วัดฝีมือชี้ขาดเหล่าผู้กล้า + ลงมาซะ

ตอนที่ 27 วัดฝีมือชี้ขาดเหล่าผู้กล้า + ลงมาซะ



เวลานี้ แขกที่ควรมาก็มาเกือบครบแล้ว



ทั่วทั้งลานแน่นขนัดไปด้วยผู้คน



เมื่อเสียงประกาศ ‘คหบดีว่านมาถึงแล้ว’ ดังขึ้น ฝูงชนก็รีบหลีกทางออกเป็นสองข้าง



เพียงเห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง เดินอวดรวยเต็มไปด้วยอาภรณ์หรูหรา ร่างกายออกท้วมเล็กน้อย เขายิ้มแย้มตลอดทาง ยกมือประสานคารวะซ้ายขวา พลางกล่าวถ้อยคำสุภาพอย่าง ‘ท่านอุตส่าห์มาไกล’ ‘ได้ยินชื่อมานาน’ ‘บ้านหลังน้อยๆ ของข้าสว่างไสวขึ้นมาเลย’



ชายผู้นี้คือคหบดีว่าน ผู้ที่ทำให้เมืองชางโจวปั่นป่วน และจัดงานใหญ่โตเช่นวันนี้



คหบดีว่านยิ้มละไม มีท่าทางมั่งคั่งสมฐานะ เผยรอยยิ้มผูกมิตรต่อทุกผู้ทุกนาม



ด้านหลังของเขายังมีคนสวมหน้ากากขาวแปดคน รูปร่างและท่าทีแตกต่างกัน ทั้งชายหญิง ก้าวเดินมั่นคง หายใจสงบ ล้วนมิใช่คนธรรมดา



ทั้งหมดก้าวขึ้นสู่เวทีสูง



คหบดีว่านหันไปประสานมือกับคนทั้งลาน กล่าวขึ้นเสียงดัง



“ท่านทั้งหลาย! ข้าน้อยแซ่ว่าน เป็นเพียงพ่อค้าสามัญในเมืองชางโจว ตามปกติพ่อค้าเช่นข้ามักห่างไกลจากเรื่องยุทธภพ ครานี้กลับทำตามแบบวีรชนผู้กล้าในยุทธภพ ส่งเทียบเชิญจัดงานนี้ขึ้นมา ใจจริงย่อมรู้สึกหวั่นเกรง กลัวทุกท่านจะรังเกียจความเป็นพ่อค้า ไม่ยอมมาแบ่งปันเหล้าสักจอก”



“บัดนี้เมื่อเห็นแขกผู้มีเกียรติมากันพร้อมหน้า ข้าถึงได้โล่งใจ ข้าขอคารวะขอบคุณไว้ ณ ที่นี้!”



เขาไร้วิทยายุทธ์ จึงเปล่งเสียงได้เพียงด้วยแรงปอด เสียงแหบพร่า แต่ยังดีที่ทั่วลานสงบพอ คนจึงฟังได้ชัด



เมื่อสิ้นคำ ก็มีเสียงโห่เฮ ขานรับกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนคหบดีว่านจะยกมือปราม แล้วกล่าวต่อ



“ท่านทั้งหลายย่อมรู้ ภายนอกเมืองชางโจวมีเขาเฟยอวิ๋น บนเขานั้นมีค่ายโจรเฟยอวิ๋น! หัวหน้าใหญ่หลี่เฟยอวิ๋น ฝีมือสูงส่ง ยึดเขาเป็นที่มั่น สังหารผู้คนไม่เว้น ทำชั่วโหดเหี้ยม ชาวบ้านรอบด้านล้วนทุกข์ทน”



“ขุนนางผู้ครองเมืองชางโจวกลับไม่สนใจใยดี แต่ในฐานะชาวเมือง ข้าย่อมไม่อาจนั่งมองให้โจรร้ายทำร้ายผู้คนได้ มีคำกล่าวไว้ว่า…ยามยากจงดูแลตน ยามรุ่งเรืองจงช่วยเหลือแผ่นดิน ข้าหาใช่ผู้ยิ่งใหญ่ไม่ เพียงมีทรัพย์สินเล็กน้อย จึงปรารถนาจะแลกมันกับความสงบสุขของชาวเมืองนี้!”



สิ้นคำ ผู้คนต่างมองหน้ากันไปมา



เจียงหรานเลิกคิ้วเล็กน้อย แล้วเห็นคหบดีว่านสะบัดมือสั่ง “เปิดผ้า!”



ทันใดนั้น ผ้าสีแดงคลุมป้ายรอบลานถูกดึงออก เผยให้เห็นตัวอักษรใหญ่เบื้องหน้า



ตำแหน่งแรกคือชื่อหลี่เฟยอวิ๋น หัวหน้าใหญ่แห่งค่ายเฟยอวิ๋น โดยมีรางวัลค่าหัวหนึ่งพันตำลึงทอง



ถัดลงมาเป็นรองหัวหน้าทั้งหกแห่งค่ายเฟยอวิ๋น แต่ละชื่อกำกับค่าหัวไว้ชัดเจน



ด้านล่างยังประกาศว่า ฆ่าโจรภูเขาหนึ่งคนได้รางวัลสิบตำลึงเงิน วิธีพิสูจน์ และแลกเปลี่ยนล้วนเขียนระบุชัดถ้อยชัดคำ



เมื่อทุกคนอ่านเสร็จ คหบดีว่านจึงกล่าวต่อ



“ข้ารู้ดีว่าทุกท่านที่มานี้ ล้วนเลือดร้อน มิใช่เพราะอยากได้ทองคำ หากแต่เรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็ก ข้าน้อยนอกจากทรัพย์สินแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดตอบแทน หวังให้ทุกท่านโปรดอภัย”



ว่าพลาง เขายังไล่บรรยายโทษสิบประการของค่ายเฟยอวิ๋น พูดเสียจนเลือดในกายพลุ่งพล่าน



เจียงหรานเพียงนั่งนิ่ง ฟังโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า



ผู้คนที่พอเข้าใจก็เริ่มมองออก งานเลี้ยงที่ชื่อว่าชุมนุมผู้กล้า แม้คนมามาก แต่ผู้ที่มีชื่อเสียงจริงกลับไม่กี่คน หากเป็นเจ้ายุทธภพหรือเจ้าสำนักใหญ่ออกหน้า เชื่อว่าทั่วทั้งแคว้นจินฉานต้องมีจอมยุทธ์มารวมกันอย่างแน่นอน



แต่คหบดีว่านก็ไม่ได้ต้องการจอมยุทธ์ชื่อดังนัก เพราะค่ายเฟยอวิ๋นที่น่าหนักใจจริง ๆ คือจำนวนโจรภูเขามากมาย มิใช่เพียงหัวหน้าใหญ่ไม่กี่คน เขาต้องการคือผู้ที่สามารถลุยสิบต่อหนึ่งได้ต่างหาก



ชาวยุทธส่วนมากแม้มีบางคนยังยึดถือคุณธรรม แต่ส่วนใหญ่ยังต้องกินอิ่มท้อง การฆ่าโจรแล้วได้เพียงคำขอบคุณนั้นสู้ได้รางวัลเป็นทองคำหนักมือไม่ได้



แม้จะมีบางคนรู้สึกว่าการใช้เงินวัดค่าน้ำใจแลเป็นการดูถูก แต่ก็น้อยนักที่จะผละไปจริงๆ



เมื่อกล่าวจบ งานชุมนุมก็เข้าสู่กำหนดการวัดฝีมือชี้ขาดวีรชน เลือกหัวหน้าผู้จะนำทัพสังหารโจร



จากนั้นจึงยกสุราอาหารเลี้ยงตามธรรมเนียมของเจ้าภาพ



บ่าวไพร่แห่งคฤหาสน์ตระกูลว่านพากันล้นหลามเข้ามา ถือถาดเรียงราย เสิร์ฟสุราอาหารอย่างเอิกเกริก



เต๋ออู๋หมิงดูเหมือนรอคอยอยู่แล้ว เห็นโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารก็หยิบตะเกียบตักกินทันที



หลี่เทียนซินเห็นเขากินเอร็ดอร่อยก็อยากลอง แต่พอมองเจียงหรานกลับหมดความอยาก



เจียงหรานเพียงยกถ้วยสุราขึ้น ยิ้มมองอยู่ครู่ แล้ววางลงโดยไม่จิบแม้แต่อึกเดียว



“คุณชายเจียง ท่านไม่ดื่มหรือ” เต๋ออู๋หมิงเอ่ยถาม “งานเลี้ยงของคฤหาสน์ตระกูลว่านไม่ใช่สิ่งที่ได้ลิ้มลองกันบ่อย ได้ยินว่าพ่อครัวใหญ่มาจากวัง เป็นถึงพ่อครัวหลวง ฝีมือนั้น คนธรรมดาไม่มีโอกาสลิ้มรส ข้าเองก็เพราะสิ่งนี้ถึงรีบมา”



เจียงหรานเหลือบตามอง “ท่านกินเช่นนี้ ไม่กลัวถูกวางยาหรือ”



“ใครจะมีโอกาสวางยาที่นี่” เต๋ออู๋หมิงหัวเราะ “คหบดีว่านแม้มีโอกาส แต่เขาเชิญคนมาก็เพื่อกำราบค่ายเฟยอวิ๋น มิใช่เพื่อฆ่าเรา ส่วนค่ายเฟยอวิ๋น แม้คิดจะวางยาก็ไม่มีโอกาสแทรกเข้าครัวคหบดีว่านได้หรอก ดังนั้น อาหารนี้ไร้พิษแน่นอน”



ว่าพลาง เขายังยกสุราดื่มอีกถ้วย สีหน้ามั่นอกมั่นใจ



เจียงหรานเพียงพยักหน้าเบา ๆ “เช่นนั้นเจ้าก็กินให้มากเถอะ”



ทันใดนั้น มีคนกระดกสุราขึ้นแล้วทุบถ้วยแตก กระโจนขึ้นลานประลอง ประกาศจะขึ้นโชว์ฝีมือเป็นการเรียกน้ำย่อย



อีกฝ่ายก็ขึ้นไปประลองทันที งานเลี้ยงจึงเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมา



เจียงหรานเหลือบตาจากลานประลอง ไปยังทิศที่คหบดีว่านนั่งอยู่ เขากวาดตามองชายสวมหน้ากากทั้งแปดทีละคน จนหยุดอยู่ที่ใบหน้าของคหบดีว่านเอง



แววตาเขาแข็งกร้าวราวคมมีด จ้องตรงหว่างคิ้ว



ทันใดนั้น คหบดีว่านสะดุ้งหันมา สบตาเข้ากับเขาในทันที



สายตาทั้งสองปะทะแล้วก็หลบไป เจียงหรานยกมุมปากยิ้ม แต่ในดวงตากลับเย็นเยียบ



คหบดีว่านปรับสีหน้ากลับมาสงบ ยกถ้วยเหล้าขึ้นส่งสัญญาณให้เจียงหราน



เจียงหรานยิ้มรับ ยกถ้วยตอบ แล้วหันไปตั้งใจดูการประลองบนลาน



เวลาค่อยๆ ล่วงผ่านไป



ชายที่ขึ้นประลองก่อนหน้าได้ถูกโค่นลงไปนานแล้ว



ต่างคนผลัดกันขึ้นมาแสดงฝีมือ จนถึงตอนนี้เป็นชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ที่กำลังยืนเด่นอยู่บนลาน



เขาถนัดการใช้กระบี่ ผู้คนเรียกขานว่ากระบี่สายธาร เฟยชิงปอ



กระบวนท่าที่ใช้คือกระบี่สายธารเจ็ดคม มีความละเอียดประณีตอย่างยิ่ง



ตอนนี้เขาชนะต่อเนื่องถึงเจ็ดคนแล้ว



เห็นเขาดีดนิ้วกระบี่เบาๆ แต่กลับแฝงพลังมหาศาล ผู้ท้าสู้ที่รับกระบวนท่าได้เพียงครู่เดียวก็ต้านไม่ไหว พลัดตกจากลาน



ฝ่ายนั้นฝืนลุกขึ้นมา คารวะ “นับถือ!”



เฟยชิงปอหันกระบี่เก็บไว้ด้านหลัง ยิ้มเล็กน้อย “ยังมีผู้ใดอยากขึ้นมาประลองอีกหรือไม่”



เมื่อถึงจุดนี้ ผู้กล้าส่วนใหญ่ก็ถอดใจไปแล้ว บริเวณรอบๆ จึงเงียบไปชั่วขณะ



แต่แล้วก็มีเสียงหัวเราะดังลั่นมาจากสี่ทิศ ผู้คนทั้งลานหน้าถอดสี หันมองไปโดยรอบ



บนกำแพงคฤหาสน์ตระกูลว่าน ปรากฏร่างคนหกคนยืนเรียงราย รูปร่างสูงต่ำอ้วนผอมต่างกัน อาวุธในมือก็แตกต่างกันออกไป



หนึ่งในนั้นเป็นชายผมแดงดุจเปลวเพลิง เปลือยอกโชว์รอยสักน่าสะพรึงเต็มอก มือถือหอกดำใหญ่ผิดประหลาด



เขาหัวเราะก้อง “เฮอะ เด็กน้อย ไม่รู้ว่าเจ้าจะรับหอกของข้าได้หรือไม่!”



ว่าแล้วเขาใช้แขนข้างเดียวเหวี่ยงหอกหนักขึ้นฟ้า ก่อนทุ่มพลังขว้างออกไป



เสียงหวีดหวิวดังก้องทั่วลาน แรงหอกเสียดแทงอากาศจนผู้มีกำลังภายในอ่อนกว่าถึงกับหูอื้อ เลือดไหลจากหู ยืนแทบไม่อยู่



หอกพุ่งตรงเข้าสู่ลานประลองจู่โจมเฟยชิงปอ



เฟยชิงปอสีหน้าซีดเผือด ก้าวเท้าเปลี่ยนตำแหน่งต่อเนื่อง กระบี่ในมือร่ายรำเป็นสาย กระบวนท่าพลันผุดขึ้นไม่ขาด



เสียงคล้ายสายน้ำถาโถมดังก้อง เขาเหวี่ยงกระบี่สะบัดพลังดุจสายน้ำพันลี้ปะทะกับหอกนั้น



กระบี่ตัดผ่านอากาศ หอกใหญ่สั่นสะท้านเล็กน้อยถูกต้านไว้ แต่เพียงชั่วอึดใจ เฟยชิงปอกลับเลือดทะลักออกจากเจ็ดทวาร กระบี่ในมือแตกละเอียด ร่างถูกหอกกระแทกเต็มแรง กระเด็นตกลานประลอง กระแทกโต๊ะพังสามตัว กองอยู่กับพื้นสิ้นเรี่ยวแรง



เสียงระเบิดดังก้อง ทั้งลานยกสูงพังทลาย หอกเหล็กดำปักเฉียงอยู่กับพื้น เปล่งแสงเย็นวาบ



ร่างชายผมแดงก้าวยืนบนด้ามหอก หัวเราะลั่น “ไม่เลว เจ้ายังพอมีฝีมือรับหอกของข้าได้ หอกข้าหลอมจากเหล็กเย็น หนักร้อยเจ็ดสิบจิน ใครแตะต้องก็เละ เจ้ายังกล้าสู้ สมเป็นผู้กล้า งานประลองครั้งนี้ไม่ถึงกับเป็นเรื่องตลกแล้ว”



เฟยชิงปอเลือดท่วมร่าง ชี้นิ้วไปยังชายผู้นั้น “เจ้า…” เพียงเอื้อนเอ่ยก็คายเลือดโพล่งออกมา ไม่อาจพูดต่อ



ผู้คนในลานเริ่มตื่นตะลึง ร้องเสียงดัง “นั่นมันรองหัวหน้าค่ายเฟยอวิ๋น ‘อสูรแดงผมเพลิง’ ซั่วควงเกอ!”



“ทางการตั้งค่าหัวเขาถึงสามพันตำลึง!”



“ไม่ใช่แค่เขา ยังมีรองหัวหน้าลำดับสาม ‘เซียนเสรี’ อวี้ซานเหริน รองหัวหน้าลำดับสี่ ‘แร้งโลหิต’ หวงไห่ รองหัวหน้าลำดับห้า ‘พันฝ่ามือยมทูต’ ซุนต้าซ่าน รองหัวหน้าลำดับหก ‘อสรพิษแดง’ กวนเมี่ยวเมี่ยว และรองหัวหน้าลำดับเจ็ด ‘บุปผาพันลี้’ ฮวาอู๋ซาง พวกเขามากันครบ!”



เสียงฮือฮาดังก้องทั้งงานชุมนุม



แม้แต่ต้าเซียนเซิงที่ง่วงอยู่ก็พลันตื่นตา ลุกขึ้นลนลาน จุ่มพู่กันจดบันทึกฉับไว



หรงเลี่ยหัวหน้าพรรคซานเฟิน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังยิ่งขึ้น



บรรดารองหัวหน้าอีกห้าคนหันสบตากัน ก่อนพากันทะยานลงมาจากกำแพง ใช้ตัวเหยียบหัวคนในลานเหยียบย่ำเป็นทาง หัวเราะก้องโดยไม่สนใจใครหน้าไหน



ผู้คนพากันเบิกตากว้าง มองไปยังลานประลอง ชายผมแดงยังยืนอยู่บนหอก แต่ข้างกายเขากลับมีคนเพิ่มอีกสี่



อวี้ซานเหรินสวมชุดขาว กางพัดอย่างสำราญ



ซุนต้าซ่านคลุมผ้าดำมิด เห็นเพียงดวงตาเย็นเฉียบ เป็นคนเดียวที่ไม่เหยียบหัวผู้คน



กวนเมี่ยวเมี่ยวใบหน้าซีดเผือด แขนเสื้อพลิ้วไหว ผมโบกสะบัดไม่หยุด



ฮวาอู๋ซางรูปงามสะดุดตา แต่งชุดชมพู จ้องแต่เหล่าสตรีในลานด้วยสายตาเจ้าเล่ห์



แต่ทันใดนั้นทุกคนก็พบว่าขาดไปหนึ่ง!



หันตามหาก็เห็นตรงโต๊ะกลม มีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังจับข้อเท้าของใครบางคนกดกับพื้น ใบหน้าเรียบนิ่งถามเสียงเข้ม “เจ้าคิดจะเหยียบหัวข้าหรือ”



ชายหนุ่มนั้นคือเจียงหราน!



และคนที่ถูกจับไม่ใช่ใครอื่น แต่คือรองหัวหน้าลำดับสี่แห่งค่ายเฟยอวิ๋น แร้งโลหิต หวงไห่!



ภาพในหัวทุกคนปะติดปะต่อทันที หวงไห่คงคิดเหยียบหัวเหมือนคนอื่นๆ แต่กลับถูกมือที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนคว้าข้อเท้าไว้ พร้อมเสียงตะโกน “ลงมาซะ” ก่อนถูกดึงร่วงลงมากลางลาน



เสียง “โอ๊ย!” ที่ดังเมื่อครู่ก็ไม่ใช่ใครอื่น หวงไห่หัวปักพื้น!



หวงไห่แทบอยากตายด้วยความอับอาย เสียหน้าไปอย่างสิ้นเชิง



เขาหันกลับมามองเจียงหรานด้วยสายตาอาฆาต เลือดกำเดาไหลยังไม่ทันเช็ด มือข้างหนึ่งตบพื้นดีดตัวขึ้น ร่างหมุนคว้างกลางอากาศ สลัดหลุดจากการจับกุมของเจียงหราน สองเท้าหมุนแรงหอบลมกรรโชก ราวคมมีดฟาดลงมาเป็นกระบวน เตะทะลุหัวใจ มุ่งตรงใส่หน้าอกของเจียงหราน!




ตอนก่อน

จบบทที่ วัดฝีมือชี้ขาดเหล่าผู้กล้า + ลงมาซะ

ตอนถัดไป