บทที่ 1 แค่นายก็คู่ควรถูกเรียกว่านิ้วทองคำเหรอ?

มหาวิทยาลัยเยียนจิง
งานมหกรรมจัดหางาน
นักศึกษาจำนวนมากอัดแน่นเต็มถนนสายนี้ ภายใต้เต็นท์สีฟ้า บรรดาเจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากรจากรัฐวิสาหกิจส่วนกลาง บริษัทเอกชน และธนาคาร ต่างรับแฟ้มประวัติส่วนตัวมาทีละกองด้วยรอยยิ้ม
“ขออภัยครับ คุณสมบัติของคุณไม่ตรงตามข้อกำหนดของเรา”
“สาขาวิชาของคุณไม่ตรงกับตำแหน่งงานครับ!”
“ประสบการณ์ฝึกงานของคุณค่อนข้างน้อย บริษัทเราต้องการพนักงานที่มีความสามารถและมีประสบการณ์ในตำแหน่งเดียวกันอย่างน้อยหกเดือนครับ!”
คำปฏิเสธเหล่านี้ถูกพูดออกมาจนเจ้าหน้าสรรหาบุคลากรรู้สึกคอแห้งผาก เมื่อมองไปยังแถวที่ยังคงยาวเหยียดอยู่ด้านหลังก็อดที่จะสบถในใจไม่ได้
ในแต่ละปีมีคนมากมายขนาดนี้ บัณฑิตปริญญาตรีที่จบออกมาก็มากขึ้นทุกปี จะมีตำแหน่งงานมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร ตอนแรกนึกว่าอัตราการรับเข้าทำงานของปีที่แล้วก็นับว่าต่ำมากแล้ว ดูท่าปีนี้คงจะทำลายสถิติได้อีก!
“สวัสดีครับ นี่คือเรซูเม่ของผม”
“ครับ” เจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากร กวาดตาดูอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่แล้วก็ต้องตกใจกับเนื้อหาในนั้น “ตำแหน่งที่คุณระบุคือ... CEO ของบริษัท??”
“มีปัญหาอะไรงั้นเหรอครับ?”
มีปัญหาทุกตรงนั่นแหละ!
เจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากร พยายามข่มมุมปากที่กระตุกไม่ให้แสดงออกมา “ขออภัยครับ บริษัทเราไม่ได้เปิดรับสมัครตำแหน่งนี้ คุณลองไปดูบริษัทอื่นได้นะครับ”
“อย่างนั้นเหรอครับ” ซ่งเจียงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง สองมือค้ำโต๊ะไว้ เงาร่างขนาดใหญ่ของเขาทอดทับลงบนตัวเจ้าหน้าที่ “แล้วคุณสนใจจะย้ายบริษัทไหมล่ะครับ พอดีว่าฝั่งผมกำลังขาดคนฝ่ายบุคคลอยู่พอดี”
“หา?” เจ้าหน้าที่ถึงกับงงไปชั่วขณะ นี่มันสถานการณ์กลับตาลปัตรชัดๆ “เดี๋ยวนะ คุณมาที่นี่เพื่อจะมาจ้างผมเหรอ?”
“ถูกต้อง ความสามารถในการทำความเข้าใจเต็มร้อยไปเลย”
เจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากร ไม่รู้ว่าควรจะโกรธหรือหัวเราะดี มองซ่งเจียงเหมือนเป็นพวกก่อกวนแล้วโบกมือไล่ “น้องชาย ที่นี่ไม่ใช่ที่เล่นนะ ฉันกำลังยุ่งอยู่!”
“ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ คุณไม่คิดจะย้ายบริษัทจริงๆ เหรอ สวัสดิการฝั่งผมดีมากเลยนะ!”
“น้องชาย!” เจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากร ทำหน้าเคร่งขรึม “กรุณาอย่ารบกวนกระบวนการรับสมัคร! เอาล่ะ คนถัดไป ขอเรซูเม่ด้วยครับ!”
ซ่งเจียงที่ถูกเชิญออกจากแถว ถือเรซูเม่บางๆ ของตัวเองเดินออกมาอย่างงุนงง
“ระบบ ไม่งั้นก็ปิดบริษัทนี้ไปเลยดีไหม!”
[ขอให้โฮสต์รีบค้นหาพนักงานโดยเร็วที่สุด!!]
“นายไม่ลองพิจารณาดูหน่อยเหรอว่าจะเปลี่ยนโฮสต์น่ะ?”
[ขอให้โฮสต์รีบค้นหาพนักงานโดยเร็วที่สุด!!]
“ได้ๆๆ!”
“ฉันหาให้ก็ได้ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย!”
ซ่งเจียงหัวเราะอย่างเหนื่อยใจ ย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน
‘ระบบมหาเศรษฐี’ ได้ปรากฏตัวขึ้นอย่างเจิดจ้าพร้อมกับเสียง ‘ติ๊ง’
ตอนแรกเขานึกว่าตัวเองกำลังจะก้าวไปสู่จุดสูงสุดของชีวิตแล้ว!
แต่ไม่นึกเลยว่าสิ่งที่ปรากฏเต็มหน้าจอจะมีแต่สัญญาปากเปล่า ข้อบังคับกว่า 300 ข้อ และมีเพียงข้อเดียวที่เกี่ยวข้องกับรายได้ของเขา
[สูตรคำนวณเงินเดือนของผู้ก่อตั้งบริษัท = ผลรวมเงินเดือนพนักงาน * 1% + กำไรของบริษัท * 1%]
1% มันคืออะไรกัน?!
มันคือการที่คนอื่นได้เงินเดือน 5,000 แต่เขาได้แค่ 50!
ต่อให้เป็นยุคโบราณ การขูดรีดก็ยังไม่โหดเท่านี้เลย!
“แค่นี้ก็คู่ควรเรียกว่านิ้วทองคำแล้วเหรอ!”
ระบบจะทนรับการดูหมิ่นเช่นนี้ได้อย่างไร จึงประกาศออกมาอย่างมั่นใจ!
[ระบบจะจัดหาเงินทุนในการดำเนินบริษัท รับผิดชอบค่าใช้จ่าย 321 รายการ ซึ่งรวมถึงค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน ค่าสวัสดิการ ค่าก่อสร้าง ค่าใช้จ่ายในการผลิต และอื่นๆ!]
[เงินทุนของบริษัทสามารถใช้เพื่อการก่อตั้งบริษัทเท่านั้น ห้ามนำไปใช้ส่วนตัวเพื่อการลงทุน ยักยอก ฟอกเงิน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก 87 รายการ!]
[ในฐานะผู้ก่อตั้งบริษัท ระบบจะมอบวิสัยทัศน์ในการจำแนกบุคลากรที่ยอดเยี่ยมให้แก่ท่านโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยจะแบ่งความสามารถออกเป็น 1-5 ดาว บุคลากรระดับดาวสูงจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทของท่าน!]
[ขอให้โฮสต์รีบค้นหาพนักงานคนแรกโดยเร็วที่สุด! เพื่อเริ่มต้นการเดินทางอย่างเป็นทางการ!!]
พร้อมกับเสียงที่ดังก้องอยู่ในหัว ซ่งเจียงก็ถอนหายใจยาวออกมา ถึงแม้ในใจจะก่นด่าแค่ไหน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการปรากฏตัวของระบบทำให้เขามีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาเปลาะหนึ่ง
แล้วตอนนี้ จะไปหลอกล่อคนโง่ เอ๊ย คนดีๆ สักคนให้มาเข้าร่วมบริษัทของเขาได้อย่างไรดีนะ?
ซ่งเจียงลูบคาง “พวกนั้นยอมแพ้กันหมดแล้ว หรือว่าฉันควรจะยอมแพ้ด้วยดี?” สิ้นเสียงพูด ในดวงตาของเขาก็ปรากฏแสงสีขาวจางๆ
พูดไปก็เปล่าประโยชน์ ลงมือทำเลยดีกว่า!
เขารีบค้นหาเป้าหมายทันที ในบรรดาเต็นท์สีฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนที่ตั้งเรียงรายสองข้างทาง มีบริษัทบางแห่งที่เริ่มเก็บของแล้ว บริษัทเหล่านี้ไม่ก็เป็นบริษัทขนาดเล็ก ก็เป็นบริษัทที่รอจังหวะ แต่ตอนนี้กลับเป็นประโยชน์กับซ่งเจียงไปเสียหมด
เมื่อหาเต็นท์สีฟ้าที่อยู่ตรงมุมได้แล้ว ซ่งเจียงก็นั่งลงอย่างเป็นที่เป็นทาง เขามองโต๊ะที่ว่างเปล่าแล้ววางเรซูเม่ของตัวเองไว้ตรงกลาง
“...”
มันยังดูเรียบง่ายเกินไปหน่อยแฮะ!
เขายืมกระดาษกับปากกาจากบริษัทข้างๆ และขอยืมแผ่นพับโฆษณามาด้วย
ท่ามกลางสายตาแปลกๆ ของพนักงานสาวจากบูธข้างๆ ซ่งเจียงก็จัดวางของอย่างจริงจัง บูธนี้ดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาทันที
“เอาล่ะ! เริ่มรับสมัครคนได้!!”
สมกับเป็นตลาดของผู้ขาย ไม่นานก็มีนักศึกษาก้าวเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่เปิดรับ
“รับทุกตำแหน่ง มีทุกอย่าง! ทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ เวลาทำงานตามกฎหมาย!!”
“ขนาดของบริษัทเหรอครับ? ฮ่าๆ เราเป็นบริษัทสตาร์ทอัพน่ะครับ!”
ทันทีที่พูดประโยคนี้ออกไป สีหน้าของนักศึกษาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย พร้อมกับเผยรอยยิ้มอย่างสุภาพ และดึงเรซูเม่ของตัวเองกลับไป
“ขอโทษนะครับ พอดีผมมีธุระนิดหน่อย”
“เดี๋ยวก่อน!” ซ่งเจียงยื่นมือออกไปราวกับจะรั้งไว้ แต่ก็ได้แค่มองแผ่นหลังที่เดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว
เหตุการณ์แบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อได้ยินขนาดของบริษัท นักศึกษาที่มาสมัครงานต่างก็แสดงสีหน้าดูถูก
บางคนถึงกับพูดว่า
“บริษัทโนเนมก็มาเปิดรับสมัครที่มหาวิทยาลัยเยียนจิงด้วยเหรอ??”
“รุ่นพี่ครับ บริษัทแบบนี้ ผมว่ารีบหนีออกมาเถอะ ไม่ช้าก็เร็วต้องเจ๊งแน่!”
“ออกมาเปิดรับสมัครคนเดียวเนี่ยนะ? ดูน่าสมเพชเกินไปหน่อยมั้ง!”
ถึงขนาดมีคนที่แสดงความห่วงใยซ่งเจียงด้วย แต่ข้อเสนอแนะที่จริงใจของพวกเขากลับกลายเป็นมีดที่ทิ่มแทงเข้ามาในใจของซ่งเจียง!
สองชั่วโมงต่อมา สายตาของซ่งเจียงเริ่มเลื่อนลอย
“ไม่ใช่ว่าเขาว่ากันว่าหางานยากเหรอ นี่มันหาพนักงานยากกว่าอีกเว้ย!!”
ท่ามกลางความคับแค้นใจ ดวงอาทิตย์ก็ใกล้จะลับขอบฟ้า แสงสุดท้ายของวันเคลือบคลุมหมู่เมฆ บูธรับสมัครงานสองข้างทางเริ่มทยอยเก็บของกันแล้ว ตำแหน่งงานยอดนิยมเต็มไปนานแล้ว ที่เหลืออยู่ก็มีแต่ตำแหน่งห่วยๆ ที่ไม่มีใครอยากได้ แม้แต่นักศึกษาก็ยังไม่ชายตามอง ตั้งใจจะไปหว่านใบสมัครเสี่ยงโชคเอาดาบหน้า
ซ่งเจียงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ ศีรษะผงกขึ้นลง
“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าที่นี่รับสมัครคนอยู่หรือเปล่าครับ?”
เสียงทุ้มดังขึ้น ชายวัยกลางคนที่สวมสูทกำเรซูเม่ในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย ท่าทางของเขาสามารถอธิบายได้ด้วยคำว่าประหม่า
“หา?” ซ่งเจียงสะดุ้งตื่นจากภวังค์ “รับครับ”
ชายคนนั้นถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ระมัดระวังยิ่งขึ้น “นี่คือเรซูเม่ของผมครับ คุณลองดูได้” กระดาษพิมพ์สีถูกยื่นออกมา ซ่งเจียงรับมา กวาดตาดูคร่าวๆ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองชายวัยกลางคน
ในใจของชายวัยกลางคนพลันวูบลง พร้อมกับยิ้มขื่นในใจ
ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่คนนี้จะไม่พอใจในตัวเขาเท่าไหร่
แต่ในขณะนั้น ซ่งเจียงกำลังสแกนคุณสมบัติของเขาอยู่
[ชื่อ: จ้าวหมิงเซวียน
อายุ: 38
ระดับดาว: สองดาว
คุณสมบัติพิเศษ: ปรมาจารย์ด้านการบริหารเวลาสายวัวงาน
ทักษะ: การรายงานระดับหนึ่ง การจัดการระดับหก การประสานงานระดับสาม การขายระดับสาม]
ตัวละครระดับสองดาวเหรอ? หายากอยู่นะเนี่ย!
แต่ว่า?
“วัวงาน?” ซ่งเจียงหรี่ตาลงก็เห็นคำอธิบายโดยละเอียด
[วัวงาน: ผู้ที่มีคุณสมบัตินี้ จะรับงานมาทำเพิ่มโดยอัตโนมัติ และใช้เวลาส่วนตัวเพื่อทำงานให้สำเร็จ]
“เฮือก” ยังมีคนประเภทที่ทำงานหนักจนตัวตายแบบนี้อยู่จริงๆ ด้วย!!
[ปรมาจารย์ด้านการบริหารเวลา: ผู้ที่มีคุณสมบัตินี้ มีความสามารถในการจัดสรรเวลาที่ดีเยี่ยม สามารถแบ่งงานและทำงานให้เสร็จตามกำหนดเวลาได้ดีกว่า]
“จึ๊ๆๆ”
คุณสมบัติสองอย่างนี้เมื่อรวมกันแล้วไม่ธรรมดาเลย
ซ่งเจียงอดไม่ได้ที่จะมองเขาด้วยความสงสาร
พี่ชาย ชีวิตคงลำบากน่าดูเลยสินะ!
จ้าวหมิงเซวียนถูกสายตาที่ไม่อาจอธิบายได้จับจ้องจนทำอะไรไม่ถูก ในใจยิ่งรู้สึกสิ้นหวังมากขึ้น
ดูเหมือนว่าครั้งนี้ก็คงไม่
“คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่?”
“หา?” จ้าวหมิงเซวียนอึ้งไปครู่หนึ่ง
“บอกตัวเลขมาได้เลย” ซ่งเจียงกอดอก ท่าทางมั่นใจสุดๆ
จ้าวหมิงเซวียนกลืนน้ำลาย “ไม่ถามผมหน่อยเหรอครับว่าสมัครตำแหน่งอะไร?”
“โอ้! พูดได้ดี! พี่ชาย คุณสมัครตำแหน่งอะไร!”
“...” ทำไมรู้สึกว่าคนตรงหน้าดูไม่น่าเชื่อถือเลยนะ?
จ้าวหมิงเซวียนเริ่มลังเลในใจ แต่เขาถูกปฏิเสธมาตลอดทั้งบ่ายแล้ว ทุกโอกาสจึงมีค่าอย่างยิ่ง เขาหายใจเข้าลึกๆ พยายามนำเสนอตัวเองอย่างเต็มที่ “ผมอยากสมัครตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขายครับ ผมเคยเป็นผู้อำนวยการฝ่ายขายที่บริษัทเก่ามา 5 ปี มีประสบการณ์มากมาย เคยนำทีม...”
“เยี่ยม!” ซ่งเจียงตบมือดังฉาด “รับเลย!”
“หา?” จ้าวหมิงเซวียนมองเขาอย่างงงงวย ฉันยังพูดไม่ทันจบเลยนะ ก็ได้ยินประโยคที่คุ้นเคย
“คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่?”
“8...” เขากลืนน้ำลาย “7,000 ครับ” ตอนที่พูดตัวเลขนี้ออกมา เขายังถามอย่างระมัดระวังว่า “ได้ไหมครับ?” ถึงแม้ว่าเงินเดือนก่อนที่เขาจะถูกปรับโครงสร้างจากบริษัทเก่าคือ 8,000 และเคยคาดหวังว่าจะหาที่ใหม่ที่ให้สูงกว่าได้ แต่ความเป็นจริงกลับตบหน้าเขาอย่างจัง
ในวัย 38 ปี เขาไม่มีสิทธิ์เลือกใครแล้ว
ซ่งเจียงขมวดคิ้ว
7,000?
70?
จ้าวหมิงเซวียนคอยสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายตลอดเวลา พอเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มขื่น
ดังที่คาดไว้ สูงไปสินะ?
ดูจากท่าทางแล้วอีกฝ่ายคงเป็นบริษัทสตาร์ทอัพเล็กๆ
“นี่มันเงินขอทานชัดๆ! 10,000 พอไหม?!”
10,000 พอไหม?!
จ้าวหมิงเซวียนแทบจะคิดว่าตัวเองหูแว่วไปแล้ว “เท่าไหร่นะครับ??” เขาเห็นชายหนุ่มตรงหน้าชูนิ้วขึ้นมาอีกครั้ง และคำนวณให้เขาฟังอย่างใจเย็น
“คุณอายุ 30 กว่าๆ ก็น่าจะแต่งงานแล้ว อายุเท่านี้ส่วนใหญ่ก็มีลูกกันแล้ว พ่อแม่ก็น่าจะเกษียณแล้ว มีทั้งคนแก่และเด็ก คุณได้ 7,000 จะไปพอกินอะไร!”
“บวกไปอีก 1,000 คุณต้องเลี้ยงดูครอบครัว จ่ายค่าเทอมให้ลูก”
“อีก 1,000 ให้พ่อแม่คุณ อายุเท่าไหร่กันแล้ว? ควรจะได้พักผ่อนสบายๆ บ้าง”
“และอีก 1,000” ซ่งเจียงเงยหน้าขึ้น “นอกจากค่ากินค่าอยู่แล้ว คุณก็ควรจะมีเงินเหลือไว้หางานอดิเรกทำบ้าง”
“คุณว่าจริงไหม”
คุณว่าจริงไหม
เพียงประโยคง่ายๆ ประโยคเดียว เกือบจะทำให้ชายฉกรรจ์คนนี้ร้องไห้ออกมา ยังไม่ทันที่เขาจะได้แอบปาดน้ำตาที่คลออยู่ตรงหางตา ชายหนุ่มตรงหน้าก็ยกมือขึ้นดีดนิ้วดังเป๊าะ
“ดังนั้น คุณจ้าว เงินเดือนของคุณต่อไปนี้คือ 10,000 หยวน + ค่าผลการปฏิบัติงาน + ค่าคอมมิชชั่น” พร้อมกับเสียงที่สดใสนั้น บนหน้าจอในมุมมองของเขาก็มีข้อความปรากฏขึ้นมาหนึ่งบรรทัด
[คำร้องขอสมเหตุสมผล การตรวจสอบผ่าน]
[เงินเดือนของจ้าวหมิงเซวียนได้รับการอัปเดต]
[ขอแสดงความยินดี คุณได้รับสมัครพนักงานคนแรกแล้ว!]
[ปลดล็อกเงินทุนของบริษัท]
[ปลดล็อกหน้าต่างข้อมูลบริษัท]
[ปลดล็อกหน้าต่างข้อมูลพนักงาน]
[กรุณาตั้งชื่อให้กับบริษัทของคุณ—]
“คุณจ้าว ยินดีต้อนรับสู่...” ซ่งเจียงหยุดไปครู่หนึ่ง “เถิงเซิ่ง”
[บริษัทของคุณได้รับการอัปเดตชื่อเป็น บริษัทเถิงเซิ่ง]

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 1 แค่นายก็คู่ควรถูกเรียกว่านิ้วทองคำเหรอ?

ตอนถัดไป