บทที่ 1 อุจิวะ เอ็ตสึ
ณ หมู่บ้านโคโนฮะงาคุเระแห่งแคว้นฮิโนะคุนิ
เจ็ดปีเต็มได้ล่วงเลยไปนับตั้งแต่คืนที่จิ้งจอกเก้าหางเข้าอาละวาด สภาพอันแหลกสลายของหมู่บ้านโคโนฮะในวันวานได้เลือนหายไปจนหมดสิ้นไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยแห่งความพินาศให้เห็นอีก
ทว่าแม้ร่องรอยความเสียหายที่มองเห็นได้ด้วยตาจะถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา แต่สำหรับ อุจิวะ เอ็ตสึ ผู้กำลังก้าวเดินอยู่บนท้องถนนในขณะนี้ ร่องรอยที่มองไม่เห็นกลับยังคงหลงเหลืออยู่ และมันช่างเด่นชัดจนบาดตาเสียเหลือเกิน
สายตาจากคนรอบข้างนับไม่ถ้วนที่จับจ้องมา บ้างก็เต็มไปด้วยความเกลียดชัง บ้างก็หวาดระแวง บ้างก็เย็นชาเฉยเมย ทุกสายตาล้วนแฝงไว้ด้วยเจตนาร้ายอย่างไม่ปิดบัง
“หึๆ...”
อุจิวะ เอ็ตสึ แค่นเสียงในใจ ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยราวน้ำนิ่ง แต่ภายในความคิดกลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “มีคนเคยว่าไว้ ถอยหนึ่งก้าวจะเห็นทะเลและท้องฟ้ากว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด บ้างก็ว่ากาลเวลาจะช่วยเยียวยาและลบเลือนทุกความเจ็บปวดให้จางหายไป แต่การยอมอ่อนข้อและประนีประนอมมาตลอดเจ็ดปีเต็มของตระกูลอุจิวะกลับไม่เคยทำให้พวกเราได้รับความไว้วางใจจากเหล่าผู้บริหารระดับสูงของหมู่บ้านหรือแม้แต่ชาวบ้านเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับยิ่งถูกเกลียดชังและหวาดระแวงมากขึ้นทุกที ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนในตระกูลจะทนต่อไปไม่ไหวถึงขนาดคิดที่จะก่อการขึ้นมาจริงๆ”
ขณะที่ความคิดนั้นแล่นผ่าน ความรู้สึกกดดันอย่างรุนแรงก็ยิ่งถาโถมเข้าใส่หัวใจของเขาหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ต้องไม่ลืมสิว่าช่วงเวลานี้ตามเนื้อเรื่องในความทรงจำของเขา คือช่วงเวลาที่เข้าใกล้ ‘คืนแห่งการล้างบางตระกูลอุจิวะ’ เข้าไปทุกขณะแล้ว!
เวลาเหลือไม่มากแล้วจริงๆ!
และในฐานะที่เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลอุจิวะ ทั้งยังเบิกเนตรวงแหวนได้ตั้งแต่เด็กๆ จนถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะวัยเยาว์ ชื่อของเขาคงจะถูกใส่ไว้ในบัญชีดำของผู้ที่ต้องถูกโคโนฮะกำจัดเพื่อขจัดภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไปเรียบร้อยแล้ว ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้พ้นเลย
“น่าเสียดายเจ้าอุจิวะ ชิซุย คนนั้น จงรักภักดีต่อหมู่บ้านมากเกินไป แถมยังเชื่อใจพวกซารุโทบิ ฮิรุเซ็นกับเหล่าผู้บริหารของโคโนฮะอย่างสนิทใจ ถึงขนาดยอมเปิดเผยไพ่ตายของตัวเองออกไปโต้งๆ ไม่อย่างนั้นสถานการณ์คงไม่เลวร้ายถึงเพียงนี้หรอก”
ในห้วงความคิดนั้น ภาพของอุจิวะ ชิซุย ก็ผุดขึ้นมาในหัวของเอ็ตสึอีกครั้ง ความรู้สึกเจ็บใจระคนผิดหวังอย่างรุนแรงก็พลุ่งพล่านขึ้นมาจนยากจะสะกดกลั้น ในมุมมองของอุจิวะ เอ็ตสึ สาเหตุที่ตระกูลอุจิวะต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นความรับผิดชอบของผู้นำตระกูลอย่าง อุจิวะ ฟุงาคุ ที่ทั้งอ่อนแอและไร้ความสามารถ แต่จุดที่ชี้เป็นชี้ตายและสำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือการที่อุจิวะ ชิซุย เผยความสามารถของคาถาเนตร ‘โคโตะอามัตสึคามิ’ ของตนเองออกมาด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์
คาถาเนตรอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถเปลี่ยนแปลงเจตจำนงและควบคุมความคิดของผู้อื่นได้อย่างถาวร เป็นสิ่งที่ไม่มีมนุษย์ปกติหน้าไหนจะยอมรับได้ทั้งนั้น และยิ่งไม่ต้องพูดถึงปฏิกิริยาของเหล่าผู้บริหารระดับสูงของโคโนฮะ ที่เต็มไปด้วยอคติและความเกลียดชังต่อตระกูลอุจิวะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
อาจพูดได้ว่าแต่เดิมเหล่าผู้บริหารโคโนฮะยังไม่ได้คิดจะลงมือเร็วถึงขนาดนี้ หรือต่อให้ลงมือก็อาจจะไม่กวาดล้างอย่างโหดเหี้ยมและหมดจดถึงขั้นไม่เว้นแม้แต่ทารกแรกเกิด แต่การกระทำของอุจิวะ ชิซุย เปรียบเสมือนการสาดน้ำมันเข้ากองไฟ มันผลักตระกูลอุจิวะทั้งตระกูลให้ตกอยู่ในอันตรายที่ใหญ่หลวงยิ่งขึ้น และกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เหล่าผู้บริหารระดับสูงหมดความอดทนโดยสิ้นเชิง
ที่แย่ไปกว่านั้นคือความใสซื่อของชิซุยไม่ได้ส่งผลแค่กับตัวเอง เขายังล้างสมอง อุจิวะ อิทาจิ... เด็กหนุ่มที่มีตรรกะความคิดผิดเพี้ยนไปจากคนทั่วไปตั้งแต่เล็กจนโตให้กลายเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อโคโนฮะอย่างสุดหัวใจ และท้ายที่สุดก็กลายเป็นคมดาบโหดเหี้ยมที่หันกลับมาสังหารหมู่ตระกูลของตัวเอง
เรียกได้ว่ามีไพ่ดีๆ อยู่เต็มมือ แต่กลับเล่นพลาดจนเละไม่เป็นท่า แถมฝั่งตัวเองก็ไม่มีใครที่พึ่งพาได้เลยสักคน ทำเอาอุจิวะ เอ็ตสึ ถึงกับไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบ่นเลยทีเดียว
“เฮ้อ! ถ้าเพียงแต่ความทรงจำของฉันจะตื่นขึ้นมาเร็วกว่านี้สักหน่อย หรือไม่ถ้าเวลาที่ฉันข้ามมิติมามันไม่ใช่ช่วงเวลาที่น่าอึดอัดใจแบบนี้ก็คงจะดี”
“แค่มีเวลาให้ฉันมากพอ ไม่ว่าจะใช้วางแผนล่วงหน้า หรือทุ่มสุดตัวเพื่อฝึกฝนเพิ่มความแข็งแกร่งก็คงจะไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพที่ทำอะไรไม่ได้แบบนี้”
เอ็ตสึส่ายหัวเบาๆ สลัดความคิดที่สับสนวุ่นวายให้หลุดออกไปจากสมอง พลางถอนหายใจในอก ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขุ่นเคืองต่อตัวตนปริศนาที่ส่งเขามายังโลกนี้โดยไม่บอกไม่กล่าว
ชาติที่แล้วของอุจิวะ เอ็ตสึนั้น ไม่มีอะไรที่น่าพูดถึงเป็นพิเศษ เขาเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งในหมู่มวลมนุษย์นับล้าน เป็นหนึ่งในฝุ่นผงที่ไร้ซึ่งความโดดเด่นใดๆ ส่วนกระบวนการที่พาเขามายังโลกนี้ อย่างน้อยๆ ในตอนนี้เขาก็ไม่มีความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับมันเลย และก็ไม่คิดจะเสียเวลาไปขุดคุ้ยให้มากความด้วย
แน่นอนว่าเรื่องราวในชาติก่อนได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เมื่อมาพูดถึงชีวิตในชาตินี้ของอุจิวะ เอ็ตสึ พ่อและแม่ของเขาได้สละชีพระหว่างมหาสงครามโลกนินจาครั้งที่ 3 ไปแล้วทั้งคู่ ทำให้เขาต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ กระทั่งจวบจนวันนี้เขาก็เพิ่งจะมีอายุได้สิบปีเศษๆ เท่านั้น แก่กว่าอุจิวะ ซาสึเกะเพียงแค่สามปี และยังคงมีสถานะเป็นเพียงนักเรียนในโรงเรียนนินจาคนหนึ่ง
แม้ว่าเศษเสี้ยวความทรงจำจากชาติที่แล้วจะปรากฏขึ้นมาเป็นพักๆ นับตั้งแต่เขายังเป็นเด็กตัวเล็กๆ แต่การตื่นรู้ ที่ทำให้เขาสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดและเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างทะลุปรุโปร่งนั้นเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อสามเดือนก่อนนี่เอง
และในตอนนั้นเอง... เขาก็แทบจะสติแตก
ก็แหงล่ะ ลองเป็นใครก็ตามที่เพิ่งได้สติจดจำเรื่องราวทุกอย่างได้ แล้วพบว่าตัวเองกำลังจะพบกับจุดจบที่ตายสถานเดียวในอีกไม่ช้า แถมด้วยพลังและสถานะของตัวเองในตอนนั้นไม่ว่าจะขบคิดหรือวางแผนหาทางรอดในรูปแบบไหน ก็มองไม่เห็นเส้นทางการเอาชีวิตรอดที่น่าเชื่อถือเลยแม้แต่เส้นเดียว มันเป็นเรื่องที่ไม่มีทางยอมรับได้ง่ายๆ อยู่แล้ว
ถึงขนาดที่ว่าเพราะอารมณ์ที่ดิ่งลงเหวของเขามันรุนแรงเกินไปเลยทำให้เนตรวงแหวนที่เดิมทีเบิกได้เพียงหนึ่งโทโมเอะของเขาถึงกับพัฒนาพรวดพราดไปสู่ขั้นสามโทโมเอะในทันที แค่นี้ก็คงพอจะบอกได้แล้วว่าสภาพจิตใจของเขาในตอนนั้นมันเลวร้ายแค่ไหน
น่าเสียดาย…น่าเสียดายอย่างที่สุด แม้ว่าปัจจัยส่วนใหญ่ในการเบิกเนตรวงแหวนและพัฒนามันให้ก้าวหน้าขึ้นจะมาจากการระเบิดอารมณ์ที่รุนแรงก็ตามที แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีเงื่อนไขพื้นฐานด้านอื่นที่จำเป็นเลย ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าอุจิวะ เอ็ตสึจะจมดิ่งอยู่ในสภาวะสติแตกเป็นเวลานานพอสมควร เนตรวงแหวนของเขาก็หยุดการพัฒนาอยู่แค่เพียงขั้นสามโทโมเอะเท่านั้น
สำหรับเรื่องนี้ นอกจากจะรู้สึกเสียดายจนจับใจแล้ว อุจิวะ เอ็ตสึก็ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากยอมรับมัน แต่ถึงกระนั้นแม้จะไม่ได้เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผามาในคราวเดียว แต่เพียงแค่การพัฒนามาสู่ขั้นสามโทโมเอะก็ทำให้ความแข็งแกร่งของอุจิวะ เอ็ตสึกระโดดข้ามขั้นไปอย่างมหาศาลแล้ว ไม่ว่าจะป็นพลังจิตหรือปริมาณจักระ ล้วนแข็งแกร่งขึ้นจนเทียบกับเมื่อก่อนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
อาจกล่าวได้ว่าหากตัวเขาก่อนที่ความทรงจำจะตื่นขึ้นเป็นเพียงอัจฉริยะธรรมดาๆ ของตระกูลอุจิวะ ที่มีฝีมือจัดอยู่ในระดับเกะนินที่โดดเด่นคนหนึ่ง เช่นนั้นแล้ว ตัวเขาในปัจจุบันที่ความทรงจำตื่นรู้และเบิกเนตรวงแหวนสามโทโมเอะได้สำเร็จ ก็มีพลังเทียบเท่าได้อย่างน้อยๆ ก็จูนินมากประสบการณ์คนหนึ่ง หรืออาจจะถึงขั้นโทคุเบ็ตสึโจนินเลยด้วยซ้ำ
และการที่ความแข็งแกร่งพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี่เอง ในที่สุดมันก็ได้มอบความมั่นใจและความหวังให้กับอุจิวะ เอ็ตสึ ทำให้เขาสามารถฉุดตัวเองให้หลุดพ้นจากห้วงอารมณ์ที่แตกสลาย และกลับมามีสภาวะจิตใจที่มั่นคงเป็นปกติได้อีกครั้ง
“อืม...ตลอดสามเดือนที่ผ่านมานี้ ฉันฝึกฝนจนปรับตัวและควบคุมพลังที่เพิ่มขึ้นจากเนตรวงแหวงสามโทโมเอะได้อย่างสมบูรณ์แล้ว”
“ขั้นต่อไป...หากจะให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีก การฝึกฝนแบบธรรมดาทั่วไปนั้นลืมไปได้เลย และที่สำคัญคือมันไม่ทันการณ์แล้ว ดังนั้นสุดท้ายฉันก็ต้องหันกลับมาพึ่งพาเนตรวงแหวนอยู่ดี ทางรอดเดียวของฉันคือการพัฒนาเนตรวงแหวนให้ไปสู่ขั้นกระจกเงาหมื่นบุปผาให้ได้เท่านั้น”
เอ็ตสึหรี่ตาลงเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงพลังจักระที่ไหลเวียนอย่างเชี่ยวกรากอยู่ภายในร่างกาย รวมถึงพลังเนตรอันมหาศาลที่แฝงเร้นอยู่ในดวงตาทั้งสองข้าง
อุจิวะ เอ็ตสึครุ่นคิดในใจ ขณะที่แววตาของเขาก็ทอประกายคมกล้าและเด็ดเดี่ยวยิ่งขึ้น พูดให้ถึงที่สุดแล้ว ในสถานการณ์ของตระกูลอุจิวะในตอนนี้เขาไม่สามารถไว้ใจใครได้อีกต่อไป และก็ไม่กล้าที่จะไปพึ่งพาใครด้วย สิ่งที่พอจะพึ่งพิงได้ก็มีเพียงพลังของตัวเขาเองเท่านั้น
และในเมื่อต้องพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองให้ได้ เขาที่ไม่มีทั้งนิ้วทองคำหรือของวิเศษโกงๆ อะไรติดตัวมาจากการข้ามมิติเลยนับตั้งแต่ที่ความทรงจำตื่นขึ้น ก็เหลือเพียงเนตรวงแหวนเป็นทางเลือกเดียวเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น พลังของตระกูลอุจิวะท้ายที่สุดแล้วก็วัดกันที่ระดับขั้นของเนตรวงแหวนอยู่ดี ขอเพียงแค่ระดับพลังของเนตรวงแหวนสูงพอ ต่อให้คุณสมบัติพื้นฐานด้านอื่นๆ จะยังตามไม่ทันในทันที แต่การฝึกฝนก็จะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและได้ผลลัพธ์รวดเร็วยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณและจะสามารถชดเชยส่วนที่ขาดไปได้อย่างรวดเร็ว
อย่างน้อยที่สุด การฝึกฝนเพียงแค่สามเดือนที่ผ่านมานี้ อุจิวะ เอ็ตสึก็สัมผัสได้ถึงพัฒนาการที่ก้าวกระโดดยิ่งกว่าความพยายามและการสั่งสมประสบการณ์ตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเขารวมกันเสียอีก
และนี่เป็นเพียงผลจากเนตรวงแหวนสามโทโมเอะเท่านั้น! เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาที่อยู่เหนือขึ้นไปอีกขั้นคือช่วงที่ความสามารถที่แท้จริงจะระเบิดออกมาอย่างแท้จริง
ดังนั้นขอเพียงเขาเบิกเนตรในขั้นนี้ได้สำเร็จ อย่างน้อยที่สุดก็จะมีพลังในระดับโจนินชั้นแนวหน้า และไม่ใช่แค่โจนินธรรมดา แต่เป็นโจนินชั้นแนวหน้าที่สามารถคุกคามนินจาระดับคาเงะได้เลยทีเดียว และด้วยพลังระดับนั้นแม้จะยังไม่ถึงขั้นที่จะสามารถท่องไปทั่วโลกนินจาได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวใคร แต่ถ้าเป็นแค่การเอาชีวิตรอดให้ผ่านพ้นคืนแห่งการล้างตระกูลไปได้ก็น่าจะเป็นปัญหาใหญ่อะไรนี่