ไม่ต้องไปไหนแล้ว ทำตรงนี้ก็ได้

“ได้ยินว่าเด็กวัยนี้รับมือยากที่สุด ผมเห็นวิดีโอสอนการบ้านเด็กบ่อยๆ พ่อแม่แทบจะคลั่งตาย”

“ก็ใช่น่ะสิ วันนี้ในที่สุดก็ได้ผ่อนคลายสักที”

ขณะที่พูด สวีหลิน ก็เดินเข้ามาจะหยิบถุงในมือของ หลินเจียง

“ให้ฉันสองใบ คุณถือสี่ใบมันหนักเกินไป”

“ไม่เป็นไรครับ ใกล้จะถึงลิฟต์แล้ว”

หลินเจียง เร่งฝีเท้าขึ้น ไม่นานก็ถึงหน้าลิฟต์

เมื่อเห็นลิฟต์จอดอยู่ที่ชั้น B1 สวีหลิน ก็เดินเข้าไปกดปุ่ม หลินเจียง ก็ถือของเข้าไปในลิฟต์

“ฉันซื้อของมาเยอะเลย สภาพคุณไหวไหม? ดื่มได้รึเปล่า?”

“ผู้ชายจะบอกว่าไม่ไหวไม่ได้”

“คุณพูดเองนะ วันนี้จะให้คุณได้ชิมฝีมือฉัน”

ลิฟต์มาถึงชั้น 16 สวีหลิน ไปเปิดประตู หลินเจียง ก็ถือของเข้าไปข้างใน

บ้านของ สวีหลิน ใหญ่มาก พื้นที่ใช้สอยอย่างน้อยๆ ก็ 100 ตารางเมตร

การตกแต่งเป็นสไตล์โมเดิร์นมินิมอล รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ยังแฝงไปด้วยความหรูหรา คาดว่าค่าตกแต่งคงใช้เงินไปไม่น้อย

หลังจากเข้าประตูมา สวีหลิน ก็ถอดรองเท้าส้นแบน แล้วหยิบรองเท้าแตะผู้ชายคู่หนึ่งออกมาจากตู้รองเท้าให้ หลินเจียง

“คุณใส่คู่นี้สิ ซื้อมาใหม่”

“อืม”

เพราะมีแค่ สวีหลิน อยู่บ้านคนเดียว หลินเจียง ก็ไม่เกร็ง เขาช่วยเธอเอาของไปไว้ในครัว แล้วก็นั่งลงบนโซฟา

สวีหลิน กลับเข้าไปในห้องนอน เปลี่ยนเป็นชุดนอนแล้วออกมา

“ชุดนอนนี่...”

เดิมที หลินเจียง คิดว่า สวีหลิน จะใส่ชุดนอนผ้าฝ้ายตัวที่เคยเห็น ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนเป็นชุดนอนผ้าไหมสีดำ ชายกระโปรงยังมีขอบลูกไม้

การแต่งตัวแบบนี้ ยิ่งทำให้เธอดูมีเสน่ห์มากขึ้น

เมื่อไปถึงห้องครัว สวีหลิน ก็ล้างผลไม้ให้ หลินเจียง แล้วยกมาวางตรงหน้าเขา

“คุณกินอะไรไปก่อนนะ ฉันไปทำกับข้าว เดี๋ยวก็ได้กินแล้ว”

“ได้ครับ”

หยิบผ้ากันเปื้อนมาผูกที่เอว สวีหลิน ก็เริ่มง่วนอยู่ในครัว บรรยากาศของชีวิตครอบครัวอบอวลไปทั่ว

หลินเจียง พลันรู้สึกว่า การหาผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านแม่เรือนมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่มีความสุขมาก

เมื่อว่างๆ ไม่มีอะไรทำ หลินเจียง ก็นอนเล่นโทรศัพท์มือถือบนโซฟา

ไม่นาน เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้น

[การ์ดคืนเงินนับถอยหลังสิ้นสุดลง ในช่วงเวลาที่กำหนด ผู้เล่นใช้จ่ายไปทั้งสิ้น 253,009 หยวน ได้รับเงินคืน 506,018 หยวน]

หลินเจียง หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ก็เห็นว่ารางวัลเงินสดเข้าบัญชีแล้ว

ตอนที่เขาแต่งงาน แม่ของเขากู้เงินมา 300,000 หยวนเพื่อให้เขาจ่ายค่าดาวน์บ้านและค่าตกแต่ง เงินจำนวนนี้บังเอิญสามารถเอาไปใช้หนี้ได้

แต่ก็ไม่รีบร้อนอะไรขนาดนั้น พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

เงินที่เหลืออีก 200,000 นี้ สามารถเก็บไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียนได้จากกองที่เหลือยู่

แต่ตอนนี้ที่ต้องแก้ไขยังมีปัญหาเรื่องที่จอดรถ

ถึงแม้เงินจำนวนนี้จะพอซื้อได้ที่หนึ่ง แต่คิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าไม่จำเป็น เพราะในอนาคต จะอยู่ที่นี่ถาวรหรือไม่ก็ยังไม่แน่…

“คุณรู้จักที่จอดรถในหมู่บ้านไหมครับ? ถ้าเช่า เดือนละเท่าไหร่?” หลินเจียง ตะโกนถาม

“คุณจะเช่าที่จอดรถเหรอ?”

“อยากจะสอบถามราคาตลาดหน่อยครับ”

“ที่จอดรถในหมู่บ้านเราไม่แพง ถ้าเช่าก็ปีละประมาณหนึ่งหมื่น แต่ถ้าคุณอยากจะเช่า ก็ฟรี”

หลินเจียง หัวเราะขึ้นมา “ทำไมพอเป็นผมถึงได้ฟรีล่ะครับ?”

“ตอนที่ย้ายเข้ามา บ้านเราซื้อที่จอดรถไว้สามที่ ถือเป็นการลงทุน ตอนนี้ใช้ไปสองที่ ยังว่างอยู่อีกที่หนึ่ง กำลังจะปล่อยเช่าพอดี ถ้าคุณอยากจะเช่า ก็บอกเลขทะเบียนรถมา เดี๋ยวฉันจะโทรหาฝ่ายนิติบุคคล แจ้งเรื่องให้”

“แบบนั้นเกรงใจแย่เลยครับ คิดค่าเช่าปกติก็ได้ เดี๋ยวผมโอนให้หนึ่งหมื่น เช่าสักปีก่อน”

“คุณเจ้าของร้านหลินรวยแล้วเหรอคะ จะซื้อรถแล้ว”

“ยังห่างไกลจากคำว่ารวยครับ ก็แค่เอาไว้ใช้เดินทาง คุณรีบรับเงินเถอะ” หลินเจียง หัวเราะพลางพูด

“เดี๋ยวค่อยว่ากัน ฉันทำกับข้าวอยู่”

“ได้ครับๆ”

หลินเจียง นอนเล่นอยู่บนโซฟา เล่นโทรศัพท์มือถือไปพลางดู สวีหลิน ทำกับข้าวไปพลาง

ท่าทางการทำอาหารคล่องแคล่วมาก ล้างผัก หั่นผัก ผัดกับข้าว ท่าทางต่อเนื่องไม่มีสะดุด จุดนี้แม้แต่ เฉิน จิ้งเสียน ก็ยังเทียบไม่ได้

ภาพเหตุการณ์นี้ หลินเจียง รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ในหนังที่เคยดูเมื่อก่อน ก็มักจะปรากฏฉากแบบนี้ขึ้นมาบ่อยๆ

ในตอนนั้น หลินเจียง ไม่เข้าใจว่าฉากนี้มันดีตรงไหน ทำไมทุกเรื่องถึงต้องใช้

หลายปีต่อมา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ สวีหลิน ที่กำลังทำอาหาร หลินเจียง ก็นึกย้อนไปถึงบ่ายวันอันแสนห่างไกลที่นั่งดูหนังอยู่คนเดียว

และแล้วเขาก็เข้าใจทั้งหมด…

คุณค่าทางการศึกษาของผลงานภาพยนตร์และโทรทัศน์นั้นมีผลในระยะยาว คำสอนของ ‘เหล่าซือ’(1) หลายๆ ท่าน ในวินาทีนี้ก็ได้บรรลุผลอย่างสมบูรณ์แล้ว

ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง สวีหลิน ทำกับข้าวสี่อย่างกับซุปหนึ่งอย่าง ในนั้นมีกับแกล้มสำเร็จรูปสองอย่าง

“อย่ามัวแต่เล่นโทรศัพท์เลย มาทานข้าว”

พูดจบ สวีหลิน ก็ไปที่ห้องครัว หยิบไวน์แดงที่พักไว้แล้วออกมา

“ดื่มนี่ก่อน แล้วค่อยดื่มอย่างอื่น”

“ผมแล้วแต่เจ้าบ้านเลยครับ ดื่มอะไรก็ได้”

“แบบนั้นได้ยังไง แขกมาบ้านทั้งทีก็ต้องต้อนรับอย่างดีสิ”

สวีหลิน หยิบแก้วทรงสูงออกมา รินให้คนละครึ่งแก้ว ชนกันเบาๆ เกิดเสียงใสดังกังวานเหมือนกระดิ่งลม

“ดูรถอะไรไว้เหรอ ฉันรู้จักเพื่อนที่ขายรถอยู่บ้างนะ สามารถช่วยติดต่อให้ได้”

“ซื้อเสร็จแล้วครับ อีกสองสามวันก็ไปรับรถแล้ว”

“โห ความเร็วไม่เลวเลยนะ ยี่ห้ออะไรล่ะ SUV หรือว่ารถเก๋ง?”

“คุณทายสิ”

“ยังจะมาเล่นลิ้นกับฉันอีกนะ” สวีหลิน ยิ้มบางๆ “ฉันไม่รู้เรื่องรถ ทายไม่ออกหรอก อย่างไรเสียอีกสองสามวันฉันก็รู้แล้ว มา…ดื่มก่อน”

ชนแก้วกันอีกครั้ง สองอึกติดต่อกัน ก็ดื่มไปเกือบครึ่งแก้วแล้ว

“หม่า ซ่างสี่ไปแล้ว ตอนนี้น่าจะสบายขึ้นเยอะแล้วสินะ”

“ฉันกำลังจะคุยกับคุณเรื่องนี้พอดีเลย” สวีหลิน วางตะเกียบลง บนใบหน้าคือรอยยิ้มที่ปิดไม่มิด “ผู้หญิงคนนั้นสองสามวันนี้ก็สงบเสงี่ยมลงแล้ว ไม่มาทำท่ายั่วยวนที่เคาน์เตอร์แล้ว ตอนนี้ก็ต้องดูว่าเธอจะทนได้นานแค่ไหน”

“ถ้าราคาของเธอยังคงถูกกว่าคุณตลอด คุณอาจจะทนไม่ไหวก็ได้นะ”

“เพราะงั้นฉันถึงคิดจะเปลี่ยนกลยุทธ์ ลดคุณภาพลงหน่อย ราคาก็จะถูกลงได้อีกเยอะ ไม่อย่างนั้นร้านฉันคงไม่มีความสามารถในการแข่งขันเลย”

“นี่ก็เป็นวิธีหนึ่ง สรุปว่า หม่า ซ่างสี่ ไปแล้ว คุณก็จะสามารถทำธุรกิจอย่างสบายใจได้แล้ว”

“ปัญหาฝั่งฉันไม่ใหญ่เท่าไหร่ ที่สำคัญคือคุณต่างหาก ร้านบะหมี่ถึงจะไม่ใหญ่ แต่ถ้าให้คุณทำคนเดียวแน่นอนว่าไม่ไหว” สวีหลิน พูด “ตอนเช้าตอนไปส่งเขาที่โรงเรียน เห็นร้านข้างๆ คุณเปิดร้านบะหมี่อีกร้านหนึ่ง เหมือนจะเขียนว่าเปิดมะรืนนี้ คู่แข่งของคุณมาแล้วนะ”

“คุณรู้ไหมว่าร้านนั้นใครเป็นคนเปิด?”

สวีหลิน มอง หลินเจียง “ใคร?”

“น้องชายหม่า ซ่างสี่” หลินเจียง พูด “น่าจะเป็นเพราะกิจการในศูนย์อาหารไม่ดี เขาก็เลยย้ายออกมา เปิดร้านข้างๆ บ้านผม”

“นี่มันตั้งใจจะมาสู้กับคุณชัดๆ ฉันเดาว่าพอร้านพวกเขาเปิด ราคาต้องถูกกว่าร้านคุณแน่นอน รอให้คุณเจ๊งก่อน แล้วค่อยกลับมาใช้ราคาปกติ คุณต้องคิดกลยุทธ์รับมือให้ดีนะ”

“สัญญาเช่าเหลืออีกสามเดือนกว่า ก็เปิดสงครามราคากับเขาไปเลยสิ ดูสิว่าใครจะขาดทุนไหว”

“ไม่คิดเลยนะว่าคุณจะโหดขนาดนี้ แต่คุณแน่ใจเหรอว่าจะขาดทุนไหว?”

“ผมก็ขายราคาต้นทุน ไม่เอากำไรสักแดง เขาไม่มีทางสู้ผมไหวหรอก”

“ใจเด็ดจริงๆ”

สวีหลิน ยกแก้วไวน์ขึ้น “พี่สาวคนนี้ขอคารวะหนึ่งจอก”

“ชนแก้ว”

ทั้งสองคนดื่มไวน์ในแก้วจนหมด สวีหลิน ก็รินให้ หลินเจียง จนเต็มอีกครั้ง

เมื่อเหล้าผ่านไปสามรอบ กับแกล้มผ่านไปห้ารส(2) ทั้งสองคนกินไม่เยอะ แต่ดื่มไปไม่น้อย

หลินเจียง คอแข็งพอสมควร อยู่ในสภาพมึนๆ สวีหลิน หน้าแดงระเรื่อ ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางแล้ว

“พอหอมปากหอมคอแล้วกัน ขวดนี้ก็ดื่มเข้าไปหมดแล้ว ไม่น้อยแล้วนะ”

“ขอพักแป๊บนึง”

สวีหลิน พยุงโต๊ะลุกขึ้นยืน ฝีเท้าค่อนข้างจะเบาบาง

หลินเจียง ลุกขึ้นไปพยุงเธอ ร่างกายสัมผัสกัน สวีหลิน ก็ไม่ใส่ใจ

เมื่อพยุงเธอไปที่โซฟา เขาก้มตัวลงเอาหมอนอิงรองไว้ใต้ศีรษะของเธอ

สายชุดนอนเลื่อนหลุด สวีหลิน อ้าปากเบาๆ สายตาเลื่อนลอย เอามือโอบรอบคอของ หลินเจียง

หัวใจของ หลินเจียง เต้นเร็วขึ้น บรรยากาศก็ปูมาถึงขนาดนี้แล้ว

ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง ผู้อ่านก็คงไม่โหวตตั๋วรายเดือน(3)ให้แล้วมั้ง

หลินเจียง พลันโอบเอว อุ้ม สวีหลิน ขึ้นมา

“ตรงนี้ก็ได้นะ...”

(ณ ที่นี้ขอละเว้น 18,645 ตัวอักษร...)

…………

(1)[เหล่าซือ (老师) – แปลตรงตัวว่า ‘คุณครู / อาจารย์’ แต่ในบริบทของอินเทอร์เน็ตและในเรื่องนี้ เป็นคำสแลงที่ใช้เรียกนักแสดงหนังผู้ใหญ่ (AV) อย่างให้เกียรติ เป็นมุกตลกที่รู้กันในหมู่ผู้ชาย]

(2)[เหล้าผ่านไปสามรอบ กับแกล้มผ่านไปห้ารส (酒过三巡,菜过五味) – เป็นสำนวนจีนคลาสสิก ใช้อธิบายถึงงานเลี้ยงที่ดำเนินไปได้ระยะหนึ่งแล้ว ทุกคนกินดื่มกันไปพอสมควร เริ่มผ่อนคลายและเข้าสู่บรรยากาศการสนทนาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น]

(3)[ตั๋วรายเดือน (月票) – เป็นระบบสนับสนุนนักเขียนบนแพลตฟอร์มนิยายออนไลน์ของจีน เช่น Qidian ผู้อ่านสามารถใช้ ‘ตั๋วรายเดือน’ ที่ได้รับจากการเติมเงินหรือทำกิจกรรมต่างๆ มาโหวตให้นิยายที่ชื่นชอบได้ ซึ่งมีผลต่ออันดับและความนิยมของนิยายเรื่องนั้นๆ ประโยคนี้จึงเป็นการที่ตัวละครล้อเลียนตัวเองว่าต้องทำตามใจผู้อ่านเพื่อเรียกคะแนนโหวต (โดยผู้เขียนตั้งใจ)]

ตอนก่อน

จบบทที่ ไม่ต้องไปไหนแล้ว ทำตรงนี้ก็ได้

ตอนถัดไป