บทที่ 2 การเบิกเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผา

ณ เขตตระกูลอุจิวะ บริเวณรอบนอกของหมู่บ้านโคโนฮะ

อุจิวะ เอ็ตสึ เพิ่งจะกลับมาถึงบ้านของตน เขาล้วงหยิบคัมภีร์ผนึกม้วนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ทันทีที่สัมผัสได้ถึงปริมาณจักระมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ภายในซึ่งแผ่กลิ่นอายของอารมณ์ด้านลบออกมาเด่นชัด สีหน้าพึงพอใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาทันที

นี่คือหนึ่งในผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดจากความพยายามตลอดเกือบสองเดือนที่ผ่านมา และยังเป็นที่มาของความมั่นใจทั้งหมดที่ทำให้เขากล้าลุ้นว่าตัวเองจะเบิกเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาได้สำเร็จหรือไม่

ว่ากันตามหลักแล้ว การเบิกเนตรวงแหวนและการเลื่อนขั้นของมัน ล้วนต้องอาศัยการระเบิดอารมณ์ที่รุนแรงถึงขีดสุดเป็นพื้นฐาน ขอเพียงแค่การระเบิดอารมณ์นั้นรุนแรงมากพอ และพื้นฐานกับพรสวรรค์ของเจ้าตัวไม่ได้ย่ำแย่จนเกินไปนัก การเบิกเนตรก็แทบจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ

ในตอนนี้ ตัวของอุจิวะ เอ็ตสึเองก็มีเนตรวงแหวนถึงขั้นสามโทโมเอะแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นตลอดสามเดือนที่ผ่านมา เขาได้ฝึกฝนจนสามารถย่อยพลังที่เพิ่มพูนขึ้นจากเนตรวงแหวนขั้นนี้ได้อย่างสมบูรณ์ คุณสมบัติพื้นฐานในด้านต่างๆ ก็ได้รับการเสริมจนแข็งแกร่งขึ้นมาก

ถึงแม้ว่าความแข็งแกร่งนี้จะยังดูติดขัดไปอยู่บ้าง และหากเขาฝึกฝนขัดเกลาต่อไปก็ยังมีโอกาสพัฒนาไปได้อีกไกล แต่ลำพังด้วยพรสวรรค์และเงื่อนไขที่เขามีในปัจจุบัน การจะเบิกเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเลย

อย่างน้อยที่สุดหากเมื่อสามเดือนก่อนเขามีพื้นฐานที่แข็งแกร่งเท่ากับตอนนี้ล่ะก็ บางทีเขาอาจจะสามารถทำลาย กำแพงคอขวดที่กั้นระหว่างเนตรวงแหวนสามโทโมเอะกับเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาได้ไปนานแล้ว และในเมื่อเงื่อนไขพื้นฐานที่สำคัญที่สุดนั้นมีพร้อมแล้ว สิ่งเดียวที่เหลือก็คือการระเบิดอารมณ์รุนแรงให้ถึงขีดสุดเท่านั้น

แน่นอนว่าเหตุการณ์เมื่อสามเดือนก่อนนั้นเป็นเพียงสถานการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นได้นานๆ ครั้ง ตอนนี้อุจิวะ เอ็ตสึ สงบลงและยอมรับความจริงได้แล้ว การจะกลับไปสู่สภาวะอารมณ์แบบนั้นอีกครั้งจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ถึงจะเสียโอกาสทองที่ฟ้าประทานให้ไปครั้งหนึ่ง ในฐานะเขาที่เป็นผู้ทะลุมิติมาโลกใหม่ มีหรือจะยอมให้ปัญหาแค่นี้มาขัดขวางทางได้

ดังนั้น หลังจากการลงมือค้นคว้าศึกษาข้อมูลอย่างเคร่งเครียดอยู่ราวหนึ่งเดือน เขาก็ค้นพบวิธีสกัดและกักเก็บจักระที่เต็มไปด้วยอารมณ์ด้านลบเอาไว้ล่วงหน้าในที่สุด เพื่อใช้มันในการสะสมมวลอารมณ์มหาศาล จากนั้นก็ดูดซับและจุดระเบิดมันในคราวเดียว เพื่อผลักดันตัวเองให้จมดิ่งสู่สภาวะอารมณ์สุดขั้ว

ว่ากันตามตรง วิธีการของอุจิวะ เอ็ตสึนั้น ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘คาถาผนึกหยิน’ (อินเฟิงอิน) ของซึนาเดะ ซึ่งเป็นวิชาที่ใช้การผนึกและกักเก็บจักระไว้ที่หน้าผากล่วงหน้า แล้วปลดผนึกออกเมื่อถึงยามต่อสู้ เพื่อปลดปล่อยจักระจำนวนมหาศาลออกมาในชั่วพริบตาและระเบิดพลังต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวออกมา

ส่วนอุจิวะ เอ็ตสึ ก็แค่ประยุกต์ด้วยหลักการเดียวกัน เขาใช้จักระเป็นภาชนะรองรับอารมณ์ด้านลบของตัวเอง จากนั้นก็ใช้คาถาผนึกเพื่อกักเก็บมันเอาไว้ แล้วรอเวลาที่จะปลดปล่อยมันออกมาพร้อมกันในคราวเดียว ต้องยอมรับเลยว่า การมีอยู่ของจักระนี่มันช่างสารพัดประโยชน์จริงๆ การจะพัฒนาวิธีประยุกต์ใช้มันเพื่อรองรับและกักเก็บอารมณ์ด้านลบเอาไว้ล่วงหน้าแบบนี้แทบจะไม่มีความยากเย็นอะไรเลย

ก็เพราะโดยพื้นฐานแล้ว จักระคือการหลอมรวมกันระหว่างพลังงานจิตและพลังงานกาย อย่าว่าแต่แค่การกักเก็บอารมณ์ด้านลบเล็กๆ น้อยๆ เลย ขนาดการใช้จักระเพื่อรองรับเศษเสี้ยวของจิตสำนึกเพื่อสร้างร่างแยกออกมายังเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายดาย

ดังนั้น ในเมื่อปัญหาเรื่องการสกัดจักระด้านลบถูกแก้ไขแล้ว เรื่องการผนึกก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเป้าหมายของอุจิวะ เอ็ตสึ เป็นเพียงแค่การผนึกจักระเอาไว้ล่วงหน้าเท่านั้น เขาไม่จำเป็นต้องผนึกมันไว้บนร่างกายของตัวเองให้ยุ่งยากซับซ้อนเหมือนกับคาถาผนึกหยินเลยแม้แต่น้อย

ด้วยเหตุนี้ ปัญหาชิ้นสุดท้ายจึงถูกแก้ไขอย่างง่ายดายด้วยคัมภีร์ผนึกจักระเพียงม้วนเดียว

หลังจากที่วางแผนทุกอย่างจนทะลุปรุโปร่งแล้ว ที่เหลือก็เป็นเพียงเรื่องของการสะสมพลังและรอคอยเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น และบัดนี้ตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมา เขาถึงกับลงทุนเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วหมู่บ้านทุกวัน เพื่ออดทนรับเอาเจตนาร้ายจากเหล่าชาวบ้านโง่ๆ พวกนั้นมาเป็นอาหารให้กับอารมณ์ด้านลบของตัวเอง ทำให้จักระด้านลบที่เขาสั่งสมมาได้นั้นมีปริมาณมากมายมหาศาล มากกว่าปริมาณจักระทั้งหมดในร่างกายของเขาหลายสิบเท่าหรืออาจจะถึงร้อยเท่าด้วยซ้ำ

ปริมาณจักระที่มากถึงเพียงนี้มันได้กักเก็บและแบกรับอารมณ์ด้านลบที่ทั้งยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวเอาไว้มากเกินกว่าที่ตัวเขาเองจะสามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ เขาเชื่อมั่นว่าทันทีที่เขาดูดซับมันเข้าไปทั้งหมดจะสามารถเข้าสู่สภาวะการระเบิดอารมณ์ด้านลบในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนได้อย่างแน่นอน และการเบิกเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ!

อืม ชักช้าไม่ได้แล้ว เอ็ตสึคิดในใจ รอให้ร่างกายฟื้นฟูจากการสกัดจักระในวันนี้ก่อนแล้วค่อยปรับสภาพร่างกายให้พร้อมที่สุด คืนนี้แหละได้เวลาลงมือซะที ต้องเบิกเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาของฉันให้สำเร็จก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

ไม่อย่างนั้นการต้องมานั่งหวาดระแวงทุกวันว่าคืนล้างตระกูลจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แล้วก็ต้องคอยกลัวว่าไอ้คนกตัญญูประสาทกลับอย่างอุจิวะ อิทาจิ จะโผล่มาตอนไหน มีหวังฉันได้ประสาทกินจนสติแตกไปจริงๆ เข้าสักวันแน่

เอ็ตสึเก็บคัมภีร์ผนึกจักระไว้กับตัวอย่างระมัดระวัง ขณะที่ความคิดยังคงแล่นอยู่ในหัวเขาก็เดินตรงไปยังห้องครัวทันที ดูเหมือนว่าก่อนจะลงมือทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่เขาควรจะเติมพลังให้ท้องตัวเองเสียก่อน

เวลาแห่งการพักผ่อนผ่านไปในชั่วพริบตา

เมื่อม่านรัตติกาลโรยตัวลงมา อุจิวะ เอ็ตสึ ก็ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจของตนเองจนกลับสู่สภาวะสมบูรณ์แล้ว “ฮู่ว...” เอ็ตสึพ่นลมหายใจยาว “จากนี้ไปจะรุ่งหรือจะร่วง จะรอดไปใช้ชีวิตต่อหรือจะทะยานขึ้นท้องฟ้าทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับว่าการคาดการณ์ของฉันมันจะถูกต้องหรือไม่”

เขาปิดห้องของตนเองอย่างแน่นหนา ถึงขนาดร่ายคาถาเขตแดนง่ายๆ ขึ้นมาชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันการรบกวน ในมือของเขากำผลลัพธ์จากความพากเพียรตลอดเกือบสองเดือนที่ผ่านมาเอาไว้แน่น ขณะที่ปากก็พึมพำกับตัวเอง

จากนั้น โดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาก็ปลดผนึกคัมภีร์ออกและเริ่มดูดซับจักระด้านลบอันมหาศาลที่อยู่ภายในม้วนคัมภีร์เข้าสู่ร่างกายของตนเองอย่างรวดเร็ว

พรึ่บ!

เพียงชั่วพริบตานั้นเอง ในห้วงความรู้สึกของอุจิวะ เอ็ตสึ สติสัมปชัญญะของเขาราวกับถูกโยนลงไปสู่ใจกลางมหาสมุทรอันบ้าคลั่ง คลื่นอารมณ์ด้านลบนับไม่ถ้วนโหมกระหน่ำเข้าใส่ราวกับพายุ หมายจะกลืนกินและบดขยี้สติของเขาให้แหลกสลายเป็นผุยผง

ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็คืออารมณ์ด้านลบเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ตัวเขาเองสกัดและสั่งสมมาทีละเล็กทีละน้อย มันคือส่วนหนึ่งของอารมณ์ดั้งเดิมของเขาเอง ดังนั้นเมื่อคลื่นอารมณ์จากภายนอกถาโถมเข้ามา จิตสำนึกของเขาก็เริ่มหวนคืนสู่สภาวะแตกสลายเหมือนเมื่อสามเดือนก่อน และเริ่มสร้างอารมณ์ด้านลบใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องด้วยตัวของมันเอง

โชคยังดี... ที่แม้คลื่นอารมณ์จะน่าสะพรึงกลัวและจิตสำนึกของเขาจะถูกกระตุ้นให้คล้อยตาม แต่จิตใจของอุจิวะ เอ็ตสึนั้นไม่ได้เปราะบางเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามการที่เขาเคยผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายจนเกือบสติแตกมาแล้วครั้งหนึ่ง ทั้งยังสามารถฉุดตัวเองให้ก้าวออกจากเงามืดนั้นได้ด้วยตัวคนเดียว แถมยังทุ่มเทความพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อค้นหาหนทางรอดและลงมือทำมันด้วยตัวเอง

แล้วมีหรือที่เขาจะยอมพลาดท่าในก้าวสุดท้ายที่สำคัญที่สุดนี้ และปล่อยให้ความหวังที่จะมีชีวิตรอดหรือแม้กระทั่งความหวังที่จะผงาดขึ้นมายิ่งใหญ่ต้องสูญเปล่าไป?

ดังนั้นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมีชีวิต ความยึดมั่นต่อพลังอำนาจ และความใฝ่ฝันถึงอนาคต ทั้งหมดนี้หลอมรวมกันเป็นแก่นกลางที่ทำให้เขาสามารถรักษาสติสัมปชัญญะส่วนสุดท้ายเอาไว้ได้ แม้จะถูกคลื่นอารมณ์ด้านลบนับไม่ถ้วนกลืนกินจนแทบมิด แต่ก็ไม่เคยหลงทางไปโดยสมบูรณ์

และแล้วเวลาผ่านไปนานเท่าใดก็ไม่อาจทราบได้…

ปรากฏเพียงร่างของอุจิวะ เอ็ตสึที่ทั่วทั้งกายแผ่พุ่งออร่าจักระอันน่าสะพรึงกลัว ทั้งเย็นเยียบและชั่วร้ายออกมา ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวอย่างน่าเกลียดน่ากลัว และในดวงเนตรวงแหวนสีแดงฉานราวกับโลหิตคู่นั้น ลูกน้ำทั้งสามโทโมเอะที่เคยหมุนวนด้วยความเร็วสูง ในที่สุดก็ได้หดตัวและหลอมรวมเข้าด้วยกัน ก่อนจะคลี่ขยายออกอย่างรวดเร็วกลายเป็นลวดลายใหม่อันเป็นเอกลักษณ์

ในชั่ววินาทีนั้น เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาก็ถือกำเนิดขึ้น!

และทันทีที่ดวงตาคู่ใหม่นี้ปรากฏขึ้น อุจิวะ เอ็ตสึ ก็รู้สึกราวกับว่าจิตสำนึกของตนเองถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นในชั่วพริบตา ความรู้สึกถึงพลังอันยิ่งใหญ่สุดเปรียบประมาณได้เอ่อล้นขึ้นมาในใจ แม้แต่คลื่นอารมณ์ด้านลบที่ก่อนหน้านี้เคยดูน่าสะพรึงกลัวก็ไม่สามารถสั่นคลอนจิตใจของเขาได้อีกต่อไปแม้แต่น้อย

“นี่น่ะเหรอ เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผา” เสียงของเขาพึมพำ “แข็งแกร่งเหลือเกิน พลังเหมือนอยู่กันคนละโลกกับเมื่อกี้เลย”

เอ็ตสึมองไปรอบห้องที่แม้จะมืดสนิทแต่กลับเห็นทุกรายละเอียดได้อย่างชัดเจน เขาสัมผัสได้ถึงพลังเนตรที่แข็งแกร่งกว่าตอนที่เป็นเนตรสามโทโมเอะหลายเท่าตัวนัก รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับคาถาเนตรทั้งหลายที่ถูกส่งเข้ามาในหัวอย่างแผ่วเบา เขาพึมพำกับตัวเองอีกครั้ง แต่คราวนี้สีหน้าเหลือเพียงความรู้สึกเปี่ยมสุขและพึงพอใจอย่างที่สุด

ในที่สุด เขาก็ทำสำเร็จ!

อนาคตอยู่ในกำมือของเขาแล้ว!



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 2 การเบิกเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผา

ตอนถัดไป