คิดว่าข้าเป็นแม่ครัวของเจ้าจริงๆ หรือ?
บทที่ 6 คิดว่าข้าเป็นแม่ครัวของเจ้าจริงๆ หรือ?
หนึ่งชั่วยามผ่านไป แสงแดดเริ่มอ่อนลง ไม่ได้อบอุ่นเหมือนเมื่อครู่แล้ว หลี่ฉางอันจึงยุติการการ "สังเคราะห์แสง" ของเขาในวันนี้
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งที่อยู่ด้านข้างก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรง บิดขี้เกียจอย่างเกียจคร้าน
ช่างสดชื่นกระปรี้กระเปร่าจริง ๆ
หลี่ฉางอันเหลือบมองอึ้งย้งที่ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงเปี่ยมไปด้วยพลัง เขาจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้ซื้อเสื้อผ้ามาตั้งมากมายหรอกรึ? เหตุใดยังสวมชุดขอทานชุดเดิมอยู่อีก? หรือมันกำลัง 'อินเทรนด์' ?"
ก่อนหน้านี้พวกเขาออกไปข้างนอกเกือบครึ่งชั่วยาม
เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเลือกซื้อเสื้อผ้าของอึ้งย้ง
หากไม่ใช่เพราะหลี่ฉางอันรู้สึกว่าใช้เวลานานเกินไปจนต้องลากอึ้งย้งกลับมา ป่านนี้พวกเขาก็อาจจะยังคงอยู่ในร้านตัดเสื้อก็เป็นได้
อึ้งย้งมองหลี่ฉางอันอย่างงุนงงแล้วเอ่ยถาม "อะไรคือ 'อินเทรนด์' ?"
หลี่ฉางอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “เป็นคำที่ใช้เรียกกระแสนิยมที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย”
อึ้งย้งมองหลี่ฉางอันด้วยสายตาเหยียดหยาม “หึ! ใครกันที่จะบ้าถึงขนาดคิดว่าการใส่ชุดแบบนี้มัน 'อินเทรนด์' กัน”
พูดจบ อึ้งย้งก็เลิกคิ้วถาม "อะไรกัน? ข้าจะใส่ชุดนี้ไม่ได้หรือ?"
หลี่ฉางอันส่ายหน้า "ไม่ใช่ว่าไม่ได้ เพียงแต่ข้าแปลกใจที่เจ้าเพิ่งซื้อเสื้อผ้ามาใหม่แต่กลับไม่ยอมเปลี่ยน"
อึ้งย้งแค่นเสียง "เหอะ" เบาๆ แล้วกล่าวว่า "เจ้าไม่เข้าใจหรอก สตรีชอบซื้อ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใส่เสมอไป"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ฉางอันก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตา
หากจะพูดถึงเรื่องนี้ อันที่จริงหลี่ฉางอันเข้าใจดีทีเดียว
ในชาติก่อน หลี่ฉางอันเริ่มต้นอาชีพด้วยการทำงานด้านการวางแผนการตลาด
และในโลกนั้น ธุรกิจประเภทไหนที่ทำกำไรได้มากที่สุด?
ก็คือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง
ดังนั้น เพื่อที่จะสร้างสรรค์แผนการตลาดที่ดีออกมา หลี่ฉางอันจึงเคยใช้เวลามากมายศึกษาจิตวิทยาที่เกี่ยวกับผู้หญิงโดยเฉพาะ
เพียงแต่เขาไม่คาดคิดว่า แม้จะโลกจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่จิตวิทยาของผู้หญิงก็ยังคงเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเสื้อผ้าของอึ้งย้งจะดูมอมแมม
แต่บนตัวนางกลับไม่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์แต่อย่างใด
ตรงกันข้าม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกลิ่นกายตามธรรมชาติของอึ้งย้งหรือไม่
บนตัวนางกลับมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกท้ออย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น หลี่ฉางอันก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากอึ้งย้งอยู่แล้ว นางอยากจะสวมใส่อะไรก็แล้วแต่นางเถอะ
เขายักไหล่ จากนั้นจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายพลางหยิบชุดน้ำชาบนโต๊ะไปล้าง
เมื่อเห็นว่าหลี่ฉางอันไม่ได้ติดใจเรื่องเสื้อผ้า และรูปลักษณ์ที่ดูมอมแมมของตนอีกต่อไป อึ้งย้งก็เอียงคอเล็กน้อย
"เจ้าหมอนี่ ดูจะแตกต่างจากคนอื่นอยู่บ้างจริงๆ!"
หลังจากพึมพำกับตัวเอง อึ้งย้งก็พูดกับหลี่ฉางอันว่า "นี่! ข้าจะออกไปยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย"
เสียงของนางยังไม่ทันขาดคำ เสียงตอบกลับจากหลี่ฉางอันก็ดังมาแต่ไกล
"เช่นนั้นเจ้าก็ซื้อกับข้าวกลับมาด้วยเลย เงินอยู่ในกล่องบนชั้นที่สามของชั้นหนังสือในห้องข้า หยิบเอาไปได้เลย!"
"ชิ! คิดว่าข้าเป็นแม่ครัวของเจ้าจริงๆ หรือ?"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตา
หลังจากส่งเสียงดูแคลนในใจ อึ้งย้งก็เตรียมที่จะไม่สนใจหลี่ฉางอันแล้วออกไปเดินเล่น
แต่ในวินาทีต่อมา เสียงของหลี่ฉางอันก็ทำให้นางล้มเลิกความคิดนั้น
"ถ้าเจ้าไม่อยากทำอาหารล่ะก็... คืนนี้ข้าจะทำบะหมี่ให้เจ้ากิน!"
ในวินาทีนั้นเอง อึ้งย้งก็พลันนึกถึงความน่าสะพรึงกลัวของอาหารฝีมือเขาเมื่อตอนกลางวันที่ยังคงทิ้งบาดแผลไว้ในจิตใจนาง
ร่างกายนางสั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง จากนั้นจึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เดินเข้าไปในห้องของหลี่ฉางอันหยิบเงินแล้วจึงค่อยเดินออกไป
เมื่อก้าวพ้นประตูใหญ่ออกมาแล้ว อึ้งย้งมองดูแท่งเงินในมือ เธอพลันรู้สึกถึงความยากลำบากของชีวิตเป็นครั้งแรก
หลังจากล้างชุดน้ำชาจนสะอาดและนำไปวางผึ่งลมไว้บนชั้นไม้ข้างๆ แล้ว หลี่ฉางอันก็หยิบกาน้ำขึ้นมารดน้ำต้นไม้ที่เขาเพิ่งปลูกไว้ในสวนเมื่อไม่นานมานี้
แม้ว่าในชาตินี้หลี่ฉางอันตั้งใจจะเป็นแค่ปลาเค็ม***
(ความหมายโดยทั่วไป:คนที่ใช้ชีวิตไปวันๆ เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น. )
แต่ก็ไม่มีใครกำหนดนี่ว่าปลาเค็มจะใช้ชีวิตอย่างมีรสนิยมไม่ได้
การปลูกดอกไม้ใบไม้เพื่อขัดเกลาจิตใจมันผิดตรงไหนกัน?
ทว่า ในขณะนั้นเอง ณ สถานที่ซึ่งห่างจากลานบ้านของหลี่ฉางอันไม่มากนัก
เงาร่างในอาภรณ์สีขาวราวหิมะ พลันร่อนลงมาจากท้องฟ้าท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง
ยามที่สตรีนางนั้นค่อยๆ ร่อนลงมา ชายเสื้อของนางพลิ้วไหวราวกับถูกสายลมโอบอุ้ม
เมื่อนางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้างามราวหยกสลักอันงดงามประณีตชนิดที่แม้แต่สตรีด้วยกันยังต้องชื่นชม ได้ถูกฉาบด้วยแสงเรืองรองดุจมุกในยามเย็น
เมื่อเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้างามดุจหยกที่งดงามประณีตชนิดที่แม้แต่ผู้หญิงด้วยกันก็ยังต้องชื่นชม ได้ถูกฉาบด้วยแสงเรืองรองดุจมุกในยามเย็น
เมื่อสตรีผู้นั้นยืนนิ่ง คลื่นความผันผวนของพลังปราณนับสิบสายก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วจากด้านข้าง
เมื่อเข้ามาใกล้ร่างของนางแล้ว สตรีสิบกว่าคนก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นพร้อมกัน
“ท่านจ้าววัง!”
หากมีคนในยุทธภพที่พอมีความรู้เห็นเข้า ย่อมต้องสามารถระบุตัวตนของคนเหล่านี้ได้จากอาภรณ์ที่พวกนางสวมใส่
พวกเขาก็คือศิษย์ของวังบุปผา หนึ่งในสุดยอดขุมกำลังในยุทธภพ
และผู้ที่สามารถทำให้ศิษย์วังบุปผาเหล่านี้เรียกขานด้วยความเคารพยำเกรงว่า “จ้าววัง” ได้นั้น
ตัวตนของสตรีผู้งดงามนางนี้ย่อมไม่ต้องกล่าวถึงอีก
นางก็คือ ‘เอี้ยง้วย’ ประมุขแห่งวังบุปผา ที่มีรายชื่ออยู่ในทำเนียบบุปผาและทำเนียบปรมาจารย์แห่งยุทธภพ
ดวงตาของเอี้ยง้วยเหลือบมองเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "สืบพบร่องรอยแล้วหรือไม่?"
ทั่วทั้งร่างของเอี้ยง้วยราวกับแผ่กลิ่นอายอันน่าเกรงขามที่ติดตัวมาแต่เกิด เป็นกลิ่นอายที่ยากจะต้านทาน
แม้แต่ในถ้อยคำที่เรียบง่าย แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกสูงส่งราวเทพเซียนที่ถูกขับจากสวรรค์
เมื่อได้ยินดังนั้น ศิษย์วังบุปผาที่อยู่ใกล้เอี้ยง้วยที่สุดก็รีบตอบว่า
“เรียนท่านจ้าววัง พวกเราและเหล่าผู้อาวุโสต่างแยกย้ายกันค้นหาแล้ว แต่ยังไม่พบร่องรอยของเว่ยอู๋หยาและพวกสิบสองนักษัตรเลยเจ้าค่ะ”
เอี้ยง้วยแค่นเสียง “หึ” เบาๆ และกล่าวว่า “สั่งให้พวกนางค้นหาต่อไป คนของสิบสองนักษัตรไม่ว่าใครก็ตาม ข้าไม่ต้องการได้ยินชื่อของพวกมันในยุทธภพอีก”
“เจ้าค่ะ!”
หลังจากที่ตอบกลับอย่างรวดเร็วแล้ว ศิษย์วังบุปผาทั้งหมดก็รีบแยกย้ายจากไป
เเมื่อศิษย์วังบุปผาทุกคนจากไปหมดแล้ว สายตาของเอี้ยง้วยพลันเหลือบไปเห็นจวนหลังหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเดินตรงไปยังจวนที่หลี่ฉางอันอาศัยอยู่
และเมื่อมาถึงหน้าประตู สายตาของเอี้ยง้วยกลับถูกประกาศให้เช่าที่ติดอยู่บนกำแพงข้างประตูสะกดไว้เป็นอันดับแรก
มีตัวอักษรเพียงไม่กี่สิบตัว
แต่ลายพู่กันนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่ง แม้จะดูบางเบาแต่ก็ไม่ขาดซึ่งความหนักแน่น
โดยเฉพาะตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นถึงความสง่างามอันโดดเด่น
เมื่อเห็นดังนั้น ดวงตาคู่สวยของเอี้ยง้วยก็สว่างวาบขึ้นและอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม “เขียนได้ดี!”
จากนั้น สายตาของนางก็จับจ้องไปที่ตัวอักษรคำว่า "บ้านให้เช่า" บนกระดาษ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
ก่อนจะก้าวเข้าไปในเรือนสี่ประสานที่เปิดประตูอ้าไว้อยู่
เพียงแค่ไม่กี่สิบก้าว นางก็เห็นหลี่ฉางอันที่กำลังถือบัวรดน้ำที่ทำจากเหล็ก จัดการพรวนดินในกระถางและรดน้ำต้นไม้ภายในสวน
สายตาของนางจับจ้องไปที่ใบหน้าอันหล่อเหลาแต่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและสบายๆ ของหลี่ฉางอัน ดวงตาคู่สวยของเอี้ยง้วยก็สว่างวาบขึ้น
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในสมองของนางโดยอัตโนมัติ
“คนผู้นี้ ช่างดูดีจริงๆ!”
ใจรักความงามเป็นสิ่งที่ทุกคนมี ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านร้านตลาดหรือเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ล้วนเป็นเช่นนี้
เอี้ยง้วยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
แค่เพียงข้อกำหนดในการรับศิษย์ของวังบุปผาที่แต่ละครั้งยังต้องพิจารณาถึงรูปลักษณ์หน้าตาด้วย ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่าเอี้ยง้วยเป็นพวกที่ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกอย่างไม่ต้องสงสัย
ในอดีต นางเคยถึงกับลงมือสังหารคนอย่างโหดเหี้ยมเพียงเพราะทนดูใบหน้าที่อัปลักษณ์ของคนผู้นั้นไม่ได้
แต่ตอนนี้ ณ สถานที่ห่างไกลอย่างเมืองฉางซาน การได้พบกับบุรุษที่มีรูปโฉมงดงามเช่นหลี่ฉางอัน ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
และในขณะเดียวกัน อารมณ์ของนางก็ดูเหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน
บางครั้ง อารมณ์ของคนเราก็เปลี่ยนแปลงได้อย่างน่าอัศจรรย์
ในขณะที่เอี้ยง้วยยืนนิ่งอยู่นั้น หลี่ฉางอันที่กำลังง่วนอยู่กับการดูแลต้นไม้ใบหญ้าในสวน ก็สังเกตเห็นคนแปลกหน้าที่เข้ามาในบ้านของตน
เมื่อเงยหน้าขึ้นและมองไปยังสตรีที่ยืนอยู่หน้าลานบ้าน ดวงตาของหลี่ฉางอันก็เป็นประกายขึ้นเล็กน้อย
ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาโดยอัตโนมัติ
“สตรีผู้นี้…..ช่างงดงามจริงๆ!”