บทที่ 7 จัดระเบียบความสามารถ

ราตรีผ่านพ้น แสงตะวันเริ่มขึ้นขอบฟ้า

เมื่อวันใหม่มาถึง เป็นครั้งแรกในรอบนานแสนนานที่อุจิวะ เอ็ตสึ ไม่ได้ลุกขึ้นมาฝึกฝนแต่เช้ามืดแต่กลับนอนตื่นสายเหมือนกับในชาติก่อนไม่มีผิด

"อืม นี่มันสายป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย ดูท่าวันนี้ฉันคงไปโรงเรียนนินจาไม่ทันอีกแล้วแฮะ หวังว่าอาจารย์มุราตะคงไม่โกรธจนหน้าดำหน้าแดงหรอกนะ"

เอ็ตสึเหลือบมองนาฬิกาปลุกด้วยสีหน้าที่ยังคงง่วงงุน ปากก็พึมพำไปเรื่อยแต่กลับไม่มีวี่แววของความกังวลใจที่ตนเองกำลังจะโดดเรียนเลยแม้แต่น้อย

อันที่จริงตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ จิตใจของเขามุ่งมั่นอยู่กับคืนแห่งการสังหารล้างตระกูลเพียงอย่างเดียว เขาเร่งรีบพัฒนาความแข็งแกร่งของตนเองเพื่อเอาชีวิตรอด จะมีแก่ใจไปเสียเวลาที่โรงเรียนนินจาเล็กๆ นั่นได้อย่างไร ดังนั้นการโดดเรียนของเขาจึงไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งแล้ว

ถึงขนาดที่ว่าหากอาจารย์ประจำชั้นที่ชื่อมุราตะคนนั้นไม่ใช่คนที่มีความรับผิดชอบสูงเกินเหตุจนกล้าบุกมาตามหาเขาถึงในเขตของตระกูลอุจิวะล่ะก็...เขาคงจำชื่ออาจารย์ที่ไม่มีบทบาทใดๆ ในเนื้อเรื่องต้นฉบับคนนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ

"การนอนตื่นสายเนี่ยถือเป็นสุดยอดความสุขของมนุษย์แล้ว น่าเสียดายที่ในโลกแบบนี้จะมีสักกี่คนที่สามารถมีความสุขแบบฉันได้ ฮ่าๆๆ"

"อีกอย่างตอนนี้วิกฤตก็ยังไม่ได้คลี่คลายสักหน่อย จะให้ฉันมัวแต่ชะล่าใจตื่นเช้าไปโรงเรียนได้ยังไงกัน"

เรื่องของโรงเรียนนินจาและอาจารย์แวบเข้ามาในหัวเพียงครู่เดียวก็ถูกอุจิวะ เอ็ตสึปัดทิ้งไปจนหมดสิ้น เขาพึมพำกับตัวเอง พลันบรรยากาศอันเกียจคร้านรอบตัวก็เปลี่ยนไปในทันที เขากลับมามีท่าทีที่กระตือรือร้นอีกครั้ง และอาจจะเป็นเพราะความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทำให้แรงกดดันในใจของเขาลดลงไปด้วย ประกอบกับการได้พักผ่อนอย่างเต็มที่หลังจากห่างหายไปนาน เลยช่วยขจัดความเหนื่อยล้าที่สะสมไว้จนหมดสิ้น ในตอนนี้ อุจิวะ เอ็ตสึจึงเปี่ยมไปด้วยพลังและความมั่นใจชนิดที่ว่าใครได้เห็นก็ต้องรู้สึกตื่นตาตื่นใจ

เวลาผ่านไปชั่วพริบตา หลังจากจัดการธุระส่วนตัวด้วยท่าทีไม่รีบร้อน และกินอาหารเช้าอย่างดีมื้อหนึ่งเสร็จ สายตาของอุจิวะ เอ็ตสึก็กลับมาจดจ่ออยู่กับการพัฒนาความแข็งแกร่งของตนเองอีกครั้ง พร้อมกันนั้นเขาก็ได้เปิดแผงข้อมูลความสามารถฉบับย่อของตัวเองขึ้นมา

ชื่อ : อุจิวะ เอ็ตสึ

กายภาพภายนอก : ระดับจูนิน (หลอมรวมเซลล์เซ็ตสึขาว)

พลังจิต : ระดับคาเงะ (เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผา)

จักระภายใน : ระดับโจนิน (กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง)

คุณสมบัติจักระ : ลม, ไฟ, น้ำ, ดิน

ขีดจำกัดสายเลือด : เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผา (อิซานางิ, อิซานามิ, โลกมายา, ซูซาโนโอะ), คาถาไม้ (จากเซลล์เซ็ตสึขาวแต่ยังไม่สมบูรณ์)

คาถานินจา : วิชาพื้นฐาน 3 อย่าง ได้แก่ วิชาดาวกระจายสไตล์อุจิวะ, คาถาแยกเงาพันร่าง, คาถาไฟลูกบอลยักษ์, วายุสลาตัน

กระบวนท่า : ระดับความคล่องแคล่วทั่วไป

คาถาลวงตา : เนตรวงแหวน

ประเมินความสามารถโดยรวม : ระดับยอดโจนิน (ที่สามารถคุกคามนินจาระดับคาเงะได้)

เมื่อมองผ่านแผงข้อมูลนี้ ความแข็งแกร่งของอุจิวะ เอ็ตสึก็ปรากฏชัดเจนราวกับพลิกฝ่ามือ เขาสามารถมองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองได้อย่างง่ายดาย สำหรับจุดแข็งนั้นไม่ต้องพูดถึง เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาที่ไปถึงระดับคาเงะพร้อมด้วยความสามารถติดตัวแต่ละอย่างที่ล้วนทรงพลัง

แต่นอกเหนือจากเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาแล้ว หากไม่ใช่เพราะเมื่อวานเขาได้กลืนกินและหลอมรวมเซลล์เซ็ตสึขาวเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเองไปรอบหนึ่งล่ะก็… ความสามารถพื้นฐานทั่วๆ ไปอย่างทางกายภาพและจักระของเขาแม้จะได้รับการเสริมพลังจากเนตรวงแหวนแต่ก็ยังมีข้อจำกัดอย่างยิ่ง

หากเป็นเช่นนั้น การต้องใช้เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาไปต่อสู้กับผู้อื่นด้วยพื้นฐานที่กระจอกงอกง่อย คงสู้ได้ไม่กี่กระบวนท่าก็ต้องหมดสภาพ อาจจะแย่ยิ่งกว่าคาคาชิเสียอีก

นอกจากนี้คลังวิชาของอุจิวะ เอ็ตสึ นอกเหนือจากวิชาเนตรที่ติดตัวมาแล้ว ทั้งคาถานินจา กระบวนท่า และคาถาลวงตาที่เขาใช้เป็นนั้นก็นับว่าน้อยนิดจนน่าเวทนา ขัดกับระดับความสามารถโดยรวมของเขาอย่างสิ้นเชิง

"ดูท่าคงต้องใช้เวลาสักหน่อยเพื่อเสริมสร้างและฝึกฝนพื้นฐานพวกคาถานินจา กระบวนท่า และคาถาลวงตาให้หลากหลายขึ้นแล้ว ไม่อย่างนั้นแค่สู้กับพวกปลายแถวก็ต้องใช้เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาเข้าจัดการ มันจะสิ้นเปลืองเกินไปหรือเปล่า เฮ้อ…"

เอ็ตสึพิจารณาข้อมูลความสามารถทั้งหมดที่ตัวเองรวบรวมขึ้นมาอย่างละเอียด พลางกำหนดเป้าหมายการฝึกฝนขั้นต่อไปในใจอย่างชัดเจน

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เขาก็ไม่ลังเลตรงเข้าไปรื้อค้นกล่องใบเล็กใบหนึ่งในห้องของตนเอง แล้วหยิบคัมภีร์ออกมาเจ็ดแปดม้วน อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนของตระกูลอุจิวะ อีกทั้งพ่อและแม่ของเขาก็เป็นผู้เบิกเนตรวงแหวนได้ทั้งคู่ โดยเฉพาะพ่อของเขาที่เป็นถึงโจนินเจ้าของเนตรวงแหวนสามโทโมเอะ ดังนั้นการจะทิ้งมรดกไว้ให้ลูกชายบ้างก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

เพียงแต่ว่าอุจิวะ เอ็ตสึในอดีตที่ยังไม่ฟื้นคืนความทรงจำจากชาติก่อน แม้พรสวรรค์จะนับว่ายอดเยี่ยม แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นอัจฉริยะปีศาจ ประกอบกับการที่ไม่มีใครคอยชี้แนะ มีเพียงการฝึกฝนด้วยตัวเอง ความก้าวหน้าในการเรียนรู้จึงไม่ค่อยจะดีเท่าที่ควร

ถึงกระนั้นเขาก็ยังเรียนรู้คาถาไฟหนึ่งบท คาถาลมหนึ่งบท และคาถาแยกเงาพันร่างอันเป็นวิชาเฉพาะได้สำเร็จ ซึ่งก็นับว่าแข็งแกร่งกว่าเด็กในวัยเดียวกันไปไกลโขแล้ว

"คาถาไฟ : มังกรเพลิง, คาถาไฟ: ลูกไฟนกฟีนิกซ์, คาถาไฟ: เพลงระบำมังกรเพลิง, คาถาลม: คลื่นลมกดดัน, คาถาลม: คมมีดสายลม, คาถาลม: พันลมพายุ...อืม...แล้วก็ยังมีคาถาดิน: กำแพงดินอีก! นี่มันเรื่องน่าประหลาดจริงๆ "

เอ็ตสึไล่ตรวจสอบคัมภีร์ที่หยิบออกมาทีละม้วน พลางเอ่ยชื่อคาถาออกมาก่อนจะอุทานด้วยความประหลาดใจ ที่เป็นเช่นนี้เพราะโดยกำเนิดแล้ว คุณสมบัติจักระของอุจิวะ เอ็ตสึมีเพียงลมและไฟเท่านั้น ส่วนดินและน้ำล้วนเป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาหลังจากที่เขาดูดกลืนและหลอมรวมเซลล์เซ็ตสึขาว แม้แต่คาถาไม้ที่ดูไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่เขาก็เพิ่งได้มาเมื่อคืนนี้เอง

เขายังคิดอยู่เลยว่าหลังจากนี้คงต้องหาเวลาไปรวบรวมคาถานินจาธาตุดินและธาตุน้ำ เพื่อนำคุณสมบัติใหม่นี้มาใช้ประโยชน์เสียหน่อย! แต่ใครจะไปคาดคิดว่าในมรดกของพ่อแม่จะพบคัมภีร์คาถาธาตุดินอยู่ด้วย! มันเหมือนคนกำลังง่วงแล้วมีคนเอาหมอนมาให้ไม่มีผิด เขาไม่คาดคิดเรื่องนี้มาก่อนเลยจริงๆ

"ดูเหมือนตัวฉันในอดีตนี่จะสะเพร่าจริงๆ สินะ แต่ก็ยังนับว่ามาได้ทันเวลาพอดี" เอ็ตสึบ่นว่าตัวเองเบาๆ พลางคลี่คัมภีร์ออก ดวงตาเนตรวงแหวนสามโทโมเอะของเขาก็หมุนวน ก่อนจะคัดลอกเนื้อหาทั้งหมดในคัมภีร์เข้ามาในสมองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีตกหล่นแม้แต่น้อย

ต้องยอมรับเลยว่าเนตรวงแหวนนั้นสะดวกสบายอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่จะมีความสามารถสนับสนุนการต่อสู้ที่แข็งแกร่งสุดยอด หรือกระทั่งให้กำเนิดวิชาเนตรโจมตีที่ทรงพลังได้โดยตรง ทว่าแม้แต่ความสามารถเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่สะดุดตาเหล่านี้ หากใช้ให้เป็นประโยชน์ก็สามารถประหยัดเวลาไปได้นับไม่ถ้วน

ไม่แปลกใจเลย ทำไมอุจิวะทุกคนที่เบิกเนตรได้ถึงถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะได้อย่างง่ายดาย และสร้างผลงานที่คนอื่นได้แต่แหงนคอมอง

หลังจากจดจำคาถานินจาที่ต้องฝึกฝนแล้ว อุจิวะ เอ็ตสึก็เก็บคัมภีร์กลับเข้าที่เดิม แต่เขาไม่ได้เดินออกจากบ้านไปยังลานฝึกหรือที่ไหนๆ ทว่าเขากลับหลับตาลงและดิ่งสติทั้งหมดของตนจมลงสู่โลกมายาอีกครั้ง

จากนั้นเมื่อมุมมองเปลี่ยนไปและเขาก้าวเข้ามาสู่โลกที่เป็นของเขาเพียงผู้เดียว อุจิวะ เอ็ตสึเพียงแค่ใจนึก สนามฝึกซ้อมขนาดมหึมาที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันก็ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่ใช่แค่นั้น! ในขณะที่สนามฝึกก่อตัวขึ้น พลังเนตรของเขาก็ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วเพื่อยืดเวลาในโลกมายาทั้งใบให้ขยายช้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในไม่ช้าอัตราการไหลของเวลาก็ต่ำกว่าโลกแห่งความจริงภายนอกถึงร้อยเท่า!

"อืม ยืดเวลาออกไปร้อยเท่า ฉันใช้พลังเนตรเกินขีดจำกัดการฟื้นตัวไปแล้ว ดูท่าต้องปรับลงหน่อยแฮะ อีกอย่าง ตอนนี้ไม่ใช่เวลาต่อสู้ ไม่จำเป็นต้องยืดเวลาให้สุดโต่งเหมือนวิชาเนตรอ่านจันทรา ที่หนึ่งวินาทียาวนานถึง 72 ชั่วโมงหรอก"

เอ็ตสึสัมผัสถึงอัตราการใช้พลังเนตรของตนเอง เขาจึงเร่งเวลาที่กำลังยืดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะปรับไปอยู่ที่ระดับประมาณหกสิบเท่า แล้วจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนจะตรึงอัตราเร็วนั้นไว้ให้คงที่

ในที่สุดด้วยอำนาจสารพัดนึกในโลกมายา อุจิวะ เอ็ตสึก็ได้ครอบครองห้องแห่งกาลเวลาและจิตวิญญาณฉบับส่วนตัวของเขาเองได้สำเร็จ การฝึกฝนคาถานินจานับจากนี้ไปไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว!



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 7 จัดระเบียบความสามารถ

ตอนถัดไป