เจียงหราน + แขกยามฝนค่ำ

ตอนที่ 1 เจียงหราน + แขกยามฝนค่ำ



ภูเขารกร้าง ฝนตกกระหน่ำ!



ทันใดนั้น เสียงผิวปากยาวเหยียดพลันดังออกมาจากวิหารร้างกลางเขา



เสียงนั้นประดุจดั่งมังกรคำรามในบึงใหญ่ คล้ายเสือกระหึ่มในหุบเขา ก้องกังวานสะเทือนฟ้า



ทันทีที่เปล่งออกมา ฝนทั่วฟ้าก็พลันชะงักลงเล็กน้อย



เสียงนั้นยิ่งแผ่กว้างออกไปทั่วสิบลี้โดยรอบ กินเวลาหนึ่งถ้วยชาชั่วครู่จึงเงียบลง



เมื่อเสียงเงียบไป ก็เห็นเงาร่างผู้หนึ่งทะยานออกมาจากวิหารหยุดลงเบื้องหน้าศิลาจารึกที่สลักคำว่า ‘ศาลเจ้าภูผา’



ยังไม่ทันถึงหนึ่งจั้ง เขาก็ส่งฝ่ามือออกไป



เปรี้ยง! ก้อนหินใหญ่พลันระเบิดแตกกระจาย เศษหินปลิวว่อน



แสงฟ้าแลบผ่ากลางเวหา เผยให้เห็นโฉมหน้าของชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง



เขาจ้องมองฝ่ามือตนเองแน่วนิ่ง เต็มไปด้วยความตะลึง พลางพึมพำว่า



“กำลังภายใน 60 ปีแข็งแกร่งถึงเพียงนี้”



เมื่อคิดถึงตรงนี้ หัวใจก็พลันสะท้าน



เบื้องหน้าเขาปรากฏหน้าต่างโปร่งแสง



[ ระบบกระบี่ล่าสังหาร ]



[ โฮสต์ : เจียงหราน ]



[ เป้าหมายภารกิจ : นางแอ่นเหล็ก โจวฉาง ]



[ ความคืบหน้า : เสร็จสิ้น ]



[ รางวัลที่ได้รับ : กำลังภายใน 60 ปี ( รับแล้ว ) ]



[ เส้นลมปราณขาดสะบั้น : กำลังฟื้นฟู… ]



[ อายุขัย : หนึ่งปีกับอีกยี่สิบเก้าวัน! ]



เจียงหรานมองข้อความนั้น กลับมิได้มีท่าทีสิ้นหวัง หากแต่หลุดหัวเราะเบาๆ



เสียงหัวเราะนั้นค่อยๆ ดังขึ้น กลายเป็นหัวเราะก้อง มิอาจหยุดยั้ง เต็มไปด้วยความสะใจ!



“สวรรค์มิได้ทอดทิ้งข้า!!”



ครู่ใหญ่ผ่านไป เจียงหรานจึงสูดลมหายใจยาว กลับมาสงบลง แววตาสลับวูบไหว



เขาหันหลังกลับ เดินเข้าไปในวิหารอีกครั้ง



นั่งลงหน้าเตาไฟ ใกล้กันมีห่อผ้า และกระบี่เล่มหนึ่งในฝักสีดำ



เขาวางกระบี่ไว้ข้างกาย หยิบไก่อบที่ห่อด้วยกระดาษน้ำมันออกมา เสียบไม้ ตั้งบนไฟอุ่น



ในใจกลับครุ่นคิดถึงเส้นลมปราณขาดสะบั้นที่ตำราแพทย์กล่าวถึง



โรคนี้หามีทางรักษาไม่ มิใช่เกิดจากเส้นลมปราณหลักหรือเส้นลมปราณพิเศษแต่อย่างใด



ต้นตอคือ ผู้ป่วยมีเส้นลมปราณพิเศษเก้าเส้น



อาการประหลาดยิ่งนัก หากจะเรียกว่าโรค ก็นับว่าเป็นร่างกายที่ผิดแผกจากคนปกติทั่วไป



ตำราแพทย์กล่าวไว้ว่า ผู้มีเส้นลมปราณขาดสะบั้น เสมือนร่างกายมีรอยรั่ว พลังชีวิตไหลรินหมดสิ้น ไร้ทางรักษา



ดังนั้น แม้นมีคนเกิดมาพร้อมโรคนี้เพียงน้อย แต่ก็ไม่เคยมีใครมีชีวิตรอดเกินยี่สิบปี



และเจียงหราน ก็บรรลุวัยยี่สิบปีพอดี…



เขาข้ามภพมาตั้งแต่ยี่สิบปีก่อน ถูกชายขี้เมาผู้หนึ่งเก็บมาเลี้ยง



ตลอดยี่สิบปีมานี้ เส้นลมปราณขาดสะบั้นเปรียบเสมือนคมกระบี่ที่ห้อยอยู่เหนือหัว



เขาเพียงมองดูคมกระบี่นั้นตกลงมาเรื่อยๆ โดยไร้หนทางขัดขืน



ตั้งแต่วันที่ข้ามภพมา ชีวิตเขาก็เหมือนถูกตัดสินแล้วว่าจะถึงจุดจบ



ชายขี้เมานั้นพยายามทุกวิถีทาง ตัวเขาก็พยายามหาทางรอด แต่ไร้ผลทั้งสิ้น



จนกระทั่งตอนระบบตื่นขึ้น เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นก่อนสิ้นอายุขัย!



“หากมิใช่เพราะชายขี้เมาส่งสารเรียกข้าไปช่วยที่เมืองชางโจว หากมิใช่เพราะเงินไม่พอ ข้าจึงจำต้องไปรับป้ายประกาศจับโจร เพื่อหาเงินค่าเดินทาง เกรงว่าข้าคงไม่รู้เลยว่าในกายยังมีระบบเช่นนี้… ช่างเป็นทุกขลาภที่กลับกลายเป็นโชคดีจริงๆ”



เจียงหรานผ่อนลมหายใจ ใบหน้ามีแววประหลาดใจ



เขามิได้คาดคิดเลยว่า เงื่อนไขการเปิดใช้งานระบบนี้ คือ การรับป้ายจับโจร!



เพียงแค่ทำภารกิจสำเร็จครั้งเดียว



เขากลับได้รางวัลใหญ่เป็นกำลังภายใน 60 ปี



แม้แต่โรคเส้นลมปราณขาดสะบั้นที่ไร้หนทางเยียวยา ก็ยังเริ่มฟื้นฟูได้



“นั่นก็หมายความว่า หากข้ายังจับอาชญากรที่ถูกออกหมายจับต่อไป ข้าอาจ…รักษาโรคนี้จนหายขาดได้”



ความคิดนี้ทำให้หัวใจร้อนรุ่มขึ้นมาในทันที และการจะทำเช่นนั้นก็หาใช่เรื่องยาก



ในยุคนี้ มีอยู่อย่างหนึ่งที่ขาดแคลนไม่เคย คือป้ายประกาศจับ และอาชญากรที่ถูกออกหมายจับ!



แคว้นจินฉาน แม้มิใช่ยุคสงครามใหญ่ แต่ก็หาใช่ยุคสงบสุข



โดยเฉพาะตั้งแต่ปีที่สิบสามแห่งรัชศกเทียนจง สงครามห้าแคว้นสิ้นสุด ราชสำนักอ่อนแอลง โลกจึงยิ่งโหดร้ายต่อสามัญชน



ราชสำนักไร้อำนาจ ฝ่ายยุทธภพก็วุ่นวาย



ในเมืองกลุ่มโจรชุมนุม เกิดการต่อสู้เป็นนิจ



ทุกคราวสงคราม ย่อมทิ้งศพเกลื่อนกลาด



เหล่ายอดฝีมือบางคนก็อาศัยวรยุทธ์เหิมเกริม ก่อกรรมทำชั่ว ไม่เห็นค่าชีวิตมนุษย์



เมื่อทางการไร้กำลังสกัดโจร จึงออกประกาศจับ เรียกเหล่ายอดฝีมือในยุทธภพมาช่วย



ผู้ที่รับภารกิจแลกค่าหัวเหล่านี้ ถูกเรียกว่า ‘จัวเตาเหริน’ มือมีดรับจ้าง หรือไม่ก็นักล่าค่าหัว



ชื่อระบบของเขาก็ดูเหมือนจะชี้ตรงนี้เช่นกัน



“กล่าวได้ว่าทั่วทั้งยุทธภพนี้ ล้วนเต็มไปด้วยโอสถวิเศษที่ช่วยยืดชีวิตข้า!!”



เขากำหมัดแน่น ระงับใจมิให้พุ่งเข้าเมืองไปรับภารกิจทันที



ทุกเรื่องใหญ่ต้องมีความสงบใจ มิใช่สำเร็จเพียงชั่วข้ามคืน



บัดนี้อายุขัยยืดออกอีกหนึ่งปี เรื่องอื่นๆ ย่อมมีเวลาให้ขบคิด



ไม่อาจเร่งร้อนจนผิดพลาด



เขาถอดเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มออก ตั้งใจแขวนใกล้กองไฟให้แห้ง



แม้ในนิยายกำลังภายในจะเขียนไว้ว่า จอมยุทธ์ใช้กำลังภายในอบเสื้อผ้าได้



แต่เจียงหรานไม่ทำ เหตุผลง่ายดาย เขาทำไม่เป็น



ขณะกำลังหาฟืนพาดเป็นราวแขวน กลับได้ยินเสียงลมแหวกเข้ามา



เจียงหรานแปลกใจเล็กน้อย ในสภาพอากาศเช่นนี้ ยังมีคนเดินอยู่ข้างนอก และจากเสียงดูเหมือนตรงมาที่นี่โดยเฉพาะ



ไม่นานนัก ร่างหนึ่งก็ปรากฏที่หน้าวิหาร



เจียงหรานเหลียวไป เห็นสตรีหน้าตาเย็นชาเดินเข้ามา



สายตาทั้งคู่สบกัน เขาอึ้งไปเล็กน้อย



ไม่คาดคิดว่า ยามดึกเช่นนี้ยังมีหญิงสาวตระเวนไปทั่วภูเขา



ฝ่ายหญิงเองก็มองเขา ร่างกายเปลือยท่อนบน ทำเอานัยน์ตาเบิกกว้าง



เจียงหรานหาได้อายไม่ เพราะเสื้อผ้าท่อนล่างยังใส่อยู่



เขามองสำรวจสตรีผู้นั้นอย่างเงียบๆ



นางอายุราวๆ เดียวกับเขา รูปโฉมงดงาม ผิวหน้าซีดขาว ดูจะอ่อนแรง



บนร่างมีบาดแผลหลายแห่ง เสื้อกระโปรงสีขาวชุ่มเลือด ผสมกับฝนจนกลายเป็นแดงจางทั่วกาย



เพราะเหตุนี้ใบหน้าจึงขาวซีดเช่นกัน



ในมือนางถือกระบี่ ปลายคมวาววับ ไม่ใช่ของสามัญธรรมดา



ย่อมดีกว่ากระบี่สองตำลึงที่เขาซื้อจากร้านตีเหล็กนับร้อยเท่า



เห็นได้ชัดว่านางเป็นผู้ฝึกยุทธที่เพิ่งผ่านศึกดุเดือดมา



แต่ตอนนี้กลับยืนนิ่งราวกับตะลึงงัน



เจียงหรานอดสงสัยไม่ได้ ตัวเขาหล่อเหล่าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?



เขากวาดตามองกระบี่ในมือนาง แล้วเห็นควรจะเตือน จึงไอเบาๆ เอ่ยขึ้นว่า



“แม่นาง เจ้าถืออาวุธร้ายไว้ คิดจะปล้นทรัพย์ หรือคิดจะปล้นชิง…ตัวข้ากันแน่?”



“หา?”



เมื่อได้ยินเจียงหรานเอ่ยขึ้น สาวงามก็ราวกับตื่นจากภาพฝัน



“ข้า… ข้ามิใช่… ข้ามิได้!”



นางลนลานอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยสงบลง ไอเบาๆ แล้วเก็บกระบี่ยาวในมือ พลางประสานหมัดคำนับ



“ข้าคือเยี่ยจิงซวงจากสำนักกระบี่หลิวหยุน ขอคารวะคุณชาย”



สำนักกระบี่หลิวหยุน



เจียงหรานครุ่นคิด ดูคุ้นหูอยู่บ้าง



แต่ไม่แน่ใจว่าเคยได้ยินในโรงน้ำชา หรือโรงเตี๊ยมที่ใด



เขาพยักหน้าเบาๆ แต่ไม่ได้บอกชื่อของตน



อย่างไรเสีย เขาก็มิใช่ผู้มีภูมิหลังยิ่งใหญ่ มีอันใดให้บอกเล่า…



หลังจัดการแขวนเสื้อผ้าเสร็จ เจียงหรานก็นั่งลงอีกครั้ง หยิบไก่อบขึ้นมาเตรียมกิน



พลันได้ยินเสียงโครกครากดังขึ้น



เจียงหรานเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ



เยี่ยจิงซวงกลับหน้าแดงก่ำ ก้มหน้าต่ำแทบอยากจมหายลงดิน



เจียงหรานพลันเข้าใจทันที เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น



“อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว แม่นางมิใช่ประสงค์จะปล้นทรัพย์ หรือคิดจะปล้นชิงตัวข้า แต่เป็นอยาก…แย่งไก่อบของข้านี่เอง”



“คุณชาย เข้าใจผิดแล้ว ข้า…”



ไม่ทันพูดจบ เสียงท้องร้องก็ดังก้องขึ้นอีกครั้ง



นางอับอายจนแทบวิ่งหนี



เจียงหรานถอนหายใจ ฉีกไก่ครึ่งตัวส่งให้นาง



“เอาเถิด ข้าคนเดียวก็กินไม่หมด”



“หา”



เยี่ยจิงซวงชะงักไป ใจจริงอยากปฏิเสธ แต่เห็นเขายื่นมาให้ลังเลอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็ยื่นมือรับมา



“ขอบคุณคุณชาย”



“ไม่เป็นไรหรอก อยู่ในยุทธภพ ย่อมมีวันที่ยากลำบากกันทุกคน หยิบยื่นน้ำใจให้ วันหน้าอาจได้รับการตอบแทน ไยต้องลังเล”



เจียงหรานหัวเราะ กัดไก่อีกคำ แล้วหยิบกระบอกน้ำเต้าใส่สุราขึ้นดื่ม



สุรานี้เขาพกติดกายมาตลอด หาได้ใส่ในห่อผ้าไม่ เพิ่งถอดเสื้อผ้าจึงปลดน้ำเต้าวางข้างกาย



ภายในบรรจุสุราที่ชายขี้เมานั้นกลั่นเองกับมือ



แม้เขาจะเป็นโรคเส้นลมปราณขาดสะบั้น แต่ต่างจากโรคอื่น



นอกจากลมปราณ และพลังชีวิตค่อยๆ ร่วงโรยแล้ว อย่างอื่นก็ไม่ต่างจากคนปกติธรรมดาทั่วไป



ไม่รู้สึกเจ็บปวด ไม่อ่อนแรง ภายนอกดูปกติทุกประการ



ดังนั้น ย่อมไม่งดสุราเนื้อสัตว์



ตรงกันข้าม เขาเติบโตมากับโอ่งยาและโอ่งสุราของชายขี้เมา



คอแข็งนัก ดื่มพันจอกไม่เมามาย จนเคยชินว่าดื่มสุราราวกับดื่มน้ำ



มิใช่ว่ารักนักหนา เพียงเป็นความเคยชินเท่านั้น



เยี่ยจิงซวงได้ยินดังนั้น ใจก็สะท้อนเบาๆ พลางเอ่ยแผ่วเบา



“หากผู้คนในยุทธภพล้วนมีจิตใจเช่นท่าน ก็คงดีนัก…”



“อะไรนะ”



เจียงหรานหันมามอง



“ไม่มีอะไร”



นางรีบส่ายหน้า กัดไก่อีกคำ ดวงตาสว่างวาบ



“ไก่นี่อร่อยนัก ซื้อมาจากที่ใดหรือ?”



“ร้านไก่อบโหวจี้ เมืองฉางหู๋”



“หากวันหลังข้าเดินทางผ่าน จะต้องซื้อมาหลายๆ ตัวแน่”



นางยิ้มเล็กน้อย ความกระดากอายที่เห็นเขาเปลือยท่อนบนเมื่อครู่ คลายหายไปหมด



แล้วก็ก้มหน้ากินอย่างเงียบๆ



จนไก่ครึ่งตัวหมดสิ้น จึงสูดลมหายใจลึก ประสานหมัดเอ่ยว่า



“ขอทราบนามคุณชาย บุญคุณมื้อนี้ เยี่ยจิงซวงจักตอบแทนในวันหน้า!”



“มีคนตามล่าเจ้าอยู่สินะ?”



เจียงหรานกลับถามขึ้นกะทันหัน



นางชะงัก “ท่าน…รู้ได้อย่างไร?”



เขาไม่ตอบ เพียงมองแผลตามร่างกาย



นางก็เข้าใจทันที



ผู้ใดบาดเจ็บสาหัสปานนี้ แล้วยังฝ่าสายฝนออกเดินกลางคืน คงไม่ใช่เรื่องเล่นสนุกแน่



นางถอนใจเบาๆ



“คุณชายสายตาเฉียบคม… ถูกแล้ว ข้ามีคนตามล่า แต่ท่านอย่าห่วง ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ ไม่ให้ท่านต้องเดือดร้อนไปด้วย”



พูดจบก็หันหลังจะเดินไป แต่แล้วหยุดกึก เหมือนนึกอะไรขึ้นได้



นางเหลียวมองเขา พลางเอ่ยอย่างลึกลับ



“ก่อนจาก ข้ายังมีเรื่องหนึ่งอยากถามคุณชาย”



เจียงหรานเงยหน้าขึ้น



“ว่ามาเถิด”



“เมื่อครู่คุณชายได้ยินเสียงแผดร้องยาวที่ดังมาจากแถวนี้หรือไม่”



นางถามเสียงเบา



เจียงหรานสะดุ้ง เสียงแผดร้อง



หรือว่าจะหมายถึงตนเอง



เมื่อได้กำลังภายในหกสิบปีมา เขาก็ลองใช้เคล็ดวิชาที่ชายขี้เมาสอน



เพียงชั่วพริบตาก็สามารถผลักดันจนถึงขั้นสูงสุด



พลังกระจายทั่วกาย ไม่เปล่งออกยากจะต้านทานไหว



เขาจึงแหงนหน้าร้องยาว สะเทือนสี่ทิศ



แท้จริงแล้ว เยี่ยจิงซวงถูกเสียงของเขาดึงดูดมา



เขาคิดอยู่ในใจ แต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยน เพียงพยักหน้า



“ได้ยิน”



“แล้วท่านพอรู้หรือไม่ว่าเสียงนั้นดังมาจากที่ใด”



นางถามเร่งเร้า



เจียงหรานไม่ตอบตรง กลับถามแทน



“เจ้ามองหามันไปเพื่อสิ่งใด”



เยี่ยจิงซวงไม่รู้เขาจะถามทำไม แต่ก็พูดตามจริง



“ข้าอยากขอความช่วยเหลือ… คนที่ตามล่าข้า ฝีมือสูงส่งกว่าข้า และชำนาญการติดตามนัก ราวกับหนอนในกระดูก ต่อให้หนีอย่างไรก็สลัดไม่หลุด ราวกับถูกแผ่นปะกาวติดแน่น”



“เมื่อครู่ข้าหนีมาถึงที่นี่ ได้ยินเสียงแผดร้อง รู้ว่ามีผู้ฝึกยุทธกลางฝน จึงคิดจะเสี่ยงตายหาชีวิตใหม่ มุ่งหน้ามาทางนี้ สุดท้ายมิได้พบยอดฝีมือ แต่กลับเจอคุณชายแทน”



เจียงหรานได้ฟังก็หัวเราะในใจ เจ้ามาหาถูกคนแล้ว



“อย่างนั้นรึ แล้วถ้ายอดฝีมือคนนั้นสู้กับผู้ไล่ล่าเจ้าเล่า?”



นางเอ่ยเสียงจริงจัง



“ยอดฝีมือผู้นั้นมีพลังลึกซึ้ง ผู้ที่ตามล่าข้าเทียบไม่ได้ แสงหิ่งห้อยหรือจะสู้แสงจันทร์ คุณชายถามเช่นนี้… หรือท่านรู้แล้วว่าเสียงนั้นมาจากไหน”



เจียงหรานกำลังจะตอบ จู่ๆ ใจก็สะท้าน



แล้วเสียงหนึ่งก็ดังลอดม่านฝนมา



“เด็กน้อยตระกูลเยี่ย เจ้าทำให้ข้าเสียเวลานัก! ไม่คาดคิดเลยว่า คืนนี้ตระกูลเยี่ยทั้งบ้านจะสิ้นชีพ”



“เจ้ากลับไม่เศร้าโศก ซ้ำยังมีอารมณ์ มานัดพบชายแปลกหน้า! หากเยี่ยคงกู่รู้เข้าว่ามีหลานสาวเช่นนี้ จะโกรธจนฟื้นคืนหรือไม่!”



สิ้นเสียง ลมปราณพัดกรรโชก กวาดหยาดฝนทะลุเข้ามา ลางๆ เห็นร่างหนึ่งอย่างเลือนราง ราวกับฟ้าผ่า บุกเข้ามาในพริบตา



เยี่ยจิงซวงหน้าถอดสี “มาเร็วเกินไป!”



นางก้าวออกยืนขวางหน้าเจียงหราน ครานี้ไม่ทันชักกระบี่ จึงรวบรวมพลังผลักฝ่ามือออกไป



ปัง!



นางร้องอึดใจ ถอยกรูดหลายก้าว กว่าจะหยุดได้ เลือดก็ไหลซึมออกจากมุมปาก



เงยหน้ามอง เห็นบุรุษชุดดำสวมผ้าปิดหน้า ยืนอยู่ในวิหาร สองมือไพล่หลัง สายตาเย็นชา




ตอนก่อน

จบบทที่ เจียงหราน + แขกยามฝนค่ำ

ตอนถัดไป