู้บังคับบัญชา ดูผลลัพธ์ก่อนแล้วค่อยว่ากัน!” ฟรานซ์โกหกหน้าตาย
ขณะที่พูดประโยคนี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เชื่อ ลงทุนลงแรงไปมากมายขนาดนี้ ก็เพื่อให้คนเหล่านี้มาแทนที่พวกเหลือบไรในกองกำลังป้องกันเมืองอย่างนั้นหรือ?
โชคดีที่นี่คือทวีปยุโรป หากเป็นโลกตะวันออก รัชทายาทคนไหนกล้าทำเช่นนี้ ปฏิกิริยาแรกของผู้คนก็คือ ไม่ดีแล้ว รัชทายาทจะก่อกบฏ!
ฟรานซ์ไม่พูด อัลเบรชท์ก็ขี้เกียจที่จะซักไซ้ต่อ ยังไงซะนี่ก็เป็นคำสั่งที่เฟอร์ดินานด์ที่ 1 ประทานให้เขาโดยตรง ตอนนี้ฟรานซ์เป็นผู้ดูแลกองกำลังป้องกันเมือง
เรื่องการก่อกบฏ ไม่ต้องคิดเลย ในยุโรปการทำเช่นนี้ไม่มีทางสำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น ฟรานซ์ไม่ต้องทำอะไรเลย รออีกสองสามปีก็ได้สำเร็จราชการแล้ว
สถานการณ์ของเฟอร์ดินานด์ที่ 1 ทุกคนรู้ดี เป็นไปไม่ได้ที่จะมีทายาท เพียงแค่รอจนถึงวัยอันควร เขาก็จะใช้อำนาจของจักรพรรดิในฐานะรัชทายาท ซึ่งมีอำนาจมากกว่าสภาผู้สำเร็จราชการในปัจจุบันเสียอีก
หากอยากเป็นจักรพรรดิ ก็สามารถรอให้ลุงของพระองค์สวรรคตได้! ฟรานซ์ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเสี่ยง?
มิฉะนั้นแล้ว อัลเบรชท์คงขี้เกียจที่จะมาวุ่นวายกับเขา? นายทหารขุนนางกลุ่มนี้ ก็คงไม่ให้ความร่วมมือกับเขาขนาดนี้!
“เอาล่ะ ตามใจท่านเลย ยังไงซะตราบใดที่ไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย ฉันก็จะให้ความร่วมมือกับท่าน!” อัลเบรชท์กล่าวอย่างจนใจ
ในสายตาของอัลเบรชท์ ฟรานซ์กำลังทำตามใจตัวเองในวัยหนุ่ม อยากจะสร้างผลงานขึ้นมา
เขาก็เคยผ่านช่วงวัยนี้มาแล้ว รู้ดีว่าการคัดค้านไม่มีประโยชน์ ยิ่งคุณห้ามไม่ให้เขาทำ เขาก็ยิ่งจะทำ
จากสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่ฟรานซ์ทำล้วนยังอยู่ในขอบเขตของกฎเกณฑ์ ไม่ได้ทำอะไรนอกลู่นอกทาง
ในเบื้องหน้า ฟรานซ์เตรียมที่จะใช้นายทหารขุนนางหนุ่มมาแทนนายทหารขุนนางที่เสื่อมทรามไปแล้ว เรื่องนี้จะไม่ทำให้ชนชั้นขุนนางต่อต้านอย่างรุนแรง
ในสายตาของทุกคน เรื่องนี้ไม่ได้ถือว่านอกคอก ยังไงซะเนื้อก็เน่าอยู่ในหม้อ ขุนนางเหล่านี้ก็ต้องอาศัยตำแหน่งในกองทัพเพื่อเลี้ยงปากท้อง
บางทีไล่นายทหารขุนนางคนหนึ่งกลับบ้าน คนที่มาแทนที่ก็อาจจะเป็นลูกชายของเขาเอง หรือพี่น้อง หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นญาติห่างๆ
หากเขาเลื่อนตำแหน่งนายทหารสามัญชน อัลเบรชท์คงจะไม่พูดจาดีเช่นนี้ จุดยืนทางชนชั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจละทิ้งได้
หากฟรานซ์รู้ความคิดของเขา คงจะบอกว่าเขาคิดมากไปแล้ว ในยุคนี้การเลื่อนตำแหน่งนายทหารสามัญชน ไม่ใช่เรื่องตลกหรอกหรือ?
ไม่นับปัจจัยภายนอกอื่นๆ แค่ดูความรู้ความสามารถทางการทหาร ทั้งสองฝ่ายก็อยู่คนละระดับกันแล้ว
เว้นเสียแต่จะเป็นอัจฉริยะฟ้าประทาน มิฉะนั้นแล้ว การจะฝึกฝนพลทหารที่ไม่รู้หนังสือสักตัวให้กลายเป็นนายทหารที่ได้มาตรฐาน ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 26 บันทึกการกอบกู้เพื่อนร่วมทีมตัวถ่วง

ตอนถัดไป