บทที่ 5 ธุรกิจมาถึงหน้าประตู
เมื่อเห็นเย่ซูดื่มเหล้าหนักกว่าเดิมมาก เพื่อนๆ ที่เข้าใจผิดว่าเขาดื่มเพื่อระบายความทุกข์จึงลองถามขึ้นมา "ช่วงนี้นายไม่มีเรื่องอะไรใช่ไหม?"
แม้ว่าเย่ซูจะไม่ได้เล่าเรื่องที่โรงงานของที่บ้านปิดตัวลงเมื่อปลายปีที่แล้วให้เพื่อนทั้งสามคนฟัง
แต่ในฐานะที่อยู่ห้องเดียวกันมาสองปีครึ่ง ฟางเจ๋อเหว่ยและเพื่อนอีกสองคนก็ยังสังเกตได้ว่าช่วงนั้นเย่ซูดูมีเรื่องกลุ้มใจตลอดเวลา
ทั้งสามคนเคยลองถามแบบอ้อมๆ ดูแล้ว แต่ก็ถูกเย่ซูปฏิเสธด้วยคำพูดไม่กี่คำ
ทุกคนต่างก็มีความเป็นส่วนตัวของตัวเอง ในเมื่อเย่ซูไม่ยอมพูด พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะซักไซ้ให้มากความ
ตอนนี้พอเห็นท่าทีผิดปกติของเย่ซูที่เอาแต่ดื่มเหล้าและแหกปากร้องเพลงเสียงสูง สามสหายตัวแสบก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเย่ซูอาจจะเจอเรื่องอะไรเข้า
"ถ้ามีเรื่องอะไรก็พูดมา พวกเราสามคนจะได้ดูว่าพอจะช่วยอะไรได้บ้าง"
"นายคงไม่ได้อกหักอีกแล้วใช่ไหม? ถ้าใช่ก็บอกมา มีกุนซืออย่างพวกเราสามคนอยู่ทั้งที ผู้หญิงคนไหนที่นายจะจีบไม่ติด"
"นั่นสิ"
แม้ว่าปกติทั้งสี่คนจะเอาแต่แขวะกันไปมา โอกาสที่จะได้ยินคำพูดดีๆ จากปากของอีกฝ่ายนั้นยากแสนยาก
แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินความห่วงใยของเพื่อนทั้งสามคน บวกกับฤทธิ์แอลกอฮอล์เล็กน้อย ก็ทำให้เย่ซูที่ต้องเผชิญกับความพลิกผันของชีวิตถึงสองครั้งสองคราในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับรู้สึกจมูกร้อนผ่าว
ใครๆ ก็ว่าพอเข้าสู่สังคมทำงานแล้ว ก็ยากที่จะหาเพื่อนแท้ได้อีก แม้แต่เพื่อนร่วมงานที่ทำงานด้วยกันมาหลายปี พอลาออกไปก็กลายเป็นคนแปลกหน้า
เย่ซูยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่สังคมทำงาน เลยไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน
แต่ถ้าสิ่งที่พูดกันในเน็ตเป็นเรื่องจริง คนสามคนตรงหน้านี้ก็คงจะเป็นเพื่อนแท้สามคนสุดท้ายที่เขาจะหาได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เย่ซูก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าถ้าเรียนจบแล้วสถานการณ์ไม่ดีจริงๆ แต่ตัวเขากลับเริ่มร่ำรวยขึ้นมาเพราะระบบ เขาก็จะช่วยดึงลูกชายบุญธรรมทั้งสามคนนี้ขึ้นมาด้วย
"ฉันจะมีเรื่องอะไรได้?"
เย่ซูแสร้งทำเป็นไม่สนใจ แถมยังเหลือบมองเพื่อนทั้งสามคนอย่างดูแคลน
"อีกอย่าง พวกแกสามคนยังจำได้ไหมว่าจับมือกับผู้หญิงครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ยังจะมาทำเป็นกุนซือให้ฉันอีก?"
"ไอ้สารเลวเอ๊ย!"
คำพูดเดียวของเย่ซู แทงใจดำหนุ่มวัยรุ่นทั้งสามคนที่หัวใจกำลังเรียกร้องหาความรักแต่ไม่มีที่ระบายเข้าอย่างจัง
"แม่เอ๊ย! ไม่น่าปากมากถามเลย!"
"ตานี้ฉันเล่นกับแกเอง จะสับแกให้เละเลยไอ้หลานชาย!"
เมื่อถูกเย่ซูกระตุ้นเข้า บรรยากาศก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ในห้องคาราโอเกะก็ดังขึ้นด้วยเสียงเขย่าลูกเต๋า เสียงแก้วเหล้า และเสียงของนักร้องเพลงมรณะ
เพราะความปากดีเมื่อครู่ ทำให้เพื่อนร่วมห้องทั้งสามคนผนึกกำลังกันเล่นงานเย่ซู
เบียร์แม้จะมีดีกรีไม่สูงนัก แต่เย่ซูที่ไม่ค่อยได้ดื่มเหล้าเป็นประจำ ไม่นานก็เริ่มรู้สึกมึนหัวภายใต้การโจมตีของเพื่อนทั้งสาม
"พวกนายเล่นกันไปก่อนนะ ฉันไปเข้าห้องน้ำแป๊บ"
เจียงจื้อปินยังคงจำเรื่องเมื่อกี้ได้ฝังใจ เมื่อเห็นเย่ซูจะใช้มุกหนีไปเข้าห้องน้ำ ก็รีบฉวยโอกาสเยาะเย้ยทันที "ไอ้น้องชาย พลังต่อสู้ของแกนี่มันไม่ไหวเลยนะ"
เย่ซูชูนิ้วกลางให้เขาหนึ่งที แล้วก็หลบเข้าไปลี้ภัยในห้องน้ำ
"มีคนทักมาเร็วจัง?"
หลังจากเข้าห้องน้ำเสร็จ นั่งลงบนชักโครกแล้วเปิดมือถือ เย่ซูถึงได้เห็นว่ามีคนทักเข้ามาในแพลตฟอร์มของมือสองหลายคนแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เย่ซูเตรียมใจไว้แล้วว่านาฬิกาเรือนนี้คงต้องค้างอยู่บนแพลตฟอร์มนานโข ไม่คิดว่าแค่ผ่านไปวันเดียวก็เริ่มมีคนส่งข้อความเข้ามา
[ผู้ฝึกสัตว์มรสุม: ของชิ้นนี้สามพันได้ไหม?]
[กวีสายฮาร์ดคอร์: นาฬิกาสี่พันขายให้ผมเป็นไง?
กวีสายฮาร์ดคอร์: ของมันผ่านมือคุณมาแล้ว หกพันขายไม่ออกหรอก นี่ผมเห็นว่าสภาพมันยังดีอยู่ ถึงให้คุณสี่พันนะ]
[...]
พอเปิดแอปแล้วไล่กดดูข้อความของแต่ละคน เย่ซูก็พบว่าคนที่ทักเข้ามาล้วนมาพร้อมกับมีดดาบพิฆาตมังกรทั้งนั้น (สำนวนหมายถึงคนที่มาต่อราคาอย่างโหดเหี้ยม)
เป็นไปตามคาด เมื่อกดเข้าไปดูข้อมูลของคนเหล่านี้ ก็จะเห็นว่าในบัญชีของบางคนมีสินค้าวางขายอยู่มากมายอย่างกับร้านชำ เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกพ่อค้าคนกลางที่คอยหาซื้อของถูกไปขายต่อ
การติดต่อกับคนพวกนี้มีข้อดีคือเป้าหมายชัดเจนไม่ยืดเยื้อ ถ้าตกลงราคากันได้และของไม่มีปัญหา ก็สามารถซื้อขายได้ทันที
แต่ข้อเสียก็คือพวกเขาเองก็ต้องทำกำไร การต่อราคาก็ย่อมจะต่ำกว่าที่ผู้ซื้อทั่วไปจะเสนอ
ถึงแม้ว่าของชิ้นนี้จะได้มาฟรีๆ แต่เย่ซูก็ไม่อยากถูกมองว่าเป็นหมูในอวย แถมยังต่อปากต่อคำสู้คนพวกนี้ไม่ได้แน่ เขาเลยเลือกที่จะไม่ตอบข้อความเหล่านี้
[ว่อปูเซียงซุ่ยเจียว: สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่านาฬิกาเป็นของแท้ไหมคะ?
ว่อปูเซียงซุ่ยเจียว: ขอยืนยันอีกทีนะคะว่านาฬิกาเป็นของใหม่ ยังไม่มีใครเคยใส่ใช่ไหมคะ?]
"หืม?"
เมื่อเห็นข้อความจากคนสุดท้าย เย่ซูก็งงไปเล็กน้อย
ไม่ต้องพูดถึงว่าของที่ฉันขายเป็นของแท้ ต่อให้ฉันขายของปลอม ถ้าคุณมาถามแบบนี้ ฉันก็ต้องตอบว่าเป็นของแท้อยู่แล้วสิ
ด้วยความรู้สึกระอาใจเล็กน้อย เย่ซูจึงตอบกลับไปว่า
[ของเป็นของแท้ครับ ก่อนหน้านี้ซื้อมาจะให้เป็นของขวัญ แต่ตอนนี้ไม่ต้องให้แล้ว ผมเป็นผู้ชายก็ใส่ไม่ได้ เลยอยากจะขายครับ]
หลังจากส่งข้อความไปแล้ว เย่ซูคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่ตอบกลับ กำลังจะปิดแอป แต่ทันใดนั้นโทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมา
[ว่อปูเซียงซุ่ยเจียว: ถ้างั้นสะดวกให้ดูของก่อนสักหน่อยได้ไหมคะ?]
[ได้ครับ ปกติผมจะว่างช่วงเย็นกับสุดสัปดาห์ คุณดูว่าสะดวกเมื่อไหร่ ก็มาแถวสถานีรถไฟใต้ดินหลิ่งหนานได้ครับ]
[ว่อปูเซียงซุ่ยเจียว: พอดีเลยค่ะ ฉันอยู่ไม่ไกล งั้นพรุ่งนี้บ่ายสามโมง เจอกันที่ทางออก D สถานีรถไฟใต้ดินหลิ่งหนานดีไหมคะ?]
[โอเค.]
หลังจากนัดเวลาเรียบร้อย และเห็นว่าข้อความขึ้นว่าอ่านแล้วแต่อีกฝ่ายไม่ได้ตอบกลับมา เย่ซูก็เลยปิดมือถือแล้วเดินออกจากห้องน้ำไป
"ยอมออกมาสักทีนะ หายไปตั้งนาน นึกว่าตกส้วมไปแล้ว"
"ตกส้วมบ้าอะไรล่ะ มาต่อเลย!"
"มาก็มา คืนนี้จะทำให้แกรู้ซึ้ง ว่าเราสองคนใครเป็นพ่อใคร!"
สุดท้ายก็เป็นแค่พวกอ่อนหัดที่ทำเป็นเก่ง ก่อนมาแต่ละคนคุยโวว่าจะสู้กันยันเช้า
แต่พอเอาเข้าจริง ดื่มกันตั้งแต่สามทุ่มจนถึงห้าทุ่มกว่า ทั้งสี่คนก็พากันหมดสภาพไปแล้ว ในขณะที่เบียร์สองลังยังเหลืออยู่ตั้งครึ่งลัง
"พอแล้วมั้ง กลับกันเถอะ"
"โอเค ไปกัน"
"อย่าลืมของนะ มือถืออะไรหยิบครบแล้วใช่ไหม"
"ครบแล้ว"
ของทุกอย่างซื้อมาด้วยเงิน เบียร์ที่ดื่มไม่หมดก็ย่อมไม่ทิ้งให้ร้านคาราโอเกะได้กำไร
เพราะถึงเก็บไว้ที่นี่ก็คงไม่กลับมาดื่มอีก ได้แต่รอให้มันหมดอายุไปเปล่าๆ
ตอนกลับ ทั้งสี่คนจึงเอาถุงสะอาดที่ใส่ของทอดกับเครื่องในเป็ดมาใส่เบียร์ที่เหลือหิ้วกลับไปด้วย
ก็ไม่รู้ว่าปั่นจักรยานจะถือว่าเมาแล้วขับหรือเปล่า แต่จะให้พวกเขานั่งแท็กซี่กลับก็คงเป็นไปไม่ได้ ทั้งสี่คนเลยตัดสินใจเดินกลับมหาวิทยาลัยกัน
จะว่าไปแล้ว ความสุขในวัยเรียนนี่มันช่างเรียบง่ายจริงๆ
แถมแต่ละคน ออกมาเที่ยวกันทั้งคืน ควักเงินไปแค่คนละร้อยหยวน ก็สามารถสนุกสนานกันได้อย่างเต็มที่
กว่าทั้งสี่คนจะเดินมาถึงหอพัก ก็เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว
[ติ๊ง!]
เย่ซูที่สร่างเมาไปเยอะเพราะเดินมาไกล พอได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน ก็สร่างเมาเป็นปลิดทิ้งทันที
[ข่าวกรองวันนี้ (ระดับหนึ่ง): ในป่าละเมาะข้างๆ โซนอาคารเรียน มีธนบัตรหนึ่งร้อยหยวนตกอยู่สองใบ]
เงินสองร้อยหยวน?
ยุคสมัยไหนแล้ว ยังจะมีเงินสดให้เก็บอีกเหรอ?
แต่ก็จริง เพิ่งจะผ่านปีใหม่มา ทุกคนมีเงินสดติดตัวอยู่บ้างก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ที่เย่ซูไม่เข้าใจก็คือ ดึกดื่นขนาดนี้ เงินมันจะไปตกอยู่ในป่าละเมาะข้างอาคารเรียนได้ยังไง
ช่างมันเถอะ ไปเก็บก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ดึกขนาดนี้แล้ว เงินคงไม่ถูกคนอื่นเก็บไปแน่ แต่ถ้าโดนลมพัดปลิวไปคงจะตลกน่าดู
"พวกนายขึ้นไปก่อนเลย เดี๋ยวฉันเดินเล่นอีกสักรอบแล้วค่อยตามขึ้นไป"
"เพิ่งจะเดินมาตั้งไกล นี่ยังเดินไม่พออีกเหรอ?"
"อืม ฉันเดินเล่นอีกแป๊บ เดี๋ยวก็ขึ้นไปแล้ว"
"เออ งั้นก็ได้"
เพื่อนทั้งสามคนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก รับเบียร์ที่อยู่ในมือของเย่ซูแล้วก็พากันขึ้นหอพักไป