บทที่ 47 เปิดอกคุยและแผนการเบื้องต้นสำหรับธุรกิจการเงิน
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู อันซินก็ลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินตรงไปที่ประตู เขาเปิดประตูออก สิ่งแรกที่เห็นคือหวังหมิงในชุดสูทสีดำลำลอง ถือกระเป๋าเอกสาร ใบหน้าดูเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
“ลุงหวัง ยินดีต้อนรับสู่ฮ่องกงครับ!”
อันซินกล่าวต้อนรับด้วยรอยยิ้ม และเชิญหวังหมิงเข้ามาข้างในอย่างอบอุ่น
หลังจากหวังหมิงเดินไปนั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น อันซินก็รีบหยิบน้ำแร่เอเวียงหนึ่งขวดจากตู้เย็นในห้องสวีทส่งให้หวังหมิงพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ลุงหวัง ดื่มน้ำก่อนนะครับ เดี๋ยวเราไปทานของอร่อยกัน อาหารของแมนดาริน อร่อยจริงๆ รับรองว่าลุงต้องติดใจแน่!”
หวังหมิงรับขวดน้ำแร่มา เปิดฝาแล้วดื่มไปสองสามอึกเพื่อแก้กระหาย ก่อนจะพูดกับอันซินอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรื่องกินไว้ก่อนเถอะ เล่าเรื่องเงิน 200 ล้านดอลลาร์ของนายมาก่อน”
อันซินสัมผัสได้ถึงความเด็ดขาดของหวังหมิง เขาจึงยิ้มอย่างขมขื่น
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เริ่มเรียบเรียงคำพูดอย่างรวดเร็ว และเล่าที่มาที่ไปของเงินก้อนนี้ให้หวังหมิงฟังอย่างละเอียด
“นายหมายความว่า เงินกว่าสองร้อยล้านที่นายถอนออกมาจากตลาดซื้อขายล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้ นายใช้วิธีการค้ำประกันภายในสำหรับเงินกู้ต่างประเทศเพื่อแลกเงิน 20 ล้านดอลลาร์ออกมา จากนั้นก็ตรงมาที่ฮ่องกงเพื่อเปิดบัญชีซื้อขายในตลาดโลหะลอนดอน แล้วทำกำไร 200 ล้านดอลลาร์จากการเทรดสัญญาซื้อขายทองแดงล่วงหน้าลอนดอนงั้นเหรอ”
เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของหวังหมิง อันซินก็พยักหน้ายืนยัน “ใช่ครับลุงหวัง เงิน 200 ล้านดอลลาร์นี้ก็ทำกำไรมาได้แบบนี้แหละครับ”
หวังหมิงเก็บสีหน้าตกใจเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นพิจารณาอันซินอย่างละเอียด ก่อนจะก้มหน้าลงนิ่งเงียบ
ครู่ต่อมา หวังหมิงเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เขาเงยหน้าขึ้นจ้องอันซินแล้วถาม “ไม่ถูกนะ ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สัญญาซื้อขายทองแดงล่วงหน้าลอนดอนมีช่วงที่ราคาผันผวนแรงๆ แค่รอบเดียว ต่อให้นายมีเทคนิคการเทรดที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนเงินทุน 20 ล้านดอลลาร์ให้กลายเป็นสิบเท่าผ่านการเทรดสัญญาซื้อขายทองแดงล่วงหน้าลอนดอนได้ บอกมาเถอะว่าทำอะไรลงไป”
แน่นอนว่าการกระทำบางอย่างมันยากที่จะปิดบังคนระดับหัวกะทิในแวดวงการเงินอย่างหวังหมิงได้
อันซินส่ายหน้าอย่างจนใจ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจว่าจะพูดความจริงทั้งหมด “ลุงหวังครับ ผมใช้บริการสินเชื่อระยะสั้นของเจพีมอร์แกน ได้วงเงินกู้ระยะสั้น 2 เท่า เป็นเวลา 15 วัน ดอกเบี้ย 1.5 ล้านดอลลาร์ครับ”
เมื่อได้ยินคำตอบของอันซิน หวังหมิงก็คำนวณในใจอย่างรวดเร็ว ไม่นานเขาก็ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ยังไม่ถูกอยู่ดี อัตราเลเวอเรจยังไม่พอ!”
“ตอนหลังผมเพิ่มสินเชื่อระยะสั้นพิเศษอีก 1 เท่า เป็นเวลา 1 วัน ดอกเบี้ย 2 แสนดอลลาร์ครับ”
อันซินเริ่มรู้สึกท้อแท้ ไม่ว่าจะพยายามปิดบังแค่ไหนก็ไม่รอดพ้นสายตาของหวังหมิงไปได้เลย
เมื่อเห็นอันซินยอมเปิดเผยความจริงทั้งหมด หวังหมิงก็ยิ้มพลางจ้องมองเขาแล้วค่อยๆ เอ่ยขึ้น “อันซิน เลเวอเรจ 60 เท่า!
บอกฉันมาสิ ว่าฉันควรจะชมว่านายเป็นอัจฉริยะ หรือควรจะชมว่านายใจกล้าบ้าบิ่นดี”
อันซินส่ายหน้าแล้วพูดอย่างจริงจัง “ลุงหวังครับ ผมมั่นใจจริงๆ นะครับ ไม่อย่างนั้นผมก็ไม่กล้าทำแบบนี้หรอก”
หวังหมิงขมวดคิ้ว ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “60 เท่า! พอใช้เลเวอเรจแล้วมูลค่ามันสูงเป็นพันล้านดอลลาร์เลยนะ นายกล้าเล่นขนาดนี้เลยเหรอ ไม่คิดบ้างหรือว่าถ้ามีเจ้ามือรายใหญ่จับตาดูนายอยู่จะทำยังไง”
อันซินยิ้มก่อนจะชี้ให้เห็นถึงเหตุผลหลักโดยตรง “ลุงหวังครับ ถ้าผมไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้คุมเกมในตลาดฟิวเจอร์สทองแดงระหว่างประเทศ ผมก็ไม่กล้าเล่นแบบนี้หรอกครับ ผมสืบจนรู้สถานการณ์ทั้งหมดแล้วถึงได้กล้าเสี่ยงดูสักตั้ง!”
หวังหมิงเลิกคิ้วขึ้น “งั้นนายลองเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ”
“ตระกูลมอร์แกนกับโกลด์แมน แซคส์กำลังร่วมมือกันถล่มเลห์แมน บราเธอร์สกับดอยซ์แบงก์ การต่อสู้ครั้งนี้ดำเนินมาหลายวันแล้ว ผมแค่ฉวยโอกาสตอนที่เลห์แมนกับดอยซ์แบงก์โต้กลับเมื่อวานนี้ รีบเปิดสถานะซื้อขายทำกำไรไปรอบหนึ่งครับ”
“เป็นตระกูลมอร์แกนกับโกลด์แมน แซคส์อีกแล้วเหรอ” หวังหมิงถามด้วยน้ำเสียงที่เจือความรู้สึกบางอย่าง
อันซินตอบรับด้วยเสียง “อืม” ก่อนจะเสริมว่า “ไม่ใช่แค่ตระกูลมอร์แกนกับโกลด์แมน แซคส์นะครับ พวกเขายังร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการเกือบทั้งหมด ดังนั้นเลห์แมนกับดอยซ์แบงก์ไม่ยอมขาดทุนยับเยิน ก็คงไม่มีทางหลุดจากสถานการณ์นี้ได้”
หวังหมิงพยักหน้าเห็นด้วย แต่ไม่นานก็พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “อันซิน บางทีนายอาจจะเป็นอัจฉริยะจริงๆ หรืออาจจะมีสัมผัสที่หกที่มองการณ์ไกลได้ แต่ฉันก็ยังมีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอก นั่นคือต่อไปนี้พยายามหลีกเลี่ยงการใช้เลเวอเรจสูงๆ เถอะ!”
อันซินพยักหน้ารับคำพลางยิ้มอย่างร่าเริง “ลุงหวังวางใจเถอะครับ ตอนนี้หาเงินทุนก้อนแรกมาได้แล้ว ต่อไปผมไม่ทำอะไรที่ใช้เลเวอเรจ 60 เท่าอีกแน่นอนครับ!”
“งั้นก็ดี!” หวังหมิงแสดงสีหน้ายินดี เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้ม “มาเถอะ เล่าเรื่องบริษัทการเงินของนายให้ฟังหน่อย”
อันซินได้ยินดังนั้นก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที และเริ่มอธิบายแผนการของตน “ลุงหวังครับ บริษัทชื่อหยวนฟางไฟแนนเชียล สำนักงานใหญ่จะตั้งอยู่ที่ฮ่องกง ส่วนแผนการพัฒนานั้น ผมได้วางแผนธุรกิจหลักไว้สามส่วนเบื้องต้นครับ
ส่วนแรกคือธุรกิจการลงทุน จะเน้นลงทุนในตลาดหุ้น ทองคำ น้ำมันดิบ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ในช่วงแรกบริษัทจะเน้นที่ธุรกิจการลงทุนเป็นหลัก ดังนั้นต้องรีบจัดตั้งทีมงานที่เกี่ยวข้องให้เร็วที่สุด
ส่วนที่สองคือธุรกิจธนาคาร ตอนนี้ยังไม่พิจารณาครับ แต่แผนของผมคือภายในสามปีข้างหน้าจะเข้าซื้อกิจการธนาคารท้องถิ่นในฮ่องกงแห่งหนึ่งเพื่อเป็นธนาคารหลัก จากนั้นค่อยๆ เพิ่มปริมาณเงินทุนและใช้เลเวอเรจเข้าซื้อกิจการธนาคารในที่ต่างๆ ทั่วโลก เพื่อสร้างกลุ่มธนาคารร่วมของเราเอง
ส่วนที่สามคือธุรกิจหลักทรัพย์ ลุงหวังครับ เรื่องนี้คงไม่ต้องพูดอะไรมาก ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเข้าซื้อกิจการหรือก่อตั้งขึ้นมาใหม่ก็แล้วแต่ท่านตัดสินใจเลย ผมเชื่อว่าธุรกิจหลักทรัพย์ของหยวนฟางถ้าได้ท่านมาชี้นำและบริหารจัดการแล้วล่ะก็ การจะก้าวข้ามบริษัทหลักทรัพย์หัวซิ่นก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเลย
เรียกได้ว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว ขาดก็แต่ลมตะวันออกอย่างลุงหวังนี่แหละครับ!”
หลังจากหวังหมิงฟังแผนพัฒนาบริษัทของอันซินจบ เขาก็ไม่ได้ตอบกลับทันที แต่ก้มหน้าลงครุ่นคิด
อันซินเห็นดังนั้นก็ไม่ได้เร่งรัด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญย่อมต้องคิดให้รอบคอบ
ประมาณสิบนาทีต่อมา หวังหมิงเงยหน้าขึ้นมองอันซินที่กำลังรอคอยอย่างใจเย็น และค่อยๆ เอ่ยปากว่า “อันซิน ฉันตกลงรับคำเชิญของนาย จะช่วยนายบริหารหยวนฟางไฟแนนเชียลกรุ๊ป
แต่ฉันมีเรื่องต้องพูดไว้ก่อน ธุรกิจธนาคารตอนนี้ยังไม่พิจารณา งั้นก็ตัดออกไปก่อน
ส่วนธุรกิจหลักทรัพย์เป็นงานถนัดของฉันอยู่แล้ว การจัดตั้งและบริหารจัดการในส่วนนี้ฉันค่อนข้างเชี่ยวชาญ รับรองว่าจะจัดการให้นายอย่างเรียบร้อย
แต่ธุรกิจการลงทุนค่อนข้างยุ่งยากหน่อย ถ้าให้ฉันบริหารแผนกก็ไม่มีปัญหา หรือแม้แต่จะให้ทำการวิจัยตลาดก็ไม่มีปัญหา
แต่ถ้าให้ฉันลงมือลงทุนเอง ฉันไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ ดังนั้นนายหาคนที่มีความสามารถด้านการลงทุนมาดูแลธุรกิจการลงทุนของบริษัทจะดีกว่า”
เมื่อได้ยินว่าหวังหมิงตอบรับคำเชิญของเขา อันซินก็ดีใจมาก ในที่สุดธุรกิจการเงินของเขาก็ได้ผู้กุมบังเหียนที่เหมาะสมแล้ว!
ส่วนเรื่องธุรกิจการลงทุนที่หวังหมิงพูดถึงนั้น อันซินไม่ต้องการผู้มีความสามารถด้านการลงทุนมาบริหารจัดการเลย!
เขาต้องการเพียงแค่ให้หวังหมิงช่วยจัดตั้งทีมเทรดเดอร์และปฏิบัติตามคำสั่งของเขาให้ได้อย่างรวดเร็วก็พอ
เพราะจะมีนักลงทุนคนไหนเก่งไปกว่าคนที่เกิดใหม่ได้อีกล่ะ
“ลุงหวังครับ เรื่องธุรกิจการลงทุนของบริษัท ผมไม่ต้องการคนที่มีความสามารถด้านการลงทุนหรอกครับ ผมแค่ต้องการให้ลุงช่วยจัดตั้งทีมเทรดเดอร์ที่มีความสามารถในการปฏิบัติงานสูงให้ผมอย่างรวดเร็วก็พอแล้ว”
หวังหมิงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเหอะๆ “เกือบลืมไปเลยว่าเด็กอย่างนายต่างหากที่เป็นอัจฉริยะด้านการลงทุนตัวจริง จะต้องการคนเก่งด้านการลงทุนคนอื่นมาทำไมกัน!”
อันซินยิ้มแล้วพูดว่า “ลุงหวังชมเกินไปแล้วครับ ผมก็แค่มีพรสวรรค์นิดหน่อย ยังต้องให้คนที่มีประสบการณ์และสุขุมรอบคอบอย่างลุงคอยดูแลอยู่ดีครับ”
“ไม่ต้องถ่อมตัวแล้ว อนาคตของหยวนฟางไฟแนนเชียลจะไปได้ไกลแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของนายนั่นแหละ” หวังหมิงชมก่อนจะถามขึ้นว่า “ฉันเข้าใจแผนการเบื้องต้นของนายสำหรับบริษัทแล้ว แล้วหยวนฟางไฟแนนเชียลกรุ๊ปจะจัดตั้งเมื่อไหร่ล่ะ”
อันซินได้ยินดังนั้นก็รีบตอบ “ตอนนี้บริษัทกำลังอยู่ในขั้นตอนการจดทะเบียนครับ น่าจะเสร็จเรียบร้อยภายในหนึ่งสัปดาห์”
หวังหมิงเหลือบมองอันซินแล้วถามเบาๆ “ทำเรื่องจดทะเบียนนอกอาณาเขตเหรอ ที่เคย์แมนหรือบริติชเวอร์จิน หรือว่าทั้งสองที่เลย เป็นโครงสร้างสองชั้นเหรอ แล้วก็ซ้อนด้วยการถือหุ้นผ่านบริษัทเชลล์อีกหลายชั้น”
อันซินรีบยกนิ้วโป้งให้แล้วชมว่า “ไม่มีอะไรปิดบังลุงหวังได้จริงๆ ครับ!”
หวังหมิงส่ายหน้า “ลูกไม้ตื้นๆ คงให้ทนายความฮ่องกงจัดการให้สินะ ทนายคนไหนล่ะ”
“สวีหยางครับ”
หวังหมิงนึกย้อนไปครู่หนึ่ง ไม่นานก็เหมือนจะนึกอะไรออก “อืม สวีหยางชื่อเสียงดีอยู่ ฉันจะติดต่อกับเขาโดยตรงเอง ดูว่ามีตรงไหนที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมบ้าง”
อันซินประหลาดใจเล็กน้อย “ลุงรู้จักสวีหยางด้วยเหรอครับ”
เขาประหลาดใจจริงๆ ในชาติที่แล้วไม่เคยได้ยินว่าทั้งสองคนรู้จักกัน!
หวังหมิงเหลือบมองอันซินแล้วพูดเรียบๆ “ยี่สิบเอ็ดปีที่ผ่านมาในวงการนี้ พบเจอคนมาก็เยอะ มีทั้งเข้ามาและจากไป พอเห็นบ่อยๆ ก็ย่อมจะมีภาพจำและสายสัมพันธ์กันบ้าง”
ข้อมูลที่หวังหมิงเปิดเผยออกมาในประโยคนี้ทำให้อันซินทึ่ง!
คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากับการเปลี่ยนแปลงแทบทุกอย่างในตลาดทุนของจีนยุคใหม่ และยังคงอยู่รอดมาได้เป็นอย่างดี ความลึกของคนคนนี้มันจะขนาดไหนกันนะ
เอาเป็นว่าอันซินในชาติที่แล้วก็ยังไม่สามารถหยั่งถึงตัวตนของหวังหมิงได้อย่างสมบูรณ์!
หลังจากทอดถอนใจอยู่เงียบๆ อันซินก็ปรับสภาพจิตใจของตัวเอง แล้วพูดกับหวังหมิงด้วยรอยยิ้มร่าเริงว่า “ลุงหวังครับ นี่ก็จะบ่ายแล้ว เราไปหาอะไรทานกันก่อนดีไหมครับ มีปัญหาอะไรค่อยคุยกันต่อหลังทานข้าวเสร็จ”
หวังหมิงได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า แล้วลุกขึ้นยืนพลางยิ้ม “งั้นก็ไปกันเถอะ อาหารกวางตุ้งของแมนดาริน อร่อยดีนะ น่าลองชิมดู”
อันซินลุกขึ้นตาม แล้วเดินนำหวังหมิงออกจากห้องเอ็กเซ็กคูทีฟสวีทวิวทะเลหมายเลข 1801 ตรงไปยังห้องอาหารของโรงแรม