บทที่ 8 ทางเลือกและการแทรกซึมสู่หน่วยราก

คืนแห่งการสังหารล้างตระกูลจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่กันแน่?

สำหรับคำถามนี้ แม้จะมีความทรงจำจากชาติก่อนแต่เนื่องจากเส้นเวลาในเนื้อเรื่องต้นฉบับนั้นสับสนวุ่นวายไปหมด อีกทั้งยังมีทฤษฎีมากมายที่ขัดแย้งกัน อุจิวะ เอ็ตสึจึงไม่มีข้อมูลที่แม่นยำเลยแม้แต่น้อย ทว่าถึงจะไม่มีช่วงเวลาที่เจาะจงแต่ในความทรงจำของเขาก็มีภาพหนึ่งที่สลักลึกอยู่ในใจ นั่นคือภาพของอุจิวะ อิทาจิ ที่นั่งยองๆ อยู่บนเสาไฟฟ้า โดยมีพระจันทร์เต็มดวงขนาดใหญ่เป็นฉากหลัง

และภาพฉากนี้เองคือจุดเริ่มต้นของบทโหมโรงแห่งโศกนาฏกรรมในตระกูลอุจิวะ

ด้วยเหตุนี้ จากความทรงจำอันเด่นชัดนั้น ในคืนแรกที่เขาฟื้นคืนสติและความทรงจำกลับมาโดยสมบูรณ์ เอ็ตสึจึงได้เริ่มสังเกตการเปลี่ยนแปลงของดวงจันทร์และได้ข้อสรุปคร่าวๆ บางอย่าง อาจกล่าวได้ว่าเหตุผลที่เขาเลือกที่จะไม่หนีไปแต่กลับทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อพัฒนาความแข็งแกร่งของตนเองก็ล้วนมาจากข้อสรุปนี้นั่นเอง

นั่นคือ…เขายังมีเวลา

อีกทั้งการหนีเอาตัวรอดนั้นพูดง่ายแต่ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนั้น ความเป็นไปได้มันก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหลือเกิน ความขัดแย้งระหว่างอุจิวะและโคโนฮะได้เดินทางมาถึงจุดแตกหักแล้ว สมาชิกของตระกูลอุจิวะทุกคนล้วนตกอยู่ภายใต้การสอดส่องอย่างเข้มงวด

ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ไม่ใช่นินจาประจำการ เป็นเพียงนักเรียนโรงเรียนนินจาธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น การจะเดินทางออกจากหมู่บ้านโคโนฮะ ย่อมไม่สามารถหาเหตุผลใดๆ มาอ้างได้เลย

ดังนั้นหากเขาเผยไต๋ว่าต้องการจะออกจากหมู่บ้านเมื่อไหร่ก็อาจจะปลุกสัญชาตญาณระแวดระวังของโคโนฮะขึ้นมาทันที และใครจะไปรู้ว่ามันจะนำมาซึ่งปัญหามากมายขนาดไหน และเมื่อใดที่เขาตกอยู่ในวังวนของปัญหาต่อให้โชคดีไม่ถูกกำจัดทิ้งทันที เขาก็ต้องสูญเสียช่วงเวลาอันล้ำค่าในการพัฒนาตัวเองไปอย่างแน่นอน

เมื่อถึงตอนนั้น เขาจะเอาอะไรไปรอดชีวิตจากคืนแห่งการสังหารล้างตระกูลได้!?

ถอยไปสักก้าวหนึ่ง สมมติว่าเขาโชคดีสุดๆ จนสามารถเล็ดลอดออกจากโคโนฮะไปได้สำเร็จ แล้วอะไรล่ะที่รอเขาอยู่ การไล่ล่าที่ไม่สิ้นสุดของโคโนฮะ? สายตาละโมบจากหมู่บ้านนินจาอื่น? หรือสายตาประสงค์ร้ายในรูปแบบอื่นๆ? สรุปสั้นๆ คือ...ไม่ว่าจะมองไปทางไหนในโลกนินจาก็ล้วนแต่มีศัตรูเต็มไปหมด

ชีวิตที่ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ ด้วยความหวาดระแวงทุกวี่ทุกวันย่อมไม่มีโอกาสให้พัฒนาตัวเอง และสิ่งที่รอเขาอยู่ก็มีเพียงความตายสถานเดียว แถมยังเป็นการตายที่ไม่น่าอภิรมย์และไม่สงบสุขอย่างแน่นอน จึงกล่าวได้ว่าการหนีไปก่อนที่จะถึงคืนล้างตระกูลนั้นเป็นเพียงภาพความฝันลมๆ แล้งๆ มาตั้งแต่ต้น มันไม่มีโอกาสสำเร็จเลยแม้แต่น้อยนิด

ดังนั้นเมื่อตัดความคิดเรื่องการหนีทิ้งไปแล้ว มันจะมีวิธีอื่นที่จะหลีกเลี่ยงหรือกระทั่งยับยั้งคืนสังหารล้างตระกูลได้หรือไม่ สำหรับเรื่องนี้ อุจิวะ เอ็ตสึอยากจะบอกแค่ว่าด้วยพลังและสถานะที่เขามีในตอนนั้น มันเป็นเรื่องที่เพ้อฝันยิ่งกว่าการหนีไปเสียอีก!

สรุปแล้วคิดไปคิดมาสุดท้ายเขาก็ทำอะไรไม่ได้ นอกเสียจากพึ่งพาพลังของตัวเองและหาทุกวิถีทางเพื่อพัฒนาตนเองให้แข็งแกร่งขึ้น

โชคดีที่สวรรค์ไม่เคยตัดหนทางใคร…

และในฐานะผู้ทะลุมิติกลับชาติมาเกิดอย่าง อุจิวะ เอ็ตสึก็พอมีความสามารถอยู่บ้าง ทางเลือกที่ในสายตาคนอื่นดูเหมือนจะเป็นทางตันนี้เขากลับสามารถบุกเบิกมันจนสำเร็จได้อย่างน่าทึ่ง!

ถึงขนาดที่ว่าด้วยความแข็งแกร่งของเขาในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่จะสามารถปกป้องตัวเองได้แล้ว แต่เขายังสามารถทำอะไรได้มากกว่านั้นอีกด้วย นี่อาจจะเป็นแก่นแท้ของโลกที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด ผู้ที่มีพลังอันแข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ มิเช่นนั้น ต่อให้มีความคิดที่ดีเลิศเพียงใดมันก็เป็นเพียงแค่ภาพทุ่งดอกไม้ในกระจกหรือเงาจันทราในน้ำ ที่พร้อมจะถูกความเป็นจริงอันโหดร้ายทุบทำลายให้แหลกสลายได้ทุกเมื่อ

"เหลือเวลาอย่างมากก็อีกหนึ่งสัปดาห์ก่อนพระจันทร์จะเต็มดวง ดูเหมือนเวลาฉันจะเหลือน้อยเต็มทีแล้วจริงๆ "

อุจิวะ เอ็ตสึยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง แหงนหน้ามองดวงจันทร์สว่างบนฟากฟ้าพลางพึมพำกับตัวเอง ทว่าสภาพจิตใจของเขากลับไม่หลงเหลือความร้อนรนหรือกระวนกระวายเหมือนในตอนแรกอีกต่อไปแล้ว และเมื่อเขาลดสายตาลงมาเห็นขนมหวานจานหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะไม่ไกลจากตัว ซึ่งคุณย่าเซย์กะข้างบ้านตั้งใจนำมาให้เมื่อตอนบ่าย ในแววตาของเขาก็เหลือเพียงความเยียบเย็นราวน้ำแข็ง

แม้เขาจะฟื้นคืนความทรงจำจากชาติก่อนแต่ตัวเขาในชาตินี้ก็ยังคงเป็นตัวเขา

เขาที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางตระกูลอุจิวะ และด้วยพรสวรรค์ที่ไม่เลวเขาจึงไม่เคยถูกใครรังแกหรือกีดกันอย่างในละครน้ำเน่า กลับกัน เขาได้รับความเอ็นดูและห่วงใยจากผู้คนมากมาย ดังนั้น เขาจึงไม่อาจทนดูผู้คนเหล่านี้ต้องตายไปต่อหน้าต่อตาได้!

อีกอย่าง ในชาติก่อนเขาก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่เคยมีความฝันอันสูงส่งใดๆ สิ่งที่เขาใส่ใจก็มีเพียงครอบครัวและเพื่อนฝูงเท่านั้น หากครอบครัวและเพื่อนของเขาสบายดีเขาก็อาจจะพอมีกำลังไปช่วยเหลือผู้อื่นหรือทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติได้บ้าง แต่หากต้องให้เขาเลือกระหว่างครอบครัวเพื่อนฝูงกับคนแปลกหน้า ก็คงทำได้เพียงกล่าวคำว่า 'ขอโทษ' ต่อคนอื่นเท่านั้น!

แต่ในตอนนี้ คนในตระกูลอุจิวะแทบทั้งหมดก็คือครอบครัวและเพื่อนของเขา ส่วนคนของโคโนฮะน่ะเหรอ...หึ! ก็เป็นแค่พวกโง่เง่าไร้สมองกับศัตรูที่ต้องการจะฆ่าเขาเท่านั้น ว่ากันถึงที่สุดแล้ว เหตุผลที่ตระกูลอุจิวะต้องการจะก่อกบฏก็ล้วนเป็นเพราะถูกคนของโคโนฮะบีบคั้นจนเกินทน!

ขนาดที่ว่าดินปืนยังมีไฟ นับประสาอะไรกับตระกูลอุจิวะที่หยิ่งทระนงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บางทีการที่สามารถอดทนมาได้จนถึงตอนนี้แล้วเพิ่งจะคิดก่อกบฏ ด้วยนิสัยของอุจิวะแล้วก็นับว่าเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อมากแล้วด้วยซ้ำ!

"เหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์สินะ ...มากเกินพอ! ถึงตอนนั้นฉันจะขอดูหน่อยแล้วกัน! พลังของความเป็นโฮคาเงะน่ะ"

ในใจของอุจิวะ เอ็ตสึได้ตัดสินใจเรื่องบางอย่างลงไปอย่างเงียบงัน เขาทอดสายตาไปยังทิศทางของตึกโฮคาเงะพลางพึมพำกับตนเอง จากนั้นร่างก็เลือนหายไปจากริมหน้าต่างอย่างเงียบเชียบ

แม้จะตัดสินใจแล้วว่าจะลงมือเพื่อปกป้องตระกูลอุจิวะเอาไว้ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะพลิกผันกันได้ง่าย ดังนั้นหากต้องการจะลงมืออย่างเต็มกำลังและมั่นใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด เขาก็ยังจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งของตัวเองต่อไป รวมถึงเตรียมการบางอย่างเอาไว้ก่อนด้วย

และด้วยความคิดเช่นนี้เอง เมื่ออุจิวะ เอ็ตสึปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขาก็ได้แฝงตัวตามนินจาหน่วยรากที่กำลังเปลี่ยนเวร เข้ามาสู่ฐานทัพลับใต้ดินที่ซ่อนอยู่อย่างมิดชิดแห่งหนึ่งเป็นที่เรียบร้อย

"ต้องบอกว่าสมกับที่เป็นหน่วยรากจริงๆ สินะ สภาพแวดล้อมมืดมนแบบนี้กับฐานที่ตั้งลับที่ฝังลึกอยู่ใต้ดินขนาดนี้ ชื่อ 'ราก' นี่ไม่ได้ตั้งมาเล่นๆ เลยแฮะ"

"แถมการที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ตลอดนับปี ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมไอ้แก่สารเลวอย่างดันโซ นิสัยถึงได้สุดโต่งขึ้นทุกวัน วิธีการก็โหดเหี้ยมขึ้นทุกที! "

ภายในทางเดินใต้ดินอันมืดมิด อุจิวะ เอ็ตสึในชุดคลุมสีดำลายเมฆแดง สวมหน้ากากลายน้ำวนที่มีรูเดียว...ใช่ เขากำลังปลอมตัวเป็นอุจิวะ โอบิโตะ พลางกวาดตามองสภาพรอบๆ ตัว อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาอย่างเบื่อหน่าย

แต่บ่นก็ส่วนบ่น อุจิวะ เอ็ตสึที่ปลอมตัวเป็นโอบิโตะก็ทำตัวเหมือนโอบิโตะไม่มีผิด ร่างกายทั้งหมดของเขาเป็นเพียงภาพมายา ทะลุผ่านกับดักและผนึกทั้งหมดในฐานทัพไปได้อย่างง่ายดาย ราวกับกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านของตัวเอง ไม่ได้ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวที่มีพิรุธใดๆ เลยแม้แต่น้อย

"เหอะ! ความสามารถในการทะลุมิตินี่มันใช้ดีจริงๆ ไม่รู้ว่าถ้าเจ้าโอบิโตะมาเห็นภาพนี้เข้าจะช็อกจนสับสนกับร่างตัวเองหรือเปล่านะ"

ขณะที่ทะลุผ่านประตูอีกบานหนึ่งซึ่งมีผนึกคาถาอันซับซ้อน เอ็ตสึก็พลางตรวจสอบสิ่งที่ถูกเก็บไว้ภายใน พลางอดคิดในใจไม่ได้ จู่ๆ เขาก็เริ่มตั้งตารอวันที่จะได้พบกับอุจิวะ โอบิโตะขึ้นมาเสียแล้ว

แน่นอนว่าแม้ในใจจะคิดเช่นนั้น แต่เอ็ตสึก็รู้ดีว่า หากเขาได้พบกับอุจิวะ โอบิโตะจริงๆ บางทีอีกฝ่ายอาจจะประหลาดใจอย่างมากแต่หลังจากนั้นก็คงจะอยากฆ่าเขาทิ้งทันทีแน่นอน

และเขาก็เช่นกัน…

ดังนั้นต่อให้ไม่นับว่าโอบิโตะเป็นหนึ่งในผู้ลงมือในคืนสังหารล้างตระกูล ระหว่างพวกเขาทั้งสองก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 8 ทางเลือกและการแทรกซึมสู่หน่วยราก

ตอนถัดไป