บทที่ 6 ฉวยโอกาสตอนไฟไหม้

“ยังมีคุณสมบัติพิเศษแบบนี้ด้วยเหรอ??”
ซ่งเจียงถึงกับเบิกเนตร แต่การปรากฏตัวของคุณสมบัติพิเศษนี้ก็ทำให้เขาเข้าใจเรื่องหนึ่ง
คุณสมบัติพิเศษบนหน้าต่างข้อมูลของแต่ละคน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำงานทั้งหมด ส่วนจะใช้ประโยชน์อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับเขาแล้ว
แต่ไม่นานเขาก็สังเกตเห็น “เธอตัดต่อเป็นด้วยเหรอ?”
เสียงที่หลุดปากออกไปทำให้หญิงสาวคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของเธอมีสีหน้าก้ำกึ่งก่อนจะพยักหน้าอย่างเขินอายเล็กน้อย “พอเป็นอยู่บ้างค่ะ”
เป็นก็เป็นสิ แล้วจะหน้าแดงทำไม?
ซ่งเจียงมองแก้มขาวเนียนที่ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างแปลกใจ
“ต่อไปเธอก็รับผิดชอบตัดต่อวิดีโอโปรโมตของบริษัทแล้วกัน ถ้าผลตอบรับดี เดี๋ยวขึ้นเงินเดือนให้” จางอี๋เบิกตากว้างทันที พยักหน้าอย่างตื่นเต้น “ได้ค่ะ! หนูจะตั้งใจตัดต่ออย่างเต็มที่เลยค่ะ!!”
ซ่งเจียงพยักหน้าอย่างพอใจแล้วหันไปมองอีกคน ในตอนนี้นักศึกษาชายมีแววตาแห่งปัญญาล้ำลึก “แล้วผมทำอะไรครับ?”
“นาย”
ซ่งเจียงมองดูทักษะและคุณสมบัติพิเศษที่เน้นไปทางบันเทิงของอีกฝ่าย
“อืม... นายอู้งานไปก่อนแล้วกัน”
“หา?!” เสิ่นซิงอวี่อ้าปากค้าง “อู้งานที่ผมคิดนั่นน่ะเหรอครับ?”
“ก็ที่นายคิดนั่นแหละ” สิ้นเสียง ซ่งเจียงก็นั่งลงบนเก้าอี้แล้วไขว่ห้าง “นายเล่นเกมเป็นไหม เรามาตั้งทีมกัน”
“เป็นสิ! มาเลยๆ!!” เสิ่นซิงอวี่ตอบรับอย่างรวดเร็ว เขาทำตัวเป็นกันเองลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ ส่วนจางอี๋เห็นดังนั้นก็ลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ ด้วย มองดูชายหนุ่มสองคนเล่นเกม
เหลือเพียงจ้าวหมิงเซวียนที่มองดูคนหนุ่มสาวที่หัวแทบจะชนกันแล้วรู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมาทันที
หรือว่าฉันจะแก่เกินไปแล้ว? ตามยุคสมัยไม่ทันแล้ว?
บริษัทสตาร์ทอัพไม่ควรจะเป็นช่วงเวลาที่เคร่งเครียดที่สุดเหรอ? ทำไมแต่ละคนถึงได้ดูผ่อนคลายกันขนาดนี้?
ขณะที่กำลังครุ่นคิด เขาก็หันไปมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างบางตาอีกครั้ง ตอนนี้ใกล้ค่ำแล้ว คนส่วนใหญ่กลับหอพักกันหมด เหลือเพียงพวกที่ไม่มีใครเอาที่ยังคงมองหาบริษัทที่จะรับพวกเขาเข้าทำงาน
“เฮ้อ”
จ้าวหมิงเซวียนเต็มไปด้วยความกังวลต่ออนาคตของเถิงเซิ่ง และยังคงรอคนมาสัมภาษณ์ต่อไป แต่ถึงแม้เขาจะลดมาตรฐานลงแล้ว ก็ยังแทบไม่มีใครเข้ามาสอบถาม
ในขณะเดียวกัน ซ่งเจียงที่ถูกแบกจนชนะติดต่อกัน 5 เกมรวด ก็มองผลการแข่งขันด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ขาดหายไป
ทักษะระดับห้ามันแข็งแกร่งขนาดนี้เลยเหรอ?
หลังจากประเมินความแข็งแกร่งของทักษะแล้ว ซ่งเจียงก็เรียกหาระบบในใจ
‘เงื่อนไขการอัปเกรดที่นายบอกฉันเมื่อคืน เอามาให้ดูอีกทีสิ’
[เงื่อนไขการอัปเกรดระดับ 1→2
จำนวนพนักงานถึง 10 คน (5/10)
มีที่ตั้งของบริษัท (0/1)
เริ่มดำเนินธุรกิจหนึ่งอย่าง (0/1)]
จำนวนพนักงานยังพอว่า แต่ที่ตั้งของบริษัทกับธุรกิจที่ดำเนินงานนี่สิคือปัญหา
เริ่มจากข้อง่ายๆ ก่อนแล้วกัน
“คุณจ้าว เสิ่นซิงอวี่ จางอี๋”
ทั้งสามคนที่ถูกเรียกชื่อหันมามองทันที ซ่งเจียงหยุดไปครู่หนึ่ง มองท้องฟ้าที่เริ่มมืดแล้ว
“วันนี้พอแค่นี้ก่อน เราไปร้านถ่ายเอกสารทำสัญญากัน พรุ่งนี้จะพาพวกเธอไปดูบริษัท”
“ครับ!”
“บริษัท?”
จ้าวหมิงเซวียนตื่นตัวขึ้นมาทันที เขายังไม่รู้เลยว่าบริษัทหน้าตาเป็นอย่างไร! ไม่รู้ว่าอยู่บนตึกสำนักงานหรืออาคารที่พักอาศัยกันแน่?
ท่ามกลางความคาดหวัง เสิ่นซิงอวี่และจางอี๋ได้ตรวจสอบสัญญาและเซ็นชื่ออย่างเด็ดขาด
ส่วนตำแหน่งงานของพวกเขาทั้งสองคนนั้นชัดเจนมาก
เสิ่นซิงอวี่: ฝ่ายทดสอบ
จางอี๋: นักตัดต่อ
เมื่อสิ้นสุดวัน ทั้งสี่คนก็บอกลากันที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย จ้าวหมิงเซวียนก้าวออกจากประตูหาวิทยาลัยแล้วโบกมือลา
เหลือเพียงสามคนที่ยืนมองหน้ากันไปมาอยู่ที่ประตู “ทำไมนายยังไม่ไปอีก?”
“ทำไมฉันต้องไปล่ะ?” ซ่งเจียงถามกลับ
“นายไม่กลับบ้านเหรอ?” จางอี๋ถามเสียงเบา
“ฉันเรียนรุ่นเดียวกับพวกเธอ”
“รุ่นเดียวกัน?” เสิ่นซิงอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอุทานออกมา
“นายก็เพิ่งจบเหรอ?!”
“อือฮึ”
“เชี่ย! พี่ชาย ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้! ต่อไปที่บริษัท เรามากินข้าวด้วยกันนะ!” เสิ่นซิงอวี่รีบยิ้มกว้างแล้วขยับเข้าไปใกล้ ต้องรู้ไว้นะว่าการสร้างความสัมพันธ์ในบริษัทใหม่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด!
จางอี๋เป็นผู้หญิง จะเข้าไปใกล้ชิดมากเกินไปก็ไม่ได้
เห็นได้ชัดว่าเหลือแค่ซ่งเจียงที่เรียนจบมารุ่นเดียวกันกับเขาแล้ว!
“จริงสิ! พี่ชาย! แอบกระซิบหน่อยสิว่าบริษัทเราเป็นยังไงบ้าง?” เสิ่นซิงอวี่รีบถาม “พวกผู้จัดการแผนกดุไหม จะต้องทำงานล่วงเวลาทั้งวันทั้งคืนรึเปล่า!”
“ไม่ดุ เถิงเซิ่งเน้นนโยบายไม่ทำงานล่วงเวลา!”
“ค่อยยังชั่วหน่อย” เสิ่นซิงอวี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาใช้แขนข้างหนึ่งโอบไหล่ซ่งเจียง “ต่อไปเราก็เป็นเพื่อนร่วมงานกันแล้วนะ แล้วพี่อยู่ตำแหน่งอะไรล่ะ?”
ตำแหน่งของฉัน?
สีหน้าของซ่งเจียงดูก้ำกึ่ง ใช่แล้ว เหมือนว่าฉันจะยังไม่ได้บอกจริงๆ
เขามองเสิ่นซิงอวี่ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่และทำตัวตามสบาย เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วแกล้งทำเป็นปริศนา “พรุ่งนี้นายจะได้เจอเจ้านายของเถิงเซิ่ง”
“เจ้านายของเราเป็นคนแบบไหนเหรอ?”
“อืม” ซ่งเจียงหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดอย่างจริงจัง “หล่อมาก”
หล่อมาก
ดวงตาของจางอี๋เปล่งประกาย ในหัวของเธอเริ่มจินตนาการไปต่างๆ นานาแล้ว
ทั้งสามคนบอกลากันอย่างรวดเร็วแล้วแยกย้ายกันไปตามทางเดินเล็กๆ ในมหาวิทยาลัย
ใต้แสงไฟถนน แสงสีนวลส่องสว่างบนทางเดินที่ปูด้วยหิน ซ่งเจียงเดินล้วงกระเป๋าไปเรื่อยๆ
ช่วงเวลาที่เงียบสงบเหมาะแก่การครุ่นคิดที่สุด
“ดูจากตอนนี้แล้ว ทักษะระดับห้าก็นับว่าแข็งแกร่งมาก อย่างน้อยก็จัดอยู่ในระดับเทคนิคได้แล้ว ส่วนจ้าวหมิงเซวียนมีทักษะการจัดการระดับ 6 แต่การขายแค่ระดับสาม ทั้งที่ตำแหน่งก่อนหน้านี้ของเขาคือผู้อำนวยการฝ่ายขาย”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซ่งเจียงก็ปวดหัวขึ้นมาทันที เมื่อดูจากทักษะแล้ว ตำแหน่งที่เหมาะสมกับจ้าวหมิงเซวียนเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ผู้อำนวยการฝ่ายขาย
แต่เรื่องนี้ต้องทดสอบเพิ่มเติม จะดูแค่หน้าต่างข้อมูลอย่างเดียวไม่ได้
“ฮู้ว กว่าจะเปิดบริษัทได้นี่มันไม่ง่ายเลยนะ”
หลังจากจัดการกับความคิดที่วุ่นวายเสร็จ ซ่งเจียงก็เปิดประตูห้องพัก มองเตียงว่างๆ ของเพื่อนร่วมห้องอีกสามคน
คนหนึ่งที่บ้านมีฐานะ อีกคนสอบติดราชการไปนานแล้ว ส่วนคนที่เหลือที่เป็นมนุษย์เงินเดือนก็ออกไปก่อนตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว
เหลือเพียงฉันคนนี้ ที่เป็นเจ้านายปลอมๆ รับเงินเดือนไม่กี่ร้อย แต่ทำงานเป็นหมื่น เป็นทาสบริษัทของแท้!
สักวันหนึ่งฉันจะรีดขนแกะของแกมาให้หมดเลย!!
ซ่งเจียงหลับใหลไปพร้อมกับความรู้สึกคับแค้นใจ

วันรุ่งขึ้น
ซ่งเจียงตื่นแต่เช้า โทรศัพท์สายหนึ่งเรียกหาหวงโป๋ฮั่นผู้รอบรู้ทันที
สิบนาทีต่อมา รถแท็กซี่จอดที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย หวงโป๋ฮั่นกำลังสูบบุหรี่ พอเห็นซ่งเจียงเดินเข้ามาก็รีบดับบุหรี่แล้วเปิดประตูให้
เมื่อซ่งเจียงคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย หวงโป๋ฮั่นก็เหยียบคันเร่ง แรงดึงทำให้ซ่งเจียงถูกกดติดเบาะ
“จะไปไหน?”
ซ่งเจียงพยายามจัดท่านั่งให้ดี “มีบริษัทไหนที่ค่าเช่าถูก สถานที่คุ้มค่า แล้วก็มีอุปกรณ์เก่าๆ บ้างไหม?”
“มาถึงก็โยนงานยากให้ฉันเลยนะ!” หวงโป๋ฮั่นถอนหายใจแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมา “มี”
“หา?” ซ่งเจียงตกใจ แค่ถามไปลอยๆ ไม่คิดว่าจะมีจริงๆ!
“นายโชคดีนะ เมื่อไม่กี่วันก่อนมีผู้ชายคนหนึ่งเล่าให้ฟัง เจ้าของโรงงานของเขาพากิ๊กไปตั้งรกรากอยู่ต่างประเทศ ทิ้งเรื่องวุ่นวายไว้ข้างหลัง ผู้จัดการก็หนีไปหมด เหลือแต่พนักงานเก่าๆ ที่อยู่หน้างาน โรงงานนี้ผลิตที่นอน แต่ขายไม่ค่อยดี ตอนนี้เลยมีของเหลือเต็มไปหมด”
หวงโป๋ฮั่นหยุดไปครู่หนึ่ง “ยังไงล่ะ จะฉวยโอกาสตอนไฟไหม้เหรอ? ฉันว่าน่าจะต่อรองราคาลงมาได้ครึ่งหนึ่งเลยนะ พอขายต่อก็น่าจะได้กำไรสัก 100,000 กว่าหยวน”
ซ่งเจียงยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ
“จริงๆ นะ เมื่อก่อนคุณทำงานอะไร?”
“ยอดนักขาย”

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 6 ฉวยโอกาสตอนไฟไหม้

ตอนถัดไป