บทที่ 25 ไม่เล่นแล้ว ไปแล้ว

กลับหอต้องเผชิญหน้ากับผู้ชายสามคน เย่ซูแน่นอนว่าเลือกที่จะอยู่ที่อพาร์ตเมนต์กับสาวสวยที่สามารถเปิดเผยกันได้อย่างหมดเปลือก

แน่นอน เย่ซูก็ไม่ถึงขนาดเป็นสัตว์เดรัจฉานที่ไม่มีวันเหนื่อย หลังจากศึกหนักเมื่อคืน วันนี้เขาก็ยังต้องประกาศ ‘แตรแห่งการบุกโจมตี’ อีก

ประกอบกับเฉินซินอี๋รู้สึกไม่สบายตัว เย่ซูจึงอยู่ถึงบ่ายโมงถึงจะออกจากอพาร์ตเมนต์ ตลอดช่วงเวลานั้นทั้งสองคนก็แค่กินข้าวและคุยกันตามปกติ ไม่ได้ทำอย่างอื่นอีก

ในช่วงนั้น เฉินซินอี๋ยังช่วยเย่ซูบันทึกลายนิ้วมือลงในเครื่องล็อกประตูระบบรหัสผ่านด้วย

“แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัวอะไรพวกนี้ฉันเก็บไว้ให้นายนะ ยังไงนายอยากมาเมื่อไหร่ก็เปิดประตูเข้ามาเองได้เลย”

มองดูสถานการณ์นี้ หากไม่รู้ก็คงคิดว่าทั้งสองเป็นคู่รักกัน แต่เย่ซูและเฉินซินอี๋ต่างก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ และต่างก็ไม่ได้เจาะเรื่องนี้อย่างเงียบๆ

“เอาล่ะ ผมไปแล้วนะ คุณพักผ่อนดีๆ”

พอคุ้นเคยกันแล้ว เย่ซูก็กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง จ้องมองไปยังส่วนที่ควรจะมองอย่างมีนัย

“อ๊ะ!”

เฉินซินอี๋หน้าแดง เธอยกมือเตรียมจะตะปบใส่เย่ซู แต่กลับได้แค่ทำให้เย่ซูได้สนุกกับการใช้มือไปอีกครั้ง

พรุ่งนี้คนหนึ่งต้องไปทำงาน อีกคนต้องเข้าเรียนเช้า เย่ซูรู้ดีว่าถ้ายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป วันนี้ก็คงจบยาก เขาจึงแอบจู่โจมอีกครั้ง แล้วเปิดประตูวิ่งหนีออกไปก่อนที่เฉินซินอี๋จะทันได้ตอบสนอง

หลังจากเห็นเย่ซูจากไป แก้มของเฉินซินอี๋ที่ป่องด้วยความโกรธก็ผ่อนคลายลง เผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

ตอนแรกที่รู้จักกันก็ไม่รู้สึกอะไร พอเมื่อวานทั้งสองอยู่ด้วยกันทั้งวัน เฉินซินอี๋เพิ่งพบว่าเย่ซูเหมือนจะมีออร่าพิเศษ ที่สามารถส่งต่อให้กับคนรอบข้างได้อย่างง่ายดาย

สุดท้ายเฉินซินอี๋ก็สรุปเอาเองว่า เย่ซูเป็นนักศึกษาที่ยังไม่ถูกสังคมทำลาย และมีฐานะทางบ้านที่ดีพอ จึงหล่อหลอมให้เขามีบุคลิกที่มั่นใจและสดใส พร้อมทั้งส่งผลให้คนรอบข้างมีอารมณ์เชิงบวกไปด้วย

แต่เฉินซินอี๋ไม่เคยคิดเลยว่าออร่าความมั่นใจที่เย่ซูมีนั้น ที่จริงแล้วมาจาก [ระบบข่าวกรองรายวัน]

ถ้าหากระบบไปตกอยู่ที่เธอ เธอก็คงจะมั่นใจและสดใสได้เช่นกัน

...

หลังจากระบายความหื่นกระหายวัยรุ่นออกไป เย่ซูก็กลับมาที่หอพักด้วยความรู้สึกสดชื่นตลอดทาง

“นายหายไปไหนมาอีกแล้ว?”

“ไม่กลับหอทั้งคืน ในกลุ่มก็ไม่มีข้อความเลย ฉันเกือบจะแจ้งตำรวจแล้วนะ”

“นายคงไม่ได้แค่โม้เมื่อวานว่าไปเดทกับผู้หญิง แล้วก็ไปแสดงละครให้พวกเราดูอยู่ข้างนอกวันหนึ่งใช่ไหม?”

หายไปตั้งแต่กลางดึกวันเสาร์ แถมวันอาทิตย์ก็ค้างคืนข้างนอกอีก ทำให้ทันทีที่เย่ซูย่างเท้าเข้าหอพัก เขาก็ได้รับการสอบสวนจากเพื่อนร่วมห้องทั้งสามคน

“อืม? ไม่ใช่สิ!” ก่อนที่เย่ซูจะทันได้อธิบาย เจียงจื้อปินก็พบถุงในมือเขา “นายไปซื้อเสื้อผ้าที่ร้านจริงๆ เหรอ? งั้นเมื่อคืนนายไปค้างคืนกับผู้หญิงคนไหนมาอีกแล้วจริงๆ ด้วยสินะ!”

ผู้ชายตัวใหญ่คนหนึ่ง ไม่กลับมานอนตอนกลางคืน แถมยังไปเดินร้านเสื้อผ้า มันจะปกติได้ยังไงกัน!

เมื่อรู้ว่าพี่น้องอาจมีชีวิตที่ดีขึ้น เจียงจื้อปินทั้งสามก็ลุกขึ้นยืนทันที แล้วจ้องมอง ‘คนทรยศ’ ของหอพัก 305 อย่างเอาเป็นเอาตาย

“พวกเราโสดกันมาอย่างดี นายมัน ทำไมถึงได้กินก่อนพวกเรากัน!”

“ไม่สิ ฉันแค่ซื้อเสื้อผ้า มีปัญหาอะไรเหรอ?” เย่ซูยังคงอยากจะแก้ตัว แต่ดูยังไงก็มีความผิดติดตัว

เจียงจื้อปินไม่สนใจคำแก้ตัวของเย่ซู เขากินขนมพลางเดินมาข้างๆ เย่ซู แล้วใช้จมูกดมฟุดฟิด “ฉันก็ว่าแล้ว! มันคือกลิ่นสาบสาวนี่นา!”

ตามด้วยเขาสูดหายใจลึกๆ “อีกฝ่ายเป็นผู้หญิงเชื้อสายจีน อายุประมาณ 23 ถึง 28 ปี”

เย่ซูตกตะลึง “นี่มันยังได้กลิ่นขนาดนี้เลยเหรอวะ! นายมันจมูกหมาชัดๆ! ถ้าเรียนจบแล้วหางานไม่ได้ นายไปสมัครเป็นสุนัขตำรวจเลยนะ!”

“งั้นเมื่อคืนนายไปค้างคืนกับผู้หญิงข้างนอกจริงๆ ด้วยสินะ!”

เจียงจื้อปินได้กลิ่นจากตัวเย่ซูจริงๆ แต่เรื่องผู้หญิงเชื้อสายจีน อายุ 23 ถึง 28 ปี ทั้งหมดเป็นคำพูดที่เขาเดาสุ่มออกไป ไม่คิดว่าจะเดาถูกจริงๆ

“ก็แน่นอนสิ นายคิดว่าเมื่อวานฉันพูดเล่นเหรอ?”

อีกไม่กี่วัน โอกาสอัปเกรดข้อมูลรายเดือนก็จะมาถึง แล้วหลังจากนี้เขาก็จะยุ่งขึ้นเรื่อยๆ การอยู่ในหอพักก็เริ่มไม่สะดวกเท่าไหร่แล้ว เย่ซูตั้งใจว่าจะหาโอกาสเช่าบ้านอยู่ข้างนอก

ในเมื่อเจียงจื้อปินเดาถูกว่าเมื่อคืนเขาไปทำอะไรมา เย่ซูก็เลยยอมรับไปเลยว่าไปทำมาจริงๆ หลังจากนี้การหายตัวไปในช่วงสุดสัปดาห์สองวันก็จะเป็นเรื่องปกติ

“จริงดิ!”

เมื่อได้ยินเย่ซูยอมรับตรงๆ หอพัก 305 ก็ระเบิดความวุ่นวายขึ้นมาทันที

“รีบบอกมาเลย กะหล่ำปลีหัวไหนถูกนายสอยไปแล้ว!”

“ดอกไม้ประจำคณะคนไหนเสียบกับนายแล้ว!”

“เรื่องฉินมั่นอวิ๋นเพิ่งจะผ่านไปนานแค่ไหน นายก็กินหงส์อีกตัวแล้วเหรอ?”

เย่ซูยิ่งฟังยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล ไอ้สามคนนี้ ดูเหมือนจะกำลังด่าฉันอยู่หรือเปล่า?

“อย่าถามเลย ไม่ใช่คนในมหาวิทยาลัยเราหรอก บอกไปพวกนายก็ไม่รู้จัก”

นักศึกษาที่ไม่มีแรงกดดันเรื่องการเรียนและการทำงาน ก็มักจะให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากเกินไป เย่ซูไม่ต้องการทำลายกำลังใจของทั้งสาม แต่พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

“แค่ทำร้ายคนในมหาวิทยาลัยตัวเองยังไม่พอ ตอนนี้ถึงขั้นยื่นกรงเล็บปีศาจออกไปนอกมหาวิทยาลัยแล้ว นายยังเป็นคนอยู่ไหมเนี่ย?”

“รีบเล่าให้พวกพี่ฟังหน่อยว่านายสองคนรู้จักกันได้ยังไง?”

“รู้จักกันในเน็ต คุยไปคุยมาก็สนิทกัน แล้วก็...พวกนายก็เข้าใจนั่นแหละ”

เย่ซูไม่ได้พูดผิด เขาและเฉินซินอี๋รู้จักกันในเน็ตจริงๆ เพียงแต่ใช้แอปพลิเคชันที่แตกต่างกันเท่านั้น

“ไม่สิ รักออนไลน์นี่มันเชื่อถือได้เหรอเนี่ย?”

“ตอนนี้ในเน็ตไม่ใช่มีแต่รูปปลอมเหรอ พอเปิดฟิลเตอร์ความงามแล้ว พ่อแม่ตัวเองยังจำไม่ได้เลย นายก็ยังจะเล่นอีกเหรอ?”

“คงไม่ใช่แบบ ‘งั้นฉันไปนะ’ หรอกนะ?”

“เถ้าแก่เย่ นายหิวจริงดิ กินอะไรก็กินได้หมดเลยเหรอเนี่ย?”

ทั้งสามคนติดพิษจากอินเทอร์เน็ต เมื่อได้ยินคำว่ารักออนไลน์ในสมองก็ผุดภาพของคาบิกอนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

“ซวยจริง!” เย่ซูไม่พอใจทันที “พวกนายสงสัยคุณธรรมของฉันได้ แต่ห้ามสงสัยรสนิยมของฉันนะ!”

“แล้วอีกฝ่ายหน้าตาเป็นยังไง?”

“ตัวจริงสวยกว่าในรูปนิดหน่อย” เย่ซูพูดความจริง

ในสายตาของเขา เฉินซินอี๋ตัวจริงดูสวยกว่ารูปภาพในโมเมนต์ที่ติดฟิลเตอร์เล็กน้อย

“จริงเหรอเนี่ย ตอนนี้ในเน็ตยังมีคนแบบนี้อยู่อีกเหรอ?”

“อย่ามาแอ๊บกับพวกเราเลย ด้วยคุณธรรมแบบนายเนี่ยนะ จะไปเจอคนแบบนี้ในเน็ตได้ยังไง?”

“พวกนายใจเย็นๆ เขาบอกว่าตัวจริงสวยกว่าในรูปนิดหน่อย แต่ไม่ได้บอกว่ารูปสวยนี่นา”

“ใช่แล้ว อาเหว่ยวิเคราะห์ได้มีเหตุผลที่สุด”

ทั้งสามคนเห็นได้ชัดว่ารับไม่ได้ที่เพื่อนพี่น้องมีชีวิตดีขนาดนี้

“ยังไงซะ ตัวจริงเธอก็ใกล้เคียงกับสตรีมเมอร์ที่เปิดฟิลเตอร์ความงามนั่นแหละ”

ประโยคเดียวก็ทำให้ทั้งสามเกราะแตกในทันที

“เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!”

“ไม่มีรูปอย่ามาคุยโว!”

“พวกนายอยากให้ฉันทำลายความภาคภูมิใจของพวกนายใช่ไหม?”

เฉินซินอี๋วันนี้โพสต์โมเมนต์ เป็นรูปตอนที่พวกเขาไปเดินช้อปปิ้งและกินข้าวเมื่อคืน ซึ่งในนั้นก็มีรูปเซลฟี่ของเฉินซินอี๋เองด้วย เย่ซูจึงหยิบโทรศัพท์ออกมา เปิดรูปแล้วเลื่อนให้พวกเขาดูผ่านๆ

“อ๊า!”

เมื่อเห็นรูปสาวสวยรุ่นพี่ที่หน้าตาไม่แพ้ดาวคณะฉินมั่นอวิ๋น ทั้งหอพักก็ส่งเสียงคร่ำครวญไม่หยุด

“อย่าเอารูปมาแบบสุ่ม ๆมาแล้วบอกว่าเป็นแฟนของนายนะ!”

คำพูดของเจียงจื้อปินเพิ่งจะหลุดจากปาก เย่ซูเลื่อนโทรศัพท์ไปทางขวา นั่นคือรูปที่เฉินซินอี๋ถ่ายให้เย่ซูตอนกินข้าว

ในรูปไม่ได้ถ่ายติดใบหน้า แต่ดูจากโทรศัพท์และเสื้อผ้าที่สวมใส่ ก็สามารถบอกได้ว่านั่นคือเย่ซู

แน่นอน ก่อนถ่ายรูป เฉินซินอี๋ก็ได้ขอความเห็นจากเย่ซูแล้ว โดยบอกว่าเธออายุแค่ 25 แต่ที่บ้านเริ่มเร่งให้แต่งงานแล้ว เลยอยากจะยืมตัวเย่ซูมาเป็นโล่กำบังให้เธอหน่อย

คราวนี้ทั้งสามคนก็ไม่เชื่อไม่ได้แล้ว

เจียงจื้อปินโยนถุงขนมในมือทิ้งลงถังขยะ “ไม่เล่นแล้ว ไปแล้ว”

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 25 ไม่เล่นแล้ว ไปแล้ว

ตอนถัดไป