เข็มวิหคเหิน + ต้าเซียนเซิง
ตอนที่ 26 เข็มวิหคเหิน + ต้าเซียนเซิง
“หนึ่งกระบี่แยกชิงไห่สลายควันเมฆครึ่งฟ้า”
เจียงหรานฟังแล้วก็อุทานด้วยความพิศวง “นี่มันของจริง หรือแค่พูดโอ้อวดกันแน่”
“ตำนานในยุทธภพ มักจะชอบพูดเกินจริงอยู่แล้ว” เต๋ออู๋หมิงยิ้มเอ่ยขึ้น “คุณชายเจียงอย่าใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้เลย เอาเป็นว่าเมื่อปีก่อนนั้น ยอดฝีมือผู้นั้นเคยใช้เคล็ดวิชาจิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดิน ทำให้ทั้งยุทธภพต้องตะลึงก็แล้วกัน”
“วิชานี้สูงล้ำจนเกินคาดคิด เขาเคยบอกไว้ว่าคัมภีร์จิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดินอาจเป็นยอดวิชาประจำสำนักชะตาฟ้า สาระของมันกว้างไกล ลึกซึ้ง มีเคล็ดลับจากลมหายใจดั้งเดิมแปรเปลี่ยนเป็นการหมุนเวียนสี่ฤดูกาล ช่างคู่ควรกับชื่อนี้อย่างแท้จริง”
“เพียงแต่ว่า การฝึกวิชานี้จะมีจิตคิดแข่งมิได้ ต้องมีจิตใจสงบสะอาด ยึดหลักว่างเว้น จึงจะสามารถเดินพลังได้ถูกต้อง จากนั้นก็เป็นเพียงการสั่งสมไม่รู้จบ เหมือนน้ำหยดลงหิน วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า”
“หกขั้นแรกนั้นกลับไม่มีพลังอะไรพิเศษไปกว่าพื้นฐานของวิชาเบื้องต้น แม้จะเปิดได้ทั้งเส้นลมปราณหลักสองเส้น แต่กลับไม่ได้เพิ่มกำลังภายในมากนัก หากแต่หากอายุยังไม่ถึงแปดสิบแล้วฝึกสำเร็จขั้นที่เจ็ดได้ วิชานี้จะเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง พลังจะก้าวล้ำเกินผู้ใดเทียบได้”
เจียงหรานแรกเริ่มฟังอย่างตั้งใจ แต่พอได้ยินถึงประโยคสุดท้ายกลับถึงกลับไปไม่เป็น “ก่อนอายุแปดสิบ…สำเร็จขั้นที่เจ็ด”
เขาเหลือบมองเต๋ออู๋หมิง แล้วนึกขึ้นได้ว่าเจ้านี่คือคนที่ชอบพกหนังสือโป๊ เดินทางไปด้วย จึงหันไปมองหลี่เทียนซินแทน
หลี่เทียนซินพยักหน้าช้าๆ “ที่เขาพูดไม่ผิดหรอก และที่ยอดฝีมือผู้นั้นถูกเรียกว่า ‘ไร้นาม’ ก็เพราะหลังจากพูดจบประโยคนั้น เขาก็สิ้นลมไปเลย”
“ตามที่เขาบอกก่อนตาย เขาใช้เวลาทั้งชีวิตฝึกวิชาจิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดิน และที่ได้ใช้จริงก็เพียงหนึ่งหรือสองครั้งเท่านั้น ด้วยประสบการณ์นี้เอง ทำให้ทั่วทั้งยุทธภพไม่มีผู้ใดกล้าฝึกต่อ แม้แต่บรรดาคนในสำนักเต๋าที่ถือว่าตนเป็นผู้สืบทอด ก็ยังไม่ยอมรับวิชานี้กลับคืนด้วยซ้ำ เหมือนไม่อยากยอมรับว่ามันมีอยู่จริง”
เจียงหรานถึงกับพูดไม่ออก…สรุปก็คือ วิชานี้แข็งแกร่งสุดประมาณ แต่ก็ไม่มีใครฝึกสำเร็จได้เลย
เขาเข้าใจทันทีว่าทำไมตนถึงสามารถฝึกถึงขั้นที่เจ็ดได้ ก็เพราะกำลังภายในหกสิบห้าปีที่ติดตัวมา รวมทั้งตอนเริ่มฝึกตนไม่ได้เริ่มตั้งแต่ขั้นแรก แต่เริ่มจากขั้นที่สอง ทำให้ใช้กำลังภายในมหาศาลดันขึ้นไปถึงขั้นที่เจ็ดได้
ไม่น่าแปลกใจที่มู่ซื่อหลางเห็นเขาฝึกวิชานี้แล้วถึงกับตกใจว่าเห็นผี และแม้แต่เต๋ออู๋หมิงเองก็ไม่อยากเชื่อ ด้วยอายุเท่านี้จะฝึกสำเร็จได้อย่างไร
เต๋ออู๋หมิงโน้มตัวเข้ามาใกล้ “คุณชายเจียง ตอนนี้ท่านฝึกถึงขั้นที่เท่าไรแล้ว”
เจียงหรานปรายตามองโดยไม่ตอบอะไร หลี่เทียนซินก็เพียงแค่เหลือบมองเต๋ออู๋หมิง ดวงตาแฝงรอยเยาะเล็กน้อย
เต๋ออู๋หมิงกระแอม “เอาล่ะๆ เป็นข้าพูดไม่เข้าท่าเอง …ว่าแต่คุณชายเจียง ถ้าท่านยังไม่เชื่อ เช่นนั้น…เรามาดูด้วยกันดีหรือไม่”
เจียงหรานชะงัก ก่อนนึกได้ว่าเจ้านี่หมายถึงจะดูอะไร รีบส่ายหน้าทันที
หลี่เทียนซินอดถามไม่ได้ “พวกเจ้าคิดจะดูอะไรกัน”
เจียงหรานรีบดึงหลี่เทียนซินเข้ามา “ให้เขาไปดูกับเจ้าเลย ถือว่าเป็นพวกเดียวกัน”
“หา” หลี่เทียนซินทำหน้ามึนงง
เต๋ออู๋หมิงตาโตขึ้น “หรือว่า…คุณชายหลี่ก็ชอบอ่านหนังสือภูมิศาสตร์ท้องถิ่นเหมือนกันหรือ” พูดพลางเหลือบไปทางเจียงหราน
เจียงหรานพยักหน้าแรง “ใช่แล้ว”
“โอ้” เต๋ออู๋หมิงหันไปมองหลี่เทียนซินอีกครั้ง ถึงกับรู้สึกว่าข้าไม่ได้เดินลำพัง
“ก็ได้มีเวลาอ่านบ้างเป็นครั้งคราว” หลี่เทียนซินนึกว่าเขาหมายถึงหนังสือภูมิศาสตร์ท้องถิ่นจริง ๆ จึงไม่คิดอะไรนัก เพียงเอ่ยว่า “บางครั้งก็หยิบมาดู”
“เยี่ยมเลย!” เต๋ออู๋หมิงตื่นเต้น “พอจบงานชุมนุมผู้กล้า ข้ามีของล้ำค่าอยู่พอดี จะเชิญคุณชายหลี่มาร่วมชม”
“ของล้ำค่า” หลี่เทียนซินงง หนังสือภูมิศาสตร์ท้องถิ่นยังถือเป็นของล้ำค่าอีกหรือ คิดครู่หนึ่งจึงถาม “หรือว่าเป็นต้นฉบับราชวงศ์”
“ถูกต้อง!” เต๋ออู๋หมิงพยักหน้าหงึกๆ
“เช่นนั้นข้าก็ยินดีรับ” หลี่เทียนซินคารวะตอบ
เจียงหรานที่ยืนฟังอยู่แทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ต้องใช้เคล็ดหลอกล่อฉ้อโกง กดสีหน้าไว้ ไม่งั้นได้หลุดเสียงออกมาแน่
สองคนนั้นคุยกันถูกคอ ทั้งที่พูดกันคนละเรื่องแท้ๆ
เมื่อมองกลับไปที่สถานที่จัดงาน ลูกน้องของคหบดีว่านกำลังยุ่งอยู่กับการต้อนรับแขก
เจียงหรานกวาดตามองผู้คนเหล่านั้นทีละคน แต่กลับไม่เห็นเฉิงจี๋ม่อ
ทันใดนั้น เขาก็เกิดความรู้สึกประหลาด คล้ายมีใครบางคนกำลังจับตามองอยู่
เขาเงยหน้าตามสัญชาตญาณ ก็เห็นชายคนหนึ่งยืนลับๆ อยู่หลังเสา มองตรงมาที่เขา เมื่อสบตากัน ชายคนนั้นรีบถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วหันหลังเดินจากไป
เจียงหรานขมวดคิ้ว เอ่ยกับหลี่เทียนซินและเต๋ออู๋หมิงว่า
“พวกเจ้าคุยกันไปก่อน ข้าขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่”
พูดจบก็ลุกออกไปทันที
หลี่เทียนซินลุกตาม แต่ถูกเต๋ออู๋หมิงคว้าตัวไว้ “คุณชายหลี่อย่าไป นั่งคุยกับข้าสักหน่อยเถอะ”
เพียงชั่วจังหวะนั้น เจียงหรานก็อาศัยโอกาสหลบหายไปกับฝูงชนจนไร้ร่องรอย
หลี่เทียนซินขมวดคิ้ว สายตาเย็นเฉียบปรายใส่เต๋ออู๋หมิงอย่างไม่พอใจ ก่อนจำใจนั่งลงอีกครั้ง
…
คฤหาสน์ตระกูลว่านกว้างใหญ่นัก
เจียงหรานเดินตามชายคนนั้นออกจากลาน ผ่านทางวกวนไปมา เพียงครู่เดียวก็มาถึงห้องที่เงียบไร้ผู้คน
ชายคนนั้นผลักประตูเข้าไป เจียงหรานก็ตามติด เมื่อเขาเข้ามา อีกฝ่ายก็ปิดประตูลง
เจียงหรานหันไป เห็นชายคนนั้นล้วงของบางอย่างจากอกเสื้อ แล้วยื่นมาให้ “คุณชาย หลี่เฟยอวิ๋นคิดจะวางยาพิษ”
“เจ้าเป็นคนเสนอแผนให้เขาหรือ”
เจียงหรานรับของมากวาดตามอง พลางจ้องหน้าชิงอี
บนใบหน้าของเขามีการปลอมแปลง เพิ่มหนวดเครา แต่แววตายังเหมือนเดิม ทำให้เจียงหรานจำได้ทันที ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ตามมา
“เปล่า…ของที่ข้าเอามานี้ไม่ใช่ยาพิษ แต่เป็นยาแก้”
ชิงอีขมวดคิ้วแน่น “เมื่อวานก่อนข้าลงเขามา หลี่เฟยอวิ๋นยื่นยาแก้นี้ให้พวกเราที่เข้ามาในเมือง เขาบอกว่าวันงาน คหบดีว่านจะจัดเลี้ยง หากไม่กินยานี้ล่วงหน้า พิษจะกำเริบจนร่างกายอ่อนแรง”
เจียงหรานไม่ประมาท ค่อยๆ แกะห่อกระดาษออก สูดกลิ่นเบา ๆ แล้วพยักหน้า “เขาจะใช้ยาที่ทำให้ร่างกายอ่อนแรง ส่วนห่อนี้เป็นยาแก้พิษประเภทนั้น”
พูดพลาง เขาขมวดคิ้วเบาๆ แล้วกวาดตามองรอบห้อง “เจ้ามาที่นี่บ่อยหรือ”
“ไม่…เห็นว่าไม่มีคนจึงพาท่านมา” ชิงอีแปลกใจ “ทำไมรึ”
เจียงหรานไม่ตอบ เพียงเดินสำรวจรอบห้อง เครื่องเรือนดูเก่า บางที่เต็มไปด้วยฝุ่น แต่บางมุมกลับสะอาดผิดปกติ โดยเฉพาะพื้นถูกปัดกวาดจนเกลี้ยง
สายตาเขาลากไปจนถึงมุมคานด้านบน
ชิงอีมองตาม แล้วเห็นเข้ากับเข็มเงินเล็กๆ ปักคาอยู่ตรงนั้น
“เข็มวิหคเหิน!”
เจียงหรานกับชิงอี แม้จะไม่ได้คุ้นเคยกับเข็มวิหคเหินมากนัก แต่ก็ไม่ใช่สิ่งแปลกตา
โดยเฉพาะชิงอี…ในวันนั้นที่โรงน้ำชา เฉิงจี๋ม่อใช้เข็มวิหคเหินเข้าต่อสู้กับเขา เขายังเคยถูกของสิ่งนี้เล่นงานมาแล้ว
เมื่อเห็นอีกครั้ง ย่อมจำได้ทันที
เจียงหรานจ้องเข็มเงินนั้นด้วยสายตาซับซ้อน ไม่ห้ามใจที่จะนึกถึงภาพเฉิงจี๋ม่อในสภาพวิญญาณล่องลอยเมื่อสองคืนก่อน และความสงบผิดปกติยามก้าวเข้าสู่คฤหาสน์ตระกูลว่าน
“เข็มวิหคเหิน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
ชิงอีเผลอถามออกมา
เจียงหรานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถามกลับว่า “วันที่โรงน้ำชา เจ้าจับภรรยาของคหบดีว่าน นั่นเป็นคำสั่งของหลี่เฟยอวิ๋นใช่หรือไม่”
“ใช่” ชิงอีพยักหน้า “คหบดีว่านกับหัวหน้าใหญ่ไม่ถูกกันมานาน หัวหน้าใหญ่ต้องการได้ทรัพย์สมบัติของคหบดีว่าน แต่คหบดีว่านไม่ยอม เรื่องขัดแย้งจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้”
เจียงหรานเคาะขมับ แล้วยิ้มขื่น “เรื่องชัดเจนที่สุดกลับถูกมองข้าม”
เขาถอนหายใจเบาๆ ราวกับเตรียมการไว้แล้ว ควักขวดเล็กหลายใบจากอกเสื้อ ส่งให้ชิงอี “เจ้าลอบเข้าไปในครัวอย่างระมัดระวัง แล้วหยดของในขวดนี้ลงในเหล้า หนึ่งไหเพียงหยดเดียวก็พอ ห้ามเกินไปกว่านี้ ของพวกนี้น่าจะพอใช้”
ชิงอีเหลือบมองเจียงหราน “เฉิงจี๋ม่อ…เกิดเรื่องกับเขาแล้วหรือ”
“ยังไม่รู้” เจียงหรานส่ายหัว “ไว้รอดูอีกที ทำเรื่องตรงหน้าก่อน”
“ตกลง” ชิงอีตอบรับ พลางเก็บขวดเล็กเข้าที่อกเสื้อ เขาไม่ได้สงสัยฝีมือของเจียงหรานเลย คนที่สามารถปรุงยาพิษอย่างโอสถสี่ฤดูได้ ย่อมเชี่ยวชาญในศาสตร์นี้แน่นอน “เรื่องนี้ไม่ยาก มอบให้ข้าจัดการก็แล้วกัน”
พูดจบก็หันหลังจากไป
เจียงหรานเลิกคิ้วเล็กน้อย “ไม่ยาก…หรือ” เขาส่ายหัวเบา ๆ ไม่คิดต่อ แล้วละสายตาจากเข็มวิหคเหิน เดินออกจากห้อง
เมื่อกลับสู่ลานประลอง ยังไม่ทันหาที่นั่ง ก็มีเสียงดังลั่น “ประมุขพรรคซานเฟินมาถึงแล้ว!!”
“หรงเลี่ย”
“เขามาจริงๆ ด้วย”
“ทั้งพรรคหลัวรื่อ และพรรคชิงเหอต่างก็สิ้นสูญแล้ว ตอนนี้ในเมืองชางโจว มีเพียงพรรคซานเฟินของเขาผงาดหนึ่งเดียว”
“คนผู้นี้ฝีมือร้ายกาจ ทำตัวไม่โดดเด่น แต่กลับก้าวขึ้นมาในพริบตา…ในเมื่อมีความสามารถเช่นนี้ เหตุใดตลอดหลายปีถึงต้องทำท่าตั้งสมดุลสามฝ่าย”
“ไม่นานมานี้ยังได้ยินว่าพรรคซานเฟินกับพรรคหลัวรื่อแย่งชิงเขตพรรคชิงเหออยู่แท้ๆ ที่ไหนได้ ล้วนเป็นแค่ภาพลวงตา”
เจียงหรานแฝงตัวอยู่ในฝูงชนก็มองไปยังหรงเลี่ย เขาดูอายุสี่สิบกว่า สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้ม ผมเกล้าถูกระเบียบ ใบหน้าแต่กลับหม่นหมอง
เจียงหรานพอมองสีหน้าก็เข้าใจจิตใจของเขา ตอนพรรคชิงเหอล่ม ผู้คนในเมืองต่างซุบซิบกัน แต่ไม่มีใครสงสัยหรงเลี่ยเลย เพราะถ้าเขามีฝีมือโค่นพรรคชิงเหอในคืนเดียวจริง แล้วเหตุใดต้องปล่อยให้ต่อสู้ยืดเยื้อกับพรรคชิงเหอ และพรรคหลัวรื่อมานานขนาดนั้น
ใครจะคาดคิด ไม่นานพรรคหลัวรื่อก็ดับสูญอีก… ครานี้จึงไม่อาจไม่ให้ผู้คนสงสัยได้ เพราะผลประโยชน์ทั้งหมดตกเป็นของเขา
ทว่าหรงเลี่ยเองกลับขมขื่น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งยังหวาดกลัวอยู่ลึกๆ ผู้ใดกันที่สามารถล้มสองพรรคใหญ่ในสองคืนติด ถ้ามือมืดนั่นสะบัดใส่พรรคซานเฟินของเขาบ้าง คงไม่เหลือแม้ชีวิตตนเอง
เมื่อคิดได้ดังนี้ สีหน้าหม่นหมองของเขาจึงไม่แปลกเลย
เจียงหรานเพ่งมองเขาครู่หนึ่ง กำลังจะละสายตา ก็เห็นชายชราสวมเสื้อผ้าหยาบ ถือพู่กันขวางทางหรงเลี่ย เขาเลียปลายพู่กัน เปิดสมุดแล้วถามขึ้นอย่างสบายๆ
“ท่านหรง ท่านสามารถล้มพรรคชิงเหอและพรรคหลัวรื่อได้ด้วยวิธีใดกันแน่”
ทั้งลานเงียบงัน
เจียงหรานก็ประหลาดใจ เรื่องที่ทุกคนแกล้งทำเป็นไม่รู้ ไม่เคยมีใครกล้าเดินไปถามตรงๆ แล้วชายชราคนนี้เป็นใคร ทำไมอาจหาญถึงเพียงนี้
ทันใดนั้นก็มีเสียงกระซิบดังขึ้น
“ต้าเซียนเซิง…”
“ต้าเซียนเซิงมาแล้ว”
“งานวันนี้ช่างคึกคัก คหบดีว่านมีหน้ามีตานัก”
“ได้ยินว่าต้าเซียนเซิงไม่เคยเห็นแก่หน้าใคร ดูแต่ตามใจตนเอง”
“หากได้เขาชี้แนะสักสองสามคำ…”
เจียงหรานยิ่งงุนงง ไม่คิดว่าชายชราร่างเล็กผู้นี้จะมีชื่อเสียงนัก
เขากำลังคิดจะถามใครสักคน ก็เห็นเต๋ออู๋หมิงกับหลี่เทียนซินเบียดเข้ามาใกล้
เมื่อสบตาเจียงหราน หลี่เทียนซินก็ยืนประชิดเหมือนเงาตาม ส่วนเต๋ออู๋หมิงค้อมตัวเล็กน้อย “คุณชายเจียง ท่านหายไปเข้าห้องน้ำนาน ข้ากับคุณชายหลี่กำลังจะออกตามหาท่าน”
เจียงหรานหัวเราะ “ท่านเต๋อพอจะรู้จักต้าเซียนเซิงผู้นั้นหรือไม่”
ได้ยินดังนั้น เต๋ออู๋หมิงขมวดคิ้ว “ตาแก่ไม่ยอมแก่ผู้นี้ ที่ใดมีความวุ่นวาย ที่นั่นย่อมมีเขา…”
“อ๋อ” เจียงหรานพอฟังแล้วก็รู้สึกว่าทั้งสองคนน่าจะรู้จักกันพอสมควร
ข้างหูมีเสียงหลี่เทียนซินเอ่ยเย็นชา “คนผู้นี้ คนในยุทธภพขนานนามว่า ‘พู่กันวูบเดียวดั่งอัศจรรย์’ ตั้งตนเองสมญานามต้าเซียนเซิง เป็นคนที่สร้างปัญหาเก่ง และยังชอบปัญหาด้วย ที่ใดมีเรื่องยุ่ง เขาจะปรากฏตัว และจดบันทึกทุกเหตุการณ์ลงเป็นเรื่องเล่า แล้วนำไปเล่าตามโรงน้ำชาโรงสุรา หลายเรื่องที่เราเคยได้ยินจากนักเล่าก็เป็นผลงานของเขา แต่ความจริงปะปนเท็จแยกไม่ออก”
เจียงหรานถึงบางอ้อ แท้จริงก็เป็นนักเล่าเรื่องที่ชอบเก็บข่าวสด คล้ายกับนักข่าวสนามรบ
คิดดูก็น่าสนใจ ยุทธภพยังมีคนเช่นนี้อยู่ด้วย
ขณะนั้นต้าเซียนเซิงยังคงตามตื้อถามหรงเลี่ยไม่หยุด
หรงเลี่ยหน้าเขียวคล้ำ เขาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่ใช่ฝีมือตน แต่ไม่มีใครเชื่อ ต้าเซียนเซิงเองก็ไม่เชื่อ
แม้หรงเลี่ยพยายามหลบไป ต้าเซียนเซิงก็ยังตามติด ราวกับจะไม่ยอมเลิกหากไม่ได้คำตอบ
ถ้าเป็นคนอื่นมาก่อกวนเช่นนี้ คงได้ลงไม้ลงมือไปแล้ว แต่ปัญหาคือต้าเซียนเซิงฝีมือสูงส่ง จะสู้ก็คงไม่ชนะ หากถูกจับกดลงพื้นแล้วซัดเสียยับก็อับอายขายหน้าแน่
สุดท้ายหรงเลี่ยหน้ามืดแดงคล้ำอย่างกลั้นโทสะ ต้องกัดฟันทนเอาไว้
เจียงหรานส่ายหัว เขารู้สึกว่าต้าเซียนเซิงเป็นคนที่น่าสนใจ แต่ก็น่ารำคาญไม่น้อย
เขาจึงไม่ใส่ใจต่อ หันกลับไปนั่งกับอีกสองคน พอเพิ่งนั่งลง ก็มีเสียงประกาศก้อง “คหบดีว่านมาถึงแล้ว!!”