บทที่ 1 ปฐมบท

ฮ่องกงในปี 1946 จากจำนวนประชากรในช่วงต้นหลังสงครามที่ 600,000 คน ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึง 1,500,000 คน เดิมทีฮ่องกงก็ขาดแคลนที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว ประกอบกับบ้านเรือนจำนวนมากถูกกองทัพญี่ปุ่นทิ้งระเบิดทำลายไป ทำให้ผู้คนมากมายจำต้องออกมานอนตามท้องถนน แม้แวบแรกคนไร้บ้านเหล่านี้จะดูยากจนและสกปรก แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วกลับพบว่าพวกเขาใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบ และไม่มีร่องรอยของความสิ้นหวังหรือยอมแพ้ต่อโชคชะตาเลย
พวกเขาเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวไว้บนพื้นและพิงไว้กับกำแพง ไม่ว่าจะเป็นเสื่อ ตะกร้าไม้ไผ่ ไม้กวาดทางมะพร้าว เครื่องครัว และกระป๋องสังกะสี พวกเขาใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมอย่างเต็มที่ และยังมีพื้นที่เหลือให้เด็กๆ ได้วิ่งเล่นอีกด้วย การหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานราคาถูก รอเพียงแค่เงินทุนและเทคโนโลยีอีกนับไม่ถ้วนที่จะตามเข้ามาในภายหลัง เมื่อทั้งสามปัจจัยนี้ผสมผสานกัน ก็ได้สร้างความรุ่งเรืองทางอุตสาหกรรมให้แก่ฮ่องกงตลอดช่วงสามสิบถึงสี่สิบปีข้างหน้า
ฮ่องกงในปี 1946 อาคารที่สูงที่สุดคือ ‘อาคารธนาคารเอชเอสบีซีรุ่นที่สาม’ ซึ่งมีความสูง 70 เมตร รวม 13 ชั้น เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกไกล ณ เวลานั้น และยังเป็นอาคารแห่งแรกในฮ่องกงที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ
ในสมัยที่ฮ่องกงอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น อาคารธนาคารเอชเอสบีซีเคยถูกใช้เป็นที่ทำการของรัฐบาล หลังจากนั้นเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร กองทัพญี่ปุ่นจึงได้ขนย้ายสิงโตทองแดงคู่ที่ตั้งอยู่หน้าประตูไปยังประเทศญี่ปุ่นเพื่อเตรียมหลอมเอาทองแดงไปใช้ เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม สิงโตทั้งสองตัวก็ถูกค้นพบโดยกองทัพอเมริกัน และได้ถูกส่งกลับคืนสู่ฮ่องกงตามคำสั่งของนายพลดักลาส แมกอาร์เทอร์ ซึ่งสิงโตทองแดงคู่นี้ก็ได้ถูกใช้งานต่อมาจนถึงยุคหลัง
ฮ่องกงในปี 1946 กฎหมายกำหนดให้ ‘อาคารที่พักอาศัยทั่วไป’ มีความสูงได้ไม่เกินห้าชั้น และอาคารที่พักอาศัยในฮ่องกงโดยทั่วไปเป็นแบบ ‘ตึกแถวถังโหลว’ และ ‘อาคารที่มีทางเดินเท้าใต้ชายคา’ ในยุคนี้ การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จะขายกันเป็น ‘หลัง’ หรือ ‘คูหา’ ส่วนแนวคิด ‘การแบ่งขายเป็นชั้น’ และ ‘การผ่อนดาวน์ห้องชุดที่ยังสร้างไม่เสร็จ’ นั้นยังไม่มีใครเคยเสนอขึ้นมา (ในยุคต่อมา ปี 1948 อู๋ตัวไท่ได้เสนอแนวคิดการแบ่งขายเป็นชั้น และในปี 1954 เฟยถิ่งไท่ได้เสนอการผ่อนชำระและขายห้องชุดที่ยังสร้างไม่เสร็จ รวมถึงพื้นที่ส่วนกลาง)
ฮ่องกงในปี 1946 ค่าเช่าที่พักอาศัยเริ่มปรับตัวสูงขึ้น และด้วยการหลั่งไหลเข้ามาของมหาเศรษฐีและเจ้าของโรงงานจำนวนมาก ค่าเช่าจะพุ่งสูงขึ้นถึงระดับที่น่าตกใจอย่างยิ่งในปี 1949 หากต้องการเช่าห้องพัก จะต้องจ่าย ‘ค่าเซ้ง’ ก้อนหนึ่งให้แก่เจ้าของบ้านก่อน แล้วจึงค่อยจ่ายค่าเช่ารายเดือน เพียงแค่ไม่กี่ปี เจ้าของบ้านก็สามารถทำเงินคืนทุนค่าอสังหาริมทรัพย์ของตนเองได้ (ตามบันทึก ตระกูลเปาแห่งหนิงโปได้เช่าห้องพักขนาดพันกว่าตารางฟุตในปี 1948 โดยจ่ายค่าเซ้งเป็นเงิน 20,000 ดอลลาร์ฮ่องกง และค่าเช่ารายเดือนอีก 450 ดอลลาร์ฮ่องกง)
ฮ่องกงในปี 1946 อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราถูกกำหนดไว้คงที่คือ 1 ปอนด์สเตอร์ลิงแลกได้ 16 ดอลลาร์ฮ่องกง และ 1 ดอลลาร์สหรัฐแลกได้ 4 ดอลลาร์ฮ่องกง เงินเดือนของตำรวจฮ่องกงอยู่ที่ 120 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อเดือน พนักงานธนาคารทั่วไปมีเงินเดือน 100 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อเดือน ในขณะที่เงินเดือนของคนส่วนใหญ่ยังต่ำกว่าสองอาชีพนี้มากนัก
เงิน 3 เซ็นสามารถนั่งรถรางบนเกาะฮ่องกงได้ เงิน 5 เซ็นสามารถนั่งเรือสตาร์เฟอร์รี่ข้ามฟากระหว่างเกาะฮ่องกงกับเกาลูน ขนมปังหนึ่งก้อนราคา 3 เซ็น และเงินสามเหมาสามารถซื้อผัดหมี่หนึ่งชามที่ ‘ภัตตาคารยงจี้’ ในย่านเซ็นทรัลได้ ในขณะที่ราคาโจ๊กของ ‘ภัตตาคารยงจี้’ ได้ขึ้นไปถึง 8 เหมาแล้ว (เหมา=เจี่ยว เซ็น=เฟิน)
ฮ่องกงในปี 1946 คนงานในโรงงานส่วนใหญ่ต้องทำงานวันละ 16 ชั่วโมง และไม่มีวันหยุดตลอดทั้งปี ค่าจ้างของพวกเขาก็ถูกมาก อยู่ในช่วง 30-100 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งเป็นเงินที่เพียงพอแค่ประทังชีวิตไปวันๆ ด้วยแรงงานราคาถูกเหล่านี้เอง ที่ทำให้นักธุรกิจสามารถผลักดันสินค้าต่างๆ ของฮ่องกง เช่น พลาสติก เสื้อผ้าสำเร็จรูป สิ่งทอ ของเล่น ไฟฉาย และร่ม เข้าสู่ตลาดโลกได้
และเพราะค่าแรงที่ถูกแสนถูกนี้เอง ทำให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากอยากเป็นตำรวจมากที่สุด รองลงมาคือการเข้าร่วมแก๊ง (ซึ่งก็คือแรงงานในท่าเรือ) และท้ายที่สุดคือการเข้าโรงงาน แม้แต่ผู้หญิงในการเลือกคู่ครองก็มีความคิดเห็นเช่นเดียวกัน ผู้หญิงบางคนยอมเป็นภรรยาน้อยของคนรวย ดีกว่าที่จะแต่งงานกับชายหนุ่มที่ยากจน นี่คือยุคสมัยที่กฎหมายของราชวงศ์ชิงและกฎหมายของอังกฤษยังคงใช้ร่วมกันอยู่ ฮ่องกงเป็นสังคมทุนนิยมระดับสูง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมุ่งไปที่เงินและความมั่งคั่ง
ฮ่องกงในปี 1946 การแต่งกายของผู้คนบนท้องถนนเป็นการผสมผสานระหว่างจีนและตะวันตก ผู้หญิงส่วนใหญ่สวมเสื้อขาวกางเกงดำ ถักเปียยาว และส่วนมากจะใช้ผ้าผูกลูกไว้ข้างหลัง มีเพียงภรรยาสาวไม่กี่คนที่สวมชุดฉางซานหรือกี่เพ้า อวดเรือนร่างอรชร ซึ่งดึงดูดสายตาเป็นพิเศษ
ส่วนผู้ชาย บ้างก็สวมเสื้อกล้ามกับกางเกงขายาว บ้างก็สวมเสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแล็ค พร้อมกับหวีผมเรียบแปล้และสวมนาฬิกาข้อมือ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจน และภาพผู้คนที่เดินกันอย่างเร่งรีบนั้น ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงชีวิตชีวาของฮ่องกงหลังสงคราม
ฮ่องกงในปี 1946 รถลากเป็นหนึ่งในยานพาหนะที่แพร่หลายที่สุดในยุคนี้ แข่งขันกับรถรางฮ่องกงที่ส่งเสียงติ๊งติ๊งและรถบัสรุ่นใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ส่วนรถแท็กซี่ ในเวลานี้ทั่วทั้งฮ่องกงมีไม่ถึง 200 คัน นอกจากนี้ยังมีรถยนต์ส่วนบุคคลที่จดทะเบียนอีกประมาณ 1,400 คัน และรถบรรทุกอีก 1,100 คัน
คนลากรถลาก คือภาพสะท้อนชีวิตอันแร้นแค้นของชาวจีนในฮ่องกงยุคนั้นได้อย่างดีที่สุด พวกเขาคือชนชั้นที่ยากจนข้นแค้น วันๆ คิดแต่จะหาลูกค้า กล้ามเนื้อแข็งแรงแต่มองดูแก่ก่อนวัย พวกเขาสวมหมวกฟาง บ้างก็ใส่เสื้อผ้าปะชุน บ้างก็เปลือยท่อนบน เท้าเปล่า บนบ่าที่ดำคล้ำมีผ้าขนหนูเก่าๆ สีเหลืองซีดพาดอยู่
ในเวลานี้ ค่าโดยสารรถลากหนึ่งเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 5 เซ็น แต่ก็ยังไม่อาจหลีกหนีการถูกทอดทิ้งจากยุคสมัยได้ (เพื่อต่อสู้กับยานพาหนะสมัยใหม่ ในช่วงต้นทศวรรษ 1950 คนลากรถเคยจัดกิจกรรม ห้าเซ็นทั่วเกาะฮ่องกงและเกาลูน เพื่อใช้สองเท้าต่อสู้กับรถยนต์ แต่สุดท้ายรัฐบาลฮ่องกงก็บีบให้หยุดออกใบอนุญาตและจำกัดเส้นทางวิ่งของรถลาก ซึ่งท้ายที่สุดก็พ่ายแพ้ต่อระบบทุนนิยม)
ฮ่องกงในปี 1946 ผืนน้ำของอ่าววิคตอเรียว่างเปล่าและกว้างใหญ่ แนวชายฝั่งแตกต่างจากยุคหลังอย่างสิ้นเชิง ‘จิมซาจุ่ยตะวันออก’ ยังไม่มีการถมทะเลเกิดขึ้น ส่วนเซ็นทรัลและหว่านไจ๋ก็ยังไม่มีการถมทะเลเพื่อขยายพื้นที่ขนาดใหญ่
กลางอ่าววิคตอเรียมีกองเรือรบขนาดเล็กจอดอยู่ ประกอบด้วยกองเรือลาดตระเวนและเรือบรรทุกเครื่องบินสองลำ ที่ ‘ฐานทัพเรือเทมาร์’ ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักก็มีเรือรบจอดอยู่เช่นกัน นี่คือลักษณะเด่นของยุคสมัยนี้ เนื่องจากอังกฤษมีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของฮ่องกง จึงถือเป็นการวางกำลังทหารอย่างหนักแน่น
ฮ่องกงในปี 1946 ท่าเรือสตาร์เฟอร์รี่ตั้งอยู่ ณ จุดที่แคบที่สุดของอ่าววิคตอเรีย ตรงข้ามกับท่าเรือเซ็นทรัล เรือสตาร์เฟอร์รี่สีเขียวขาวแล่นไปมาอยู่ระหว่างเกาะฮ่องกงและเกาลูน ขนส่งผู้คนหลากหลายรูปแบบข้ามทะเล
ในยุคที่อุโมงค์ครอสฮาร์เบอร์ที่หงคั่นยังไม่เปิดให้บริการในช่วงต้นทศวรรษ 1970 และรถไฟใต้ดินยังไม่เปิดในทศวรรษ 1980 เรือสตาร์เฟอร์รี่คือหนทางเชื่อมต่อเพียงหนึ่งเดียวระหว่างเกาะฮ่องกงและเกาลูน โดยมีผู้คนสัญจรผ่านนับหมื่นคนต่อวัน ค่าโดยสารเรือสตาร์เฟอร์รี่อยู่ที่ 5 เซ็น ตั๋วเรือมีลักษณะคล้ายสมุดเล่มเล็ก ด้านหน้าเป็นสีส้มแดงตัดกับสีขาวในแนวทแยง มีข้อความเป็นภาษาจีนและอังกฤษคนละด้าน บนตั๋วมียืนยันปีและเดือน พร้อมทั้งมีข้อความระบุว่า ‘ต้องแสดงเพื่อตรวจสอบ จึงจะได้รับอนุญาตให้ผ่านได้’ เป็นต้น ต่อมาค่าโดยสารเรือสตาร์เฟอร์รี่ได้ปรับขึ้นราคาหลายครั้ง ในช่วงทศวรรษ 1960 ขึ้นไปถึง 2 เจี่ยว (สำหรับที่นั่งชั้นสาม) และเคยมีเรื่องราวใหญ่โตเกิดขึ้นจากการขึ้นราคาเพียงห้าเซ็น
ฮ่องกงในปี 1946 การประกวด ‘นางงามฮ่องกง’ ครั้งแรกจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายน โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘การแข่งขันว่ายน้ำการกุศลนานาชาติ’ จัดโดย ‘สโมสรกองทัพอากาศ’ และ ‘คณะนักว่ายน้ำฮ่องกง-จีน’ ณ ไนท์คลับลี่ฉือ ที่นอร์ทพอยต์ ซึ่ง ‘ไนท์คลับลี่ฉือ’ ก็คือธุรกิจของหลี่ไฉฝ่า ผู้มีฉายาว่า ‘น้าไฉฝ่า’ และ ‘ตู้เยว่เซิงแห่งฮ่องกง’
การประกวดนางงามในยุคนี้ คือการจัดให้หญิงสาววัยแรกรุ่นไม่กี่คน สวมชุดบิกินี่สุดเซ็กซี่ เดินไปเดินมาต่อหน้าคณะกรรมการชาวจีนและชาวต่างชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองการเรียกร้องของ ‘รัฐบาลอังกฤษ-ฮ่องกง’ ในขณะนั้น ที่ว่าชาวฮ่องกงต้องการความบันเทิงสำหรับมวลชนเพื่อบำบัด อาการบอบช้ำ จากสงคราม ดังนั้น การประกวด ‘นางงามฮ่องกง’ ที่มีลักษณะเป็นการกุศล จึงได้ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความซบเซา
ส่วน ‘หลี่ไฉฝ่า’ ผู้นั้น คือหัวหน้าแก๊งชิงปังแห่งฮ่องกง ‘ไนท์คลับลี่ฉือ’ ของเขาถือเป็นสถานบันเทิงที่ดีที่สุดในฮ่องกงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ต่อมาหลี่ไฉฝ่าถูกรัฐบาลอังกฤษ-ฮ่องกง ‘เนรเทศออกนอกประเทศ’ เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายหลายอย่าง
ฮ่องกงในปี 1946 บนท้องถนนหลายแห่งจะเห็นภาพเด็กดูแลเด็กด้วยกันเองอยู่ทั่วไป โดยไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล ตั้งแต่เล็กๆ ก็เรียนรู้ที่จะแบ่งเบาภาระพ่อแม่ ดูแลน้องๆ เสื้อผ้าของเด็กเหล่านี้ขาดรุ่งริ่งและมอมแมม แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องปากท้อง ข้างๆ ตัวมักจะมีหม้อเหล็กใบหนึ่ง ซึ่งพ่อแม่เตรียมอาหารกลางวันไว้ให้ ด้วยวิธีนี้ ผู้ใหญ่จึงสามารถทุ่มเทให้กับการทำงานได้เต็มที่ โดยไม่ต้องเสียคนมาคอยดูแลลูก และไม่ทำให้เสียโอกาสในการหารายได้เพิ่ม ยุคนี้ไม่มีแก๊งลักพาตัวเด็ก และไม่มีการขโมยไต
ฮ่องกงในปี 1946 มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่อ ‘หลินจื้อเชา’ เดินทางมาจากมณฑลกวางตุ้งมายังฮ่องกง ในกระเป๋าของเขามีเงินเพียง 50 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งเป็นเงินที่แม่ซึ่งเป็นม่ายของเขาสนับสนุนโดยการนำเครื่องประดับไปขาย ก่อนออกเดินทาง หลินจื้อเชาได้ให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นกับแม่และน้องสาวว่า ภายในสองปี จะรับพวกเธอมาใช้ชีวิตอยู่ที่ฮ่องกงให้ได้
หลินจื้อเชาไม่ได้มีปณิธานอันยิ่งใหญ่ เพราะเขารู้ดีว่าการจะสร้างตัวในฮ่องกงโดยไม่มีพื้นเพและเส้นสายนั้นต้องใช้เวลา ดังนั้นภายในสองปี เขาจึงทำได้แค่บอกว่าจะรับแม่และน้องสาวมาอยู่ที่ฮ่องกง แต่ไม่กล้าพูดว่าจะทำให้พวกเธอมีชีวิตที่สุขสบายได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เงินทุนก้อนแรกนั้นสำคัญที่สุดเสมอ

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 1 ปฐมบท

ตอนถัดไป