เจ้าเป็นบุรุษตัวโตเสียเปล่า คิดจะพึ่งพาสตรีอย่างนั้นรึ?
บทที่ 50 เจ้าเป็นบุรุษตัวโตเสียเปล่า คิดจะพึ่งพาสตรีอย่างนั้นรึ?
ตงฟางปู้ป้ายแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย มองเอี้ยง้วยที่ยืนอยู่ใต้ชายคาเรือน
สายตาของนางค่อยๆ กวาดมองสำรวจไปทั่วร่างของเอี้ยง้วย ในฐานะที่เป็นสตรีด้วยกัน แม้แต่ตงฟางปู้ป้ายผู้หยิ่งในศักดิ์ศรี ยังอดรู้สึกตื่นตะลึงในความงามอันเลิศล้ำของนางไม่ได้
สตรีสองนางในใต้หล้าที่ไม่ว่าจะเป็นสถานะ ชื่อเสียง รูปโฉม หรือแม้กระทั่งพลังฝีมือ ล้วนทัดเทียมกัน ได้มาพบพานกันในลานเรือนด้านหลังของหลี่ฉางอันเช่นนี้
เมื่อสี่สายตาประสานกัน ราวกับมีประกายดาบอันคมกริบเชือดเฉือนกันอย่างเงียบๆ!
หลังจากพาตงฟางปู้ป้ายเข้ามาในลานเรือนแล้ว หลี่ฉางอันก็ชี้ไปยังห้องทางด้านขวาแล้วกล่าว “ห้องของแม่นางคือห้องนั้น ด้านในมีเครื่องนอนพร้อมสรรพ หากขาดเหลือสิ่งใดก็บอกข้าได้”
เมื่อได้ยินเสียงของหลี่ฉางอัน ตงฟางปู้ป้ายจึงยอมละสายตาจากเอี้ยง้วย
นางเหลือบมองไปยังทิศที่หลี่ฉางอันชี้เพียงครั้งหนึ่ง แต่มิได้มีทีท่าว่าจะเข้าไปดูห้องแต่อย่างใด กลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ข้ารู้แล้ว!”
สิ้นเสียงนั้น หลังจากปรายตามองเอี้ยง้วยอีกครั้ง ตงฟางปู้ป้ายก็หมุนกายเดินกลับออกไปด้านนอก
ทิ้งให้เสี่ยวเจียวที่ยืนอยู่ข้างๆ ต้องทำหน้างุนงงไม่เข้าใจ
ร่างระหงวูบไหว เพียงไม่นานตงฟางปู้ป้ายก็ออกจากลานเรือนของหลี่ฉางอันมายังโรงเตี๊ยมเหิงไหล
เมื่อเห็นตงฟางปู้ป้ายกลับมา ถงไป่สง ซางซานเหนียง และคนอื่นๆ ที่อยู่ในโรงเตี๊ยมต่างก็รีบคุกเข่าลงในทันที
“ท่านประมุข!”
หลังจากครางรับในลำคอเบาๆ ตงฟางปู้ป้ายจึงเอ่ยปาก “ลุกขึ้น”
เมื่อลุกขึ้นยืนแล้ว ถงไป่สงก็ก้มศีรษะลงเอ่ยถาม “ท่านประมุข พบเบาะแสอันใดหรือไม่ขอรับ?”
ตงฟางปู้ป้ายพยักหน้ารับเบาๆ “เป็นเอี้ยง้วยจริงๆ”
แม้ว่าก่อนหน้านี้ตงฟางปู้ป้ายจะไม่เคยพบหน้าเอี้ยง้วยมาก่อน
ทว่าในแวบแรกที่นางเห็นเอี้ยง้วยในลานเรือนของหลี่ฉางอัน นางก็สามารถตัดสินยืนยันสถานะของอีกฝ่ายได้ทันที
ไม่มีเหตุผลอื่นใด หากแต่เป็นสัญชาตญาณล้วนๆ
ไม่ว่าจะเป็นรูปโฉม กลิ่นอาย หรือแม้กระทั่งความรู้สึกหนักอึ้งที่สัมผัสได้ในใจยามที่เผชิญหน้ากับเอี้ยง้วย ล้วนทำให้ตงฟางปู้ป้ายสามารถยืนยันตัวตนของอีกฝ่ายได้
เมื่อได้รับการยืนยันจากปากของตงฟางปู้ป้ายแล้วว่าเจ้าวังเอี้ยง้วยแห่งวังบุปผาอยู่ที่เมืองฉางซานแห่งนี้จริงๆ สีหน้าของถงไป่สงและซางซานเหนียงกลับยิ่งเคร่งขรึมมากขึ้น
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถงไป่สงก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อย “เช่นนั้น... ท่านประมุขต้องการจะ...?”
ตงฟางปู้ป้ายรับถ้วยชาที่ซางซานเหนียงประคองส่งมาให้อย่างระมัดระวัง จิบเบาๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไม่ต้องรีบร้อน!”
นางหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยปากสั่งการ “ซางซานเหนียง เจ้าพร้อมด้วยศิษย์อีกส่วนหนึ่งจงอยู่ที่เมืองฉางซานแห่งนี้”
“ส่วนถงไป่สง เจ้าจงเดินทางกลับไปยังผาไม้ดำ จัดการเรื่องอื่นๆ ในพรรคต่อไป”
เมื่อคำสั่งนี้ออกมา ถงไป่สงและซางซานเหนียงต่างก็สบตากัน
ทั้งสองลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกโดยมิได้นัดหมาย
อย่างไรเสีย ครั้งนี้ผู้ที่ต้องเผชิญหน้าด้วยก็คือวังบุปผา
หาใช่พันธมิตรห้าขุนเขากระบี่ไม่
หากต้องกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันจริงๆ ด้วยสถานการณ์ของพรรคสุริยันจันทราในปัจจุบัน หากเปิดศึกขึ้นมา พวกเขาจะรับมือขุมกำลังระดับสุดยอดอย่างวังบุปผาได้อย่างไร?
ก่อนหน้านี้ พวกเขาทั้งสองกังวลใจอย่างยิ่งว่าตงฟางปู้ป้ายจะเปิดศึกกับเอี้ยง้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้น คนทั้งสองจึงโค้งคำนับรับคำสั่ง
รอจนกระทั่งถงไป่สงและศิษย์พรรคสุริยันจันทราส่วนใหญ่จากไป มุ่งหน้ากลับไปยังผาไม้ดำแล้ว
ตงฟางปู้ป้ายจึงหันไปมองซางซานเหนียง
“เมืองฉางซานอยู่ในเขตปกครองของพรรคสุริยันจันทราเรา พรรคไผ่เขียวสิ้นชื่อไปแล้ว... เจ้าคงรู้ว่าควรทำเช่นไรต่อ?”
ซางซานเหนียงรีบก้มศีรษะลงขานรับ
“ท่านประมุขโปรดวางใจ บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!”
ทว่า...นางรออยู่เนิ่นนาน ก็ไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากตงฟางปู้ป้าย
นางจึงเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง แต่กลับพบว่าเบื้องหน้าไหนเลยจะมีเงาร่างของตงฟางปู้ป้ายอยู่?
ถึงตอนนี้ ซางซานเหนียงจึงได้ระบายลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมาเฮือกใหญ่
บนหน้าผากของนางปรากฏเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาอย่างหนาแน่น
สามารถจินตนาการได้เลยว่า ความกดดันมหาศาลเมื่อครู่นี้ทำเอานางแทบหยุดหายใจ
………
ในขณะเดียวกัน
ณ ลานเรือนของหลี่ฉางอัน
เมื่อเห็นหลี่ฉางอันกลับมานั่งจิบชาใสบนม้านั่งหินอย่างสบายอารมณ์ อึ้งย้งก็ถึงกับพูดไม่ออก
“เจ้ายังมีแก่ใจมานั่งจิบชาอีกรึ เจ้ามองไม่ออกหรือไรว่าสตรีเมื่อครู่นี้ไม่ธรรมดา?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ฉางอันก็เอ่ยตอบเสียงเรียบ“ข้ารู้! ก็ตงฟางปู้ป้ายแห่งพรรคสุริยันจันทราอย่างไรเล่า!”
หลี่ฉางอันไม่ใช่คนโง่
สตรีผู้ที่มีกลิ่นอายเผด็จการ รูปโฉม และการแต่งกายเช่นนี้ ทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่จะมาปรากฏตัวขึ้นที่นี่ นอกจากยอดฝีมือผู้นั้นบนผาไม้ดำแล้ว จะยังมีผู้ใดที่ตรงตามลักษณะนี้อีก?
พูดพลาง หลี่ฉางอันก็ทำเสียงจิ๊จ๊ะในปาก “สมกับคำร่ำลือจริงๆ แม้กายจะเป็นสตรี แต่กลับแผ่กลิ่นอายเผด็จการออกมาได้อย่างน่าเกรงขาม!”
อึ้งย้งเบิกตากว้าง “เจ้ารู้แล้วยังจะยอมให้นางพักที่นี่อีกรึ? เจ้าเสียสติไปแล้วหรือไร?”
ในต้าหมิงนั้นมีขุมกำลังมากมาย แต่พรรคสุริยันจันทรากลับถูกจัดอยู่ในประเภทพรรคมาร ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีเหตุผล
ชื่อเสียงของพรรคสุริยันจันทราและตงฟางปู้ป้ายในยุทธภพนั้นเป็นที่รู้กันดี
แต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หลี่ฉางอันกลับยังยินยอมให้ประมุขพรรคมารอย่างตงฟางปู้ป้ายเข้ามาพักอาศัยอยู่ด้วย
นี่มันไม่ต่างอะไรกับเซียนโอสถดื่มยาพิษเลย รนหาที่ตายชัดๆ!
หลี่ฉางอันเหลือบมองอึ้งย้งแวบหนึ่งแล้วกล่าวว่า “แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า? เห็นได้ชัดว่านางมาที่นี่ก็เพราะเรื่องของพรรคไผ่เขียว”
“ถ้าข้าปฏิเสธไป...มิใช่ว่าพวกเจ้าจะต้องเปิดศึกกันทันทีหรอกรึ?”
อึ้งย้งมองหลี่ฉางอันอย่างตกตะลึง “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเรื่องที่พรรคไผ่เขียวถูกทำลายเกี่ยวข้องกับพวกเรา?”
หลี่ฉางอันมองอึ้งย้งด้วยสายตาดูแคลน
“ข้าแค่เกียจคร้าน ไม่ได้โง่เง่า! เมืองฉางซานก็มีอยู่แค่นี้…..”
เอี้ยง้วยซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินบทสนทนานี้ มุมปากของนางก็ยกขึ้นเล็กน้อยในแววตาที่มองไปยังหลี่ฉางอันฉายแววขบขันขึ้นหลายส่วน
ส่วนอึ้งย้งนั้นถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ครู่ต่อมา อึ้งย้งก็เท้าคางแล้วกล่าว “ในเมื่อเจ้ารู้ เจ้าก็ยิ่งควรจะรู้ว่าตงฟางปู้ป้ายผู้นั้นมาอย่างไม่เป็นมิตร”
“ตอนนี้เจ้าพานางเข้ามา ไม่เท่ากับว่าเป็นการชักศึกเข้าบ้านหรอกรึ?”
หลี่ฉางอันตอบเสียงเรียบ “มีอะไรต้องกังวล? มิใช่ว่า ‘นาง’ ยังอยู่ที่นี่หรอกรึ?”
พูดพลาง หลี่ฉางอันก็พเยิดหน้าไปยังเอี้ยง้วยที่นั่งอยู่ข้างๆ
หลังจากบิดขี้เกียจหนึ่งครั้ง หลี่ฉางอันก็กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “หากเรื่องราวมันบานปลายจนควบคุมไม่ได้จริงๆ ถึงตอนนั้นก็ยังมีเอี้ยง้วยอยู่มิใช่รึ!”
พูดจบ หลี่ฉางอันก็หันไปมองเอี้ยง้วยพร้อมกับเผยรอยยิ้ม
เขากล่าวพลางหันไปส่งยิ้มให้เอี้ยง้วย รอยยิ้มนั้นช่างสดใสชวนให้สบายตายิ่ง
เอี้ยง้วยเพียงทอดสายตามองเขาอย่างขบขัน แต่กลับมิได้เอ่ยปฏิเสธ
เมื่อเห็นเช่นนี้ ความมั่นใจในใจของหลี่ฉางอันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
เมื่อเข้าใจความคิดของหลี่ฉางอันแล้ว อึ้งย้งก็เบะปากอย่างดูแคลนแล้วกล่าว
“เจ้าเป็นบุรุษตัวโตเสียเปล่า กลับคิดจะพึ่งพาสตรีอย่างนั้นรึ?”