บทที่ 10 หล่อเกินไป ช่วยไม่ได้
เมื่อไม่รู้ว่าที่บ้านต้องการเงินเท่าไหร่ ในใจของเย่ซูก็ยังคงไม่มีหลักประกัน
ระบบสามารถมอบโอกาสอัปเกรดให้ได้เดือนละครั้ง ตามทฤษฎีแล้ว รายได้ในแต่ละเดือนสามารถเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปัจจุบันได้
ถ้าเป็นหนี้แค่หลักแสนต้นๆ การรวบรวมเงินให้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
เมื่อมีขุมทรัพย์ใหญ่อย่างระบบอยู่ในมือ ที่บ้านก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาหนี้สินเพื่อเงินแค่หลักแสนเลย
หนี้เกินล้านไม่น่าจะเป็นไปได้
ถ้าเป็นหนี้หลักแสนปลายๆ ตัวเขาเองก็น่าจะใช้คืนได้หมดภายในครึ่งปีหลัง
"จะถามยังไงดีนะ"
เย่ซูรู้ดีว่าถ้าถามตรงๆ ไม่ต้องพูดถึงพ่อแม่เลย แม้แต่พี่ใหญ่กับพี่รองก็คงไม่ยอมบอกเรื่องที่บ้านให้เขารู้ คงจะบอกให้เขาตั้งใจเรียนที่มหาวิทยาลัยไป เรื่องที่บ้านพวกเขาจะจัดการเอง
"ใครใช้ให้ตัวเองเป็นน้องเล็กสุดของบ้าน แถมยังเป็นแค่นักศึกษาที่เอาแต่ใช้เงิน หาเงินไม่เป็นอีกล่ะ"
ท้ายที่สุดแล้ว การมีเงินก็ยังสำคัญที่สุด
ตอนนี้ในมือของเขามีเงินแค่สองหมื่นหกพันหยวน ซึ่งแน่นอนว่ายังห่างไกลจากการแก้ไขปัญหาหนี้สินของที่บ้านอยู่มากโข
ระหว่างที่หาเงินไปเรื่อยๆ เย่ซูเชื่อว่าเขาจะต้องถามออกมาจนได้ว่าสถานการณ์ที่บ้านในตอนนี้เป็นอย่างไร
ส่วนเรื่องที่จะต้องอธิบายให้ที่บ้านฟังว่าเงินของเขามาจากไหน เย่ซูก็คิดไว้แล้ว
ตามข้อมูลข่าวกรอง ในอนาคตเขาจะต้องมีโชคลาภจากการถูกลอตเตอรี่อะไรทำนองนี้ ซึ่งนั่นก็สามารถอธิบายได้ส่วนหนึ่งแล้ว
ส่วนที่เหลือ ก็บอกว่าเขาร่วมมือกับรุ่นพี่ปีสี่สองคน รับงานนอกมาช่วยคนอื่นพัฒนาซอฟต์แวร์ ถึงตอนนั้นก็ค่อยตัดต่อรูปสลิปการรับเงินอะไรพวกนี้ ก็น่าจะพอหลอกผ่านไปได้
กระเป๋าเงินตุงขึ้นเรื่อยๆ และอนาคตก็เต็มไปด้วยความหวังอันไร้ขีดจำกัด เย่ซูเดินเหินราวกับเท้าติดลม
ไหนๆ กลับไปมหาวิทยาลัยก็ไม่มีอะไรทำ นานๆ ทีจะออกมาเช้าขนาดนี้ เย่ซูเลยสุ่มค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวในมือถือ กะว่าจะไปเดินเล่นข้างนอกสักรอบแล้วค่อยกลับ
แต่พอไปถึงสถานีรถไฟใต้ดิน โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็สั่นขึ้นมา
[เฉินซินอี๋: พ่อหนุ่มรูปหล่อ อาทิตย์ที่แล้วไม่ใช่ว่าบอกจะเลี้ยงชานมพี่สาวเหรอ พอดีวันนี้ฉันว่างๆ เรามานัดเจอกันหน่อยเป็นไง]
[เฉินซินอี๋: ให้ดูชุดประจำวันของฉันวันนี้]
จากนั้นเฉินซินอี๋ก็ส่งรูปเซลฟี่ที่ทำท่าชูสองนิ้วมาให้เย่ซู
เย่ซูแยกไม่ออกว่านี่คือหน้าสด หรือว่าแต่งหน้าอ่อนๆ ตั้งแต่เช้า แต่ก็ดูสวยมากอยู่ดี
แล้วก็ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตหนังตัวนอกของเฉินซินอี๋ ยังมีเสื้อสเวตเตอร์คอกว้างอยู่ตัวหนึ่ง พอเซลฟี่ก็เลยเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าเล็กน้อย
เย่ซูลืมปิดระบบเล็งอัตโนมัติ ดังนั้นตอนที่เปิดรูปขึ้นมา สายตาจึงล็อกไปที่ส่วนนั้นโดยอัตโนมัติ
"ถ้าได้แฟนแบบนี้อีกสักคน ต่อให้ครึ่งชีวิตหลังต้องอยู่บ้านเดี่ยวขับรถหรูฉันก็ยอมว่ะ"
ต้องบอกเลยว่า ใบหน้าและรูปร่างของเฉินซินอี๋ในรูป บวกกับมุมที่เลือกมาอย่างดีนั้น มีพลังทำลายล้างต่อหนุ่มเลือดร้อนอย่างเย่ซูสูงมากจริงๆ
ภายใต้เงื่อนไขที่อัดเสียงตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง เย่ซูก็ไม่ได้รังเกียจที่จะไปเดทกับเธอสักครั้ง แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ให้โอกาสกันและกันได้รู้ถึงความลึกตื้นหนาบางของอีกฝ่าย
แต่อนิจจา เย่ซูรู้ว่าที่เฉินซินอี๋กระตือรือร้นกับเขาขนาดนี้ นอกจากจะอยากได้ร่างกายของเขาแล้ว ก็ต้องมีปัจจัยที่คิดว่าเขาเป็นลูกคนรวยอยู่ด้วยแน่นอน
ยังไงซะ ผู้หญิงที่ดูดีมีรสนิยมอย่างเฉินซินอี๋ เวลาเลือกคู่ก็ต้องดูหน้าตาเป็นหลักอยู่แล้ว แต่แน่นอนว่าจะไม่ดูแค่หน้าตาอย่างเดียว
ข่าวที่ปลอมตัวเป็นลูกคนรวยแล้วหลอกผู้หญิงหากินเป็นโขยง เย่ซูก็เห็นมาไม่น้อย
เมื่อไม่ได้คิดจะหลอกทั้งตัวและเงิน และไม่อยากจะเสียเงินไปกับเฉินซินอี๋เพื่อรักษภาพลักษณ์ลูกคนรวยของตัวเอง
หลังจากต่อสู้กับความคิดในใจอยู่พักหนึ่ง เย่ซูก็ยังคงปฏิเสธโอกาสที่จะได้เจอเรื่องดีๆ ครั้งนี้ไป
[ขอโทษทีนะ วันนี้ฉันนัดกับเพื่อนไว้ว่าจะออกไปเดินเล่น ตอนนี้ก็อยู่ข้างนอกกับพวกเขาแล้ว]
[เฉินซินอี๋: บังเอิญจัง พอฉันชวนนายเลี้ยงชานมแก้วเดียว นายก็บอกว่ามีธุระเลยเหรอ จะไม่ใช่ว่ากำลังปัดฉัน เพื่อที่จะเบี้ยวชานมมื้อนี้ใช่ไหม]
[ชานมแก้วเดียวมีอะไรต้องเบี้ยว แค่ตอนนี้ฉันอยู่ข้างนอกกับเพื่อนจริงๆ]
พูดจบเย่ซูก็ถ่ายวิดีโอสั้นๆ บนถนนส่งไปให้
[เฉินซินอี๋: ก็ได้ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วนะที่นายปฏิเสธฉัน งั้นครั้งหน้าถ้าจะนัดกันอีก อย่างน้อยก็ต้องเลี้ยงข้าวฉันมื้อนึงแล้วนะ]
[ฮ่าๆ แน่นอน]
เดิมทีคิดว่าพูดแบบนี้แล้ว การสนทนาของทั้งสองคนก็จะจบลงแค่นี้ แต่ไม่คิดว่าเฉินซินอี๋จะกระตือรือร้นมาก ยังคงเปลี่ยนหัวข้อคุยกับเย่ซูไปเรื่อยๆ
เมื่อเห็นเฉินซินอี๋ยึดติดกับเขาขนาดนี้ เย่ซูถึงกับอดถอนหายใจไม่ได้
ไม่น่าแปลกใจเลยที่บนเน็ตมักจะมีข่าวออกมาว่า มีคนปลอมตัวเป็นลูกคนรวย แล้วหลอกผู้หญิงที่เข้าถึงยาก ได้เป็นสิบๆ คนในคราวเดียว
ระหว่างอยู่บนรถไฟใต้ดินก็ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ เย่ซูจึงถือเป็นการฆ่าเวลา คุยเล่นกับเฉินซินอี๋ไปเรื่อยเปื่อย
แม้ว่าจะเป็นอีกฝ่ายที่เข้าใจผิดในสถานะของเขา แต่การที่มีสาวสวยมาสนใจเขาขนาดนี้ ก็ทำให้ความภาคภูมิใจในตัวเองของเย่ซูได้รับการเติมเต็มเล็กน้อย
ครึ่งชั่วโมงต่อมาเมื่อออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน เห็นว่าเฉินซินอี๋ยังคงส่งข้อความมาอยู่ เย่ซูจึงส่งสติกเกอร์ไปหนึ่งอันเพื่อจบการสนทนาครั้งนี้
จากนั้นเขาก็เดินเล่นอยู่ข้างนอกคนเดียวจนถึงสิบเอ็ดโมงกว่า แล้วก็เข้าร้านที่ชาวเน็ตแนะนำร้านหนึ่ง ใช้เงินไปเกือบร้อยหยวนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต จากนั้นก็กลับถึงหอพักตอนบ่ายโมง
ทุกคนเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ย่อมมีชีวิตส่วนตัวของตัวเอง
เพื่อนร่วมห้องสามคนเห็นเย่ซูหายตัวไปตั้งแต่เช้าตรู่ กว่าจะกลับมาก็หลังอาหารกลางวันไปแล้ว ก็ไม่มีใครถามว่าเขาไปไหนมา แค่พยักหน้าทักทาย แล้วก็กลับไปทำเรื่องของตัวเองต่อ
...
หลังจากใช้ข่าวกรองระดับสองของวันเสาร์ทำกำไรไป 8,700 หยวน ชีวิตนักศึกษาปีสามของเย่ซูก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง
นอกจากข่าวกรองของวันอาทิตย์ที่ทำให้เย่ซูได้เงินมาอีกห้าร้อยหยวน
และในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีที่มหาวิทยาลัยไม่มีคาบเรียน อาศัยข่าวกรองตอนรุ่งสาง เขาก็ชิงกระเป๋าเป้ราคา 99 หยวนมาจากถุงโชคดีในไลฟ์สตรีมห้องหนึ่งได้
ข่าวกรองอีกสี่วันที่เหลือ ล้วนเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่มีค่าอะไรสำหรับเย่ซูเลย
เมื่อมีประสบการณ์จากสัปดาห์ที่แล้ว เย่ซูก็เคยชินแล้ว ทุกวันก็ยังคงไปเข้าเรียนตามปกติ การเรียนเขียนโปรแกรมด้วยตัวเองก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง
ในเมื่อระบบสามารถผูกมัดกับเขาได้โดยไม่มีลางบอกเหตุ ก็ไม่แน่ว่าวันหนึ่งมันอาจจะหายไปโดยไม่มีลางบอกเหตุเช่นกัน
นอกจากว่าข่าวกรองที่ระบบให้มา จะทำให้ชีวิตของเขามั่นคงแล้ว ไม่ต้องพึ่งพาวุฒิปริญญาตรีใบนั้น และเทคโนโลยีที่เรียนมาสองปีกว่านี้ ก็สามารถใช้ชีวิตที่เหลือได้อย่างอิ่มหนำสำราญ
มิฉะนั้นเย่ซูก็ทำได้แค่เรียนให้จบมหาวิทยาลัยสี่ปีนี้ไปตามขั้นตอน ไม่อย่างนั้นถ้าวันหนึ่งระบบหายไป ตัวเขาก็จะไม่มีแม้กระทั่งทักษะเดียวที่จะใช้หาเลี้ยงชีพได้
...
คืนวันศุกร์ กลุ่มสี่หนุ่มแห่งห้อง 305 ที่ไม่มีชีวิตกลางคืน ก็ทำได้แค่นอนเล่นอยู่ในหอพัก อาศัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อผ่อนคลายในคืนที่เงียบสงบและน่าเบื่อ
หลังจากเล่นเกมจบไปตาหนึ่ง ฟางเจ๋อเหว่ยที่ไปเห็นข่าวอะไรมาก็ไม่รู้ ก็เริ่มวิตกกังวลตามปกติของเขาอีกครั้ง
"เฮ้อ เทอมหน้าก็ต้องไปหาที่ฝึกงานแล้ว ถึงตอนนั้นคงจะสบายๆ แบบนี้ไม่ได้แล้วล่ะ"
"เรื่องฝึกงานยังพอว่า ฉันกังวลเรื่องเรียนจบแล้วจะหางานยังไงมากกว่า!"
"ตอนนี้ในเน็ตมีแต่คนบอกว่าสภาพแวดล้อมข้างนอกไม่ดี โดยเฉพาะวงการอินเทอร์เน็ตที่เดี๋ยวๆ ก็ปลดคนออก ไม่รู้ว่าจริงหรือว่ามีคนแค่สร้างกระแสให้คนวิตกกัน"
"เอาเป็นว่ารุ่นพี่ที่ฉันรู้จักคนหนึ่ง ปีที่แล้วเรียนจบ กว่าจะหางานได้ก็ยากเย็น แต่ทำได้ไม่ถึงปี แผนกที่ทำอยู่ก็โดนยุบทั้งแผนก ตอนนี้หลังปีใหม่ก็เริ่มหางานใหม่อีกแล้ว แต่ส่งเรซูเม่ไปเป็นสัปดาห์แล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรียกสัมภาษณ์เลย แค่ตอบกลับมาก็แทบไม่มี!"